พืชทำเงิน
สำหรับในเมืองไทยแล้ว ขนมขบเคี้ยวนับเป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยม คงไม่มีใครไม่รู้จัก “มันฝรั่งทอดกรอบเลย์” ของ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หนึ่งในผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบของไทย ที่มีฐานการผลิตมันฝรั่งอยู่ในไทยมานานแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยกลับนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งเป็นจำนวนมากถึง 4,700 ตัน ต่อปี ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูง คุณชวาลา วงศ์ใหญ่ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในไทยมีต้นทุนผลิตสูงกว่า 40% ซึ่งเป็นต้นทุนค่าหัวพันธุ์มัน บริษัทจึงได้จัดทำ “โครงการส่งเสริมการเพาะปลูกมันฝรั่งอย่างยั่งยืนภายใต้สัญญาข้อตกลงการผลิตที่มีการประกันราคารับซื้อที่แน่นอน” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของบริษัทในการส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน มุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบในประเทศ ที่ผ่านมามีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมกว่า 6,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 28,000 ไร่ ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และส่งเสริมให้มีการขยายพื้นที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย นอกจากนี้ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำก
หลายคนเชื่อว่า หากต้องการปลูกพืชไร่ ไม้ผลให้ประสบความสำเร็จ ต้องเช็กสภาพดิน น้ำ ว่ามีจุดเด่น จุดด้อย ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขก่อนลงมือปลูกหรือไม่ สำหรับการปลูกองุ่นเชิงการค้า แค่เช็กสภาพดินและน้ำ อาจยังไม่เพียงพอ คุณแจ๊ส-รัชนีวรรณ คนหมั่น เจ้าของไร่องุ่นภูพิบูลย์ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี แนะนำว่า ควรเช็กกระแสลมด้วยว่า เป็นอุปสรรคต่อการปลูกองุ่นหรือไม่ ก่อนหน้านี้ องุ่นเขียวพันธุ์ดั้งเดิมของไทย เคยปลูกมากในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แต่ระยะหลังเกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเกือบหมด เพราะเจอปัญหาโรคแมลงรุมเร้า รวมทั้งสภาพดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะ “กระแสลม” ที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตของต้นองุ่น คุณแจ๊ส บอกว่า พื้นที่ปลูกองุ่นในอำเภอดำเนินสะดวก มักเจอปัญหา “ลมไซฮวง” ซึ่งเป็นลมร้อนที่พัดมาจากทะเลทางตะวันตกในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ทำให้ดอกองุ่นที่กำลังบาน ร่วงลงหมด หรือต้นองุ่นมีลูกอ่อน ก็จะมีอาการผลร่วงเกลี้ยงต้น ทำให้ต้นองุ่นโทรม ปัจจุบัน พื้นที่อำเภอมวกเหล็ก ได้เปรียบในเรื่องสภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี แต่มีจุดอ่อนสำคัญคือ ปัญหาลมแรง คุณแจ๊ส ต้องลงทุนสร้างเสาร้านองุ่นให้มีความแข็งแรงคงทน โดยใช้
นครราชสีมา (25 ก.ย. 59) ผู้สื่อเดินทางไปที่บ้านพระ เลขที่ 182 หมู่ที่ 4 ต.มะเริง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีครอบครัวหนึ่งทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณขาย มาเป็นระยะเวลานานเกือบ 40 ปี จนได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. อ.เมือง จ.นครราชสีมา ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อาชีพของชุมชนในปัจจุบัน นางศรีนวล แก้ววัน อายุ 46 ปี ผู้ทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณแห่งนี้ เปิดเผยว่า ในอดีตนั้นครอบครัวของตนเคยมีอาชีพทำไร่ ทำนามาก่อน แต่ช่วงหลังๆ มานี้ประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติหลายอย่าง ทั้งเรื่องภัยแล้ง น้ำท่วม และราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ดังนั้นครอบครัวของตนจึงได้ตัดสินใจขายที่นาไปเกือบหมด แล้วนำเงินที่ได้มาลงทุนทำอาชีพเพาะถั่วงอกขายอย่างเดียว โดยใช้บริเวณใต้ถุนบ้านของตนเอง เป็นสถานที่เพาะถั่วงอกขาย ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ลองผิดลองถูก ใช้หลายวิธีแต่ก็ไม่ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ต่อมาได้มีคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านแนะนำว่าควรเพาะถั่วงอกในโอ่งดีกว่า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ แต่ยังไม่มีใครทำเป็นอาชีพจริงจัง ตนจึงได้เริ่มศึกษาวิธีการเพาะถั่วงอกในโอ่งขึ้นอย่างจริงจัง เมื
คุณไพบูลย์ สวัสดิ์จุ้ย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านคลองโยง อยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เบอร์โทร. (087) 009-2860 เล่าว่า เหตุที่จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านคลองโยงขึ้น เนื่องจากสมาชิกเล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพ มีใจรักชื่นชอบสนใจเกี่ยวกับการผลิตพืชผักเกษตรอินทรีย์เหมือนกัน ที่สำคัญคือ มีอุดมการณ์ร่วมกัน นั่นก็คือ “ไม่เอาเงินเป็นที่ตั้ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มีดินน้ำอุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพในการผลิตพืชผักหลากหลายชนิด แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงผลิตพืชผักเน้นเพื่อการค้า มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลทำให้สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ พืชผักมีสารพิษตกค้าง และเกษตรกรผู้ผลิตได้รับสารพิษโดยตรงจากการใช้เคมีดังกล่าว สมาชิกอายุก็เริ่มเยอะขึ้นทุกวัน ถึงเวลาแล้วที่จะหันมารักสุขภาพกันมากขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขภาพดี นั่นก็คือ อาหาร หรือสิ่งที่เราบริโภคเข้าไป นอกจากนี้ การที่ผลิตพืชผักอินทรีย์ให้ผู้อื่นได้บริโภคนั้นได้บุญ ประกอบกับพืชผักอินทรีย์กำลังได้รับความนิย
วันที่ 24 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิ์ หินสอ อายุ 43 ปี ชาวบ้านหนองเดิ่น หมู่ 2 ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เกษตรปลูกดาวเรืองขาย เปิดเผยว่า แต่ก่อนมีอาชีพทำนา และเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อหมดหน้านาก็ไม่มีงานทำจึงหันมาสร้างรายได้ด้วยการปลูกดาวเรืองขายเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ดีมีเงินเข้าครอบครับปีละนับแสนบาท นายศักดิ์กล่าวว่า แต่ก่อนเมื่อเสร็จหน้านา ก็จะเข้าเมืองหางานทำ เพราะไม่มีรายได้ ต่อมาได้ไปพบดอกไม้ในตลาดสอบถามว่าชื้อหรือไม่จะปลูกมาขาย หลังจากนั้นก็ลงมือชื้อเมล็ดพันธุ์ ดอกดาวเรืองมาปลูกทดลองเพียง 1 ไร่ แต่มีลูกค้ามาเห็นและสั่งชื้อจำนวนมาก สามารถทำรายได้ถึง 4 หมื่นบาท ต่อไร่ในเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น จากนั้นมีออเดอร์สั่งเข้ามาจำนวนมาก จึงได้ขายพื้นที่การปลูกขึ้นเป็น 8 ไร่ ในปัจจุบัน มีเพื่อนเกษตรกรหลายคนสนใจหันมาปลูกกันหลายราย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเพราะคตลาดดอกดาวเรืองมีรับชื้อไม่อัน ดอกดาวเรืองปลูกง่าย ดูแลง่ายกว่าการปลูกพืชอื่นให้ผลเร็ว ในแต่ละปีจะปลูกได้ไม่น้อยกว่า 3 รุ่นหมุนเวียน ส่วนตลาดจำหน่ายปัจจุบันส่งตลาดเมืองทอง กทม.และตลาดใกล้เคียง สกลนคร นครพนม อุดรธานี
เมื่อ 5 ปีก่อน เกษตรกรในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ภายใต้โครงการสามพรานโมเดล หยุดใช้สารเคมีและหันมาทำเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ เมื่อ 5 ปีก่อน ก็ได้รับกระแสการตอบรับจากผู้บริโภคในวงกว้าง สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงหันมาทำเกษตรอินทรีย์ตามกันอย่างกว้างขวาง เพื่อความยั่งยืนของโครงการและสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้กับเกษตรกรในเครือข่าย ล่าสุด คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารสวนสามพราน และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ได้พาแกนนำสำคัญกว่า 160 คน ประกอบด้วย ผู้จัดการโครงการ หัวหน้ากลุ่มเกษตร ทายาทคนรุ่นใหม่ของเกษตรกร รวมถึงผู้บริหาร พนักงานของโรงแรม ลงพื้นที่ ศูนย์พันพรรณ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ไปร่วมกิจกรรม “เปิดโลก เรียน-รู้ วิถีพึ่งตนเอง กับ โจน จันใด” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา ในวิถีอินทรีย์ และตระหนักในการพึ่งตนเอง ด้วยตัวของเขาเอง คุณอรุษ บอกว่า คุณโจน จันใด เป็นเกษตรกรต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กว่า 14 ปี ที่เขาละทิ้งกรุงเทพฯ กลับไปพิสูจน์ความเชื่อตัวเอง ด้วยการหันมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เริ่มจากลงมือทำนา ปลูกผัก ผลไม้อินทรีย์ พร้อมเก็บเมล็ดพันธุ์ และสร้า
ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ หลายคนหันมาทำอาชีพเสริม เช่นเดียว กับคุณมานพ เปรมปรีดิ์ซึ่งอาชีพหลักเป็นวิศวกร แต่วันหยุดแปลงร่างมาเป็นเกษตรกร มาปลูกเมล่อนบนดาดฟ้าใช้พื้นที่เพียง 50 ตรม. ก็สร้างรายได้ไปพร้อมกับความสุข เมล่อน” ถือเป็นราชินีแห่งพืชตระกูลแตง สามารถแบ่งชนิดออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามลักษณะของผลครับ โดยรูปแบบการปลูกที่นิยมปลูกในบ้านเรานั้นมี 3 แบบ คือ ปลูกในแปลงแบบมีค้าง ปลูกบนดิน และปลูกในถุง พี่มานพ เล่าให้ฟังว่า เริ่มปลูกครั้งแรก 20 ต้น โดยเผยแพร่ผ่านเฟสบุ๊คโดยไม่ได้หวังทำการตลาดอะไรมากมาย จนกระทั่งมีเพื่อนในโซเชียลให้ความสนใจ ติดต่อสอบถามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น สำหรับสายพันธุ์เมล่อน จะเป็นสายพันธุ์ญี่ปุ่น คือ ฮันนี่ นัตสึ (เนื้อเขียว) และ ออรินจิ (เนื้อส้ม) เป็นสายพันธุ์ที่อายุเก็บเกี่ยวเท่ากัน สามารถปลูกในโรงเรือนเดียวกันได้ พี่มานพ บอกว่า การปลูกเมล่อนบนดานฟ้า ต่างจากการปลูกทั่วไป คือ วัสดุปลูก และพื้นที่ โดยการปลูกเมล่อนบนดาดฟ้าของพี่มานพ ใช้พื้นที่ 50 ตรม. ใช้เงินลงทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. สร้างโรงเรือนพร้อมระบบน้ำ ใช้เงินประมาณ 40,000 – 50,000 บาท 2. ค่าเมล็ด
เกษตรกรรุ่นใหม่เมืองรถม้า ใช้ภูมิปัญญาผสมผสานเทคโนโลยีการผลิตสับปะรดคุณภาพ พร้อมดัดแปลงอุปกรณ์การเกษตรหลากหลาย ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นระดับภาคเหนือ เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง นำโดย คุณประวีณ์นุช สันพะเยาว์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ ได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลงานของเกษตรกรดีเด่นและเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ประเภทต่างๆ ในจังหวัดลำปาง เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานของเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จได้เป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรรายอื่นๆ ได้นำไปปฏิบัติในไร่นาของตนเอง จุดแรกคือ เทคนิคการปลูกสับปะรดให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพ คุณกฤษณะ สิทธิหาญ เกษตรกรหนุ่ม วัย 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง คุณกฤษณะ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตมีการปลูกสับปะรดเช่นเดียวกับเกษตรกรทั่วๆ ไป ไม่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ คือปลูกปีละ 1 ครั้ง เต็มพื้นที่ 50 ไร่ เมื่อถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยวก็เก็บครั้งเดียวหมดทั้งแปลง ต้องลงทุนปลูกใหม่ทุกครั้งทุกปี ต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ใช้สารเคมีเร่งการออกดอก ห่อหุ้มผลสับปะรดเพื่อไม่ให้ถูกแสงแดดเผาไหม้ผิวของผล และการปฏิบัติการต่างๆ ในสวน ท
ดินใต้โคนต้นโสนที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยานับเป็นสิ่งล้ำค่าราวกับขุมทรัพย์ เพราะดินจากธรรมชาติบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะเป็นที่ขึ้นของ “เห็ดตับเต่า” เห็ดที่มีหมวกลักษณะคล้ายร่มสีดำ – น้ำตาลอมเหลืองอ่อน เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 10 – 25 ซม น้ำหนักเยอะต่อ1ดอก เกือบ 2 กิโลกรัม มีขนเล็กๆ คล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาล ส่วนเนื้อของเห็ดชนิดนี้จะหนา มีความเหนียวหนึบ เมื่อนำมาต้มหรือผัด จะไม่ค่อยเละหรือแหยะเหมือนเห็ดชนิดอื่น เห็ดตับเต่ามักจะขึ้นในช่วงฤดูฝน ขึ้นมากในป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าต้นสะแก ถ้าเป็นในสวนมักจะพบในสวนผลไม้ เช่น สวนไผ่ รวมถึงขึ้นมากใต้โคนต้นโสน ที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณจำลอง จักรกร บ้านเลขที่ 55 หมู่ 6 ตำบลสามเรือน อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หญิงสาววัย 56 ปี เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่มีอาชีพทำนามากว่า 100 ปี แต่ปัจจุบันเลิกทำนาแล้ว หันมาปล่อยที่นาให้คนเช่า แล้วเปิดบริษัทรับทำบัญชี รวมถึงเก็บเห็ดตับเต่าขายเฉพาะช่วงหน้าฝน ขาย 4 เดือนมีรายได้เกือบ 5 แสนบาท คุณจำลอง เผยกับเส้นทางเศรษฐีว่า เห็ดตับเต่า เป็นเห็
การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน เพียงแต่การผสมผสานนี้ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น แล้วให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่าการทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษต
