พืชทำเงิน
คุณสหรัฐและคุณเจษฏาภรณ์ เกษสกุล ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 57/1 หมู่3 ตำบลบางกระจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี แต่เดิมคุณสหรัฐ ทำงานอยู่ที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดจันทบุรี ต่อมาได้ลาออก มาทำอาชีพค้าขายยางพารา จากนั้นเปลี่ยนมาเป็นค้าขายมะละกอ โดยซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไปจำหน่ายที่ตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท ระหว่างที่ซื้อมะละกอไปขายนั้น คุณสหรัฐพบว่า เกษตรกรมักประสบปัญหามีโรคระบาดในแปลง ผลผลิตมีน้อย บางช่วงของไม่พอส่ง เพื่อให้มีผลผลิตส่งอย่างต่อเนื่อง เขาจึงลงมือปลูกมะละกอเองส่วนหนึ่ง โดยการเช่าที่ปลูก เมื่อปลูกไปได้สักพัก ราว 2-3 ปี ก็ย้ายที่ปลูก ทั้งนี้เพื่อลดการระบาดของโรคและแมลงนั่นเอง ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงปัจจุบัน ย้ายมาหลายแปลงแล้ว พื้นที่จะหมุนเวียนอยู่ระหว่างจันทบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว แปลงปลูกมะละกอของคุณสหรัฐ มีพื้นที่ระหว่าง 20-30 ไร่ สายพันธุ์มะละกอที่ปลูกคือพันธุ์”แขกดำหนองแหวน” เป็นพันธุ์ที่เก็บเป็นมะละกอดิบได้ แต่ทางคุณสหรัฐและภรรยา เก็บสุกอย่างเดียว เนื่องจากได้น้ำหนักและราคาเพิ่มขึ้น คุณสหรัฐและภรรยาแนะนำการปลูกว่า ใช้ระยะระหว่างต้น 2.5 คูณ 2.5 เมตร ปลูกไปราว 7 เดือนก
“เราสมควร…แกล้งดิน…โดยทำให้มันเปรี้ยว แล้วเราจะได้ทำวิศวกรรมย้อนรอย เพื่อจะได้รู้วิธีแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดสภาพเปรี้ยวแบบที่เคยเป็น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลดินประเภทนี้ในอนาคต” จากกระแสพระราชดำรัสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งให้ “แกล้งดิน” ในพื้นที่พรุให้เปรี้ยวที่สุด โดยใช้เวลา 2 ปี หลังจากนั้น ให้ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ข้าวโพด และพืชผัก ถ้าพืชดังกล่าวขึ้นไม่ได้ ก็แสดงว่า ดินเปรี้ยวจนถึงที่สุดแล้ว จากนั้นให้หาทางปรับปรุงพื้นที่ดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจให้จงได้ และเมื่อได้ผลให้นำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาดินเปรี้ยวจัดที่พบในพื้นที่พรุ หรือพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลของประเทศสืบต่อไป ด้วยเหตุที่ดินในพื้นที่พรุ หรือพื้นที่ราบลุ่มตามชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวที่มีชั้นดินและสีเทาปนน้ำเงิน ซึ่งมีสารประกอบไพไรต์ (สารประกอบเหล็กซัลไฟต์) รองรับอยู่ข้างล่าง เมื่อดินเปียกดินนี้จะไม่ค่อยเปรี้ยว แต่ถ้าปล่อยให้ดินแห้ง สารประกอบไพไรต์จะทำปฏิกิริยากับอากาศและปลดปล่อยกรดกำมะถัน และมีจุดประสีเหลืองเหมือนฟางข้าวออกมา ทำให้ด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรดิน และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สนับสนุนการบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนและเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในประเทศและนานาประเทศ ถึงพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน โดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน ทรงเป็นผู้นำและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขปัญหาดิน การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัพยากรดิน ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตทางการเกษตร ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญต่อเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย การที่ทรัพยากรดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีการอนุรักษ์ ขาดการปรับปรุงบำรุงดิน หรือการดูแลรักษา นับเป็นอีกหนึ่งความทุกข์ยากให้กับเกษตรกรมากมายขึ้น ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกๆ ภาคของประเทศอย่างสม่ำเสมอ ทรงรับทราบความเดือดร้อนของราษฎรในแต่ละพื้นที่ จากปัญหาทางด้านศักยภาพของทรัพยากรดินในการประกอบอาชีพเก
เมื่อ เวลา 17.58 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ในฐานะประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เนื่องในโอกาสนำคณะเข้าเฝ้าฯ ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเลือกชนิดพืชเพื่อปลูกในพื้นที่สูงหรือบนภูเขาว่า “ควรพิจารณาเรื่องของดินถล่มด้วย เพราะเมื่อดินถล่มลงมาแล้ว จะทำให้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเสียหายไปหมด เป็นปัญหาที่หนักมาก เพราะมีคนเสียชีวิต เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กระบี่ก็มีถล่ม ที่สตูลก็หนักหน่วงมาก ที่กระบี่หล่นลงมาทำให้เสียชีวิตหลายราย เพราะไปปลูกยาง คนค้าขายยาง เพราะเป็นต้นไม้ที่โตเร็ว แข็งแรง มันโตเร็วก็จริง แต่ทำให้ดินถล่มมากมาย ที่ภาคอีสานไปปลูกยางนึกว่าเป็นผลที่ดี แต่ดินถล่มเยอะ ที่ภาคเหนือก็มี เหตุการณ์ดินถล่มทำให้ชาวบ้านเสียหายมาก ต้องปลูกพืชที่รักษาดินให้ดี ต้องเลือกต้นที่จะปลูก ถ้าปลูกต้นไม้ที่มีรากแก้ว อาจโตช้า ก็ต
ชุมชนที่กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของไทยก็คือ ชุมชนปากน้ำประแส เป็นชุมชนแห่งหนึ่งของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชุมชนแห่งนี้เป็นหมู่บ้านชายทะเลที่เคยรุ่งเรืองในอดีต หมายถึงว่า สมัยที่ยังไม่มีถนนบางนา-ตราดนั้น ใครจะเข้ากรุงเทพฯ จะพากันมาลงเรือที่ปากน้ำประแส ปัจจุบันชุมชนปากน้ำประแสยังรักษาสภาพทั่วไปเหมือนในอดีตที่มีอาชีพประมงเป็นหลัก อาหารทะเลของที่นี่ นอกจากสดแล้วราคายังถูกด้วย นักท่องเที่ยวเกือบทุกคนถ้าได้มาเที่ยวที่นี่ มักจะซื้อปลาแห้ง กุ้งแห้ง และกะปิเป็นของฝาก ล่าสุดก็เมื่อไม่นานมานี้มีเพิ่มขึ้นอีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อไปกินเองและเป็นของฝาก สิ่งนั้นคือ ชาใบขลู่ ที่จริงต้นขลู่ซึ่งเป็นวัชพืชได้ขึ้นงอกงามอยู่ที่ชายทะเลและใกล้ๆ กับป่าชายเลนที่ปากน้ำประแสมานานแล้ว ชาวบ้านและชาวประมงอย่างดีก็แค่นำใบอ่อนของต้นขลู่มาลวกกินกับน้ำพริก แต่แล้วอยู่ๆ ชาใบขลู่เกิดโด่งดังขึ้นมาเอง จากประจวบคีรีขันธ์และใกล้เคียงที่ได้นำใบขลู่มาทำเป็นชาใบขลู่ ที่ชาใบขลู่โด่งดังเพราะมีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ลดความดันโลหิต แก้โรคเบาหวาน แก้ท้องอืด ขับลม เส้นตึง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หากกินทุเร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตร(ผอ.อตก.)กล่าว”งานสินค้าเกษตรคุณภาพ เกษตรอินทรีย์วิถีปักษ์ใต้”ครั้งที่ 2 ที่ จ.สงขลาว่างานสินค้าเกษตรคุณภาพฯ ต้องการส่งเสริมอาชีพให้ชาวใต้ หารายได้เสริมจากการทำสวนยางพารา ด้วยการส่งเสริมด้านเกษตรอินทรีย์ อบรมเพาะเห็ดแครงให้ป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มีสารอาหารสูงมากและมีความต้องการของตลาด อกต.จะรับซื้อคืน กก.ละ 100-150 บาท นายบัณฑิต ส่งนวล เกษตรกรเพาะเห็ดแครง จ.กระบี่กล่าวว่าตนเล็งเห็นว่าเห็ดแครง เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ตลาดยังต้องการสูงเนื่องจากปราศจากสารเคมีและมีคุณค่าทางสารอาหารครบ จึงต้องการอบรมการเพาะเห็ดแครงเพิ่มเติม เพื่อนำความรู้และเทคนิคไปขยายกิจการ ขณะนี้ตนมีรายได้จากการเพาะเห็ดแครงเดือนละ 40,000-50,000 บาท หากมีช่องทางการจำหน่ายมากกว่าปัจจุน ตนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ที่มา มติชนออนไลน์
ที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพืชไร่ทางเลือกหลักเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนมันสำปะหลัง นำไปผลิตเป็นแป้งมัน เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และส่งออกเป็นบางส่วน สำหรับอ้อยนำไปผลิตเป็นน้ำตาลสูงได้ถึง 11.3 ล้านตัน และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 2.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ ปัจจุบัน เมืองไทยมีพืชไร่ตัวเลือกใหม่ คือ “หญ้าเนเปียร์” ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่า หญ้าเนเปียร์ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างความร่ำรวยให้แก่เกษตรกรไทยได้ในอนาคต เพราะเกษตรกรสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ถึง 2 ช่องทาง คือเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำ ได้แล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลังงานได้อีก โดยใช้หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับมูลสัตว์ ทำให้เกิด “พลังงานชีวภาพ” นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม และผลิตกระแสไฟฟ้า โอกาสทางการตลาด ของ “หญ้าเนเปียร์” เมื่อเร็วๆ นี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และอิมแพค เมืองทองธานี
กล้วยน้ำว้าจัดเป็นกล้วยพื้นเมืองที่พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย โดยนิยมปลูกเพื่อรับประทานผลสุก ส่วนผลดิบจะนำมาแปรรูป และส่วนต่างๆนำมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะใบตองจะห่ออาหาร ปลีกล้วยและหยวกกล้วย ยังนำมาปรุงเป็นอาหารได้อีกด้วย คุณอิทธิกร จันทร์น้อย หรือคุณนุ เจ้าของสวนกล้วยน้ำว้าพื้นที่กว่า 30 ไร่ ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บอกว่า เหตุที่มาสนใจปลูกกล้วยเนื่องจาก มองว่า กล้วยน้ำว้า คือวัฒนธรรมของคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตาย มีกล้วยน้ำว้าเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา และที่สำคัญกล้วยน้ำว้าปลูกไม่ยาก ถ้ารู้วิธีจัดการ แถมปลูกครั้งหนึ่ง เก็บเกี่ยวได้ 4-5 ปี และเหตุที่เลือก กล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ ปากช่อง 50 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการวิจัย มาจากสถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน คือมีความโดดเด่นในเรื่องการให้ผลผลิต จำนวนหวีมากกว่า และผลใหญ่กว่า สายพันธุ์อื่น การปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 สิ่งที่ต้องใส่ใจคือ การดูแลรักษา เนื่องจากกล้วยเป็นไม้ผลที่ตอบสนอง กับสภาพอากาศ ดิน และปุ๋ยเป็นอย่างมาก หากการดูแลรักษาไม่ดี ขาดน้ำ ขาดปุ๋ย หรือสภาพพื้นที่แห้งแล้งเกินไป ผลผลิตก็จะลดลง “จริงๆ กล้วยน้ำว้าพันธุ
ยูคาลิปตัส เป็นไม้โตเร็ว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปออสเตรเลีย ปัจจุบัน ภาคเอกชนของไทยได้พัฒนาพันธุ์ออกมาให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป เช่น ทำเสาเข็ม นั่งร้านในการก่อสร้าง เพื่อผลิตเยื่อกระดาษ ทำโครงสร้างหลักของบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่งเครื่องจักรและสุขภัณฑ์ต่างๆ ที่สำคัญปรับปรุงพันธุ์สำหรับทำพื้นปาร์เก้ต์ของอาคารบ้านเรือนและสำนักงาน ตัวชี้วัด ที่ช่วยในการตัดสินใจร่วมโครงการ อันดับแรก พื้นที่ใช้ปลูก ควรเป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ และ อันดับต่อไป เงื่อนไขที่ตกลงกัน ให้ศึกษาอย่างละเอียด ผมทราบมาว่า บริษัทจะจัดหาต้นพันธุ์ให้ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำตลอดอายุการปลูก 1 รอบ เป็นเวลา 4 ปี จึงมีการตัดฟัน โดยบริษัทจะรับซื้อคืนทั้งหมด ในราคาที่ตกลงกันไว้ แล้วหักค่าใช้จ่ายทั้งราคาต้นกล้าและปัจจัยการผลิตอื่นๆ หากอยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว ก็โอเค
คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานฝึกอบรมการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินรุ่นพิเศษ เรื่อง การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแนวใหม่ที่มีการใช้น้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ณ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. และโรงเรือนทดลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ โดยการอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบปลูกพืชอย่างแม่นยำในโรงเรือนเพื่อปลูกผักและพรรณไม้น้ำที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเกษตร สกว. ปัจจุบันการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไฮโดรโพนิกส์” เป็นระบบการปลูกพืชประเภทหนึ่ง ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งการปลูกเป็นการค้าในรูปแบบฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีระบบโรงเรือนปิดที่ทันสมัย การปลูกเป็นฟาร์มขนาดกลางในโรงเรือนเปิดหรือกลางแจ้ง จนถึงการปลูกเพื่อการอุปโภคในครัวเรือน รศ.ดร.พรหมมาศ คูหากาญจน์ นักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. หัวหน้าโครงการวิจัย เผยถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบบการปลูกพืชชนิดนี้มีการขยายตัวอ
