พืชทำเงิน
คุณณัฐรินี สกุลจงเกษมสุข เกษตรกรคนเก่งวัย 54 ปีชาวอำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดิมทีทำธุรกิจส่วนตัวและทำงานเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งในระหว่างนั้นคุณพ่อคุณแม่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เธอจึงเกิดแนวคิดที่อยากจะดูแลสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้าง โดยปลูกผักอินทรีย์ปลอดสารพิษที่ไว้บริโภคเอง เริ่มต้นจากปลูกผักสลัดในกระถางไว้ข้างบ้าน ประมาณ 30-40 กระถาง เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการปลูกผักสลัด ช่วงแรก ๆไม่ประสบผลสำเร็จเลย ผักต้นไม่สวย ยืดบ้าง เพราะได้แสงไม่เพียงพอ ใส่ใจเรียนรู้เรื่องการปลูกผักอินทรีย์ คุณณัฐรินี จึงปรับแนวคิดใหม่ศึกษาหาความรู้ด้านการผลิตพืชอินทรีย์ ไปเยี่ยมชมแปลงอินทรีย์ของเกษตรกรที่มีผลงานโดดเด่น เพื่อเรียนรู้แนวทางการทำเกษตรที่มีประสิทธิภาพเพิ่มเติม เรียนรู้เพิ่มเติมผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ หน่วยงานราชการอื่น ๆ ฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาความรู้และศักยภาพเกษตรกรในการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เข้าร่วมอบรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกรต้นแบบ ศพก. เพื่อเสริมความรู้ด้านการใช้ระบบฐานข้อมูลในการทำเกษตร รวมทั้งอบรมด้านการผลิตพืชเกษตรอินทรีย์กับกรมวิชาการเกษต
ในช่วงภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ควรต้องระวังสุขภาพกันสักหน่อย เพราะทั้งหวัด ทั้งไข้ และไหนจะโรคภูมิแพ้หรือหอบหืดอีก อุบัติเหตุจากยวดยานก็เยอะ ก็คงต้องระมัดระวังกันนะค่ะ ทำร่างกายให้อบอุ่นไว้ หากไม่สบายแล้วจะเสียทั้งเวลาและเสียงานหมด หากท่านรู้สึกอึดอัด คัดจมูก หรือเป็นหวัด ก็ลองใช้ยาแก้หวัดแบบโบราณดู อาจได้ผลดีก็ได้ แถมไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด วิธีไล่หวัดแบบโบราณ ผู้เฒ่าผู้แก่ ท่านบอกว่า เอาหัวหอมหรือหอมแดง มาปอกสัก 4-5 หัว ทุบให้พอแตก แล้วเอาน้ำตั้งไฟให้เดือด จากนั้นเอาหัวหอมใส่แล้วยกลง ให้เอาผ้าขาวม้าหรือผ้าขนหนูเช็ดตัวก็ได้ คลุมหัวแล้วก้มหน้าไปที่หัวหอมที่เราทำไว้ทันที ระวังอย่าเอาหน้าไปใกล้มาก เพราะไอน้ำที่ยังร้อนอยู่จะลวกหน้าเอา สูดเอากลิ่นหัวหอมเข้าช้าๆ ลึกๆ เรื่อยๆ จนหมดกลิ่น หรือจนน้ำนั้นเย็น จะทำให้ท่านโล่งจมูก อาหารโบราณอีกอย่างหนึ่งตอนหน้าฝนที่ทำง่ายๆ และอร่อยด้วย และรับรองว่าหาคนเคยกินยาก จะเป็นขนมหวานก็ไม่เชิง กินกับข้าวก็อร่อย กินเปล่าๆ ก็อร่อย ซึ่งมันก็คือ บวบต้มน้ำตาลนั่นเอง!! ทุกท่านเคยได้ยินกันบ้างหรือป่าว!! และส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่รู้จักเลย… สำหรับวิธีการทำก็ไม่ได้ยากอะไร
วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์คลองโยง เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกที่มีความสนใจในการทำพืชผักอินทรีย์ เมื่อปี 2558 ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เดิมทีในอดีตพื้นที่แห่งนี้มีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรกลุ่มนี้ นับเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ขานรับนโยบายของภาครัฐในการลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ปัจจุบัน กลุ่มแห่งนี้เข้าสู่ระบบการทำเกษตรอินทรีย์อย่างมั่นคงกว่า 10 ปี มีสมาชิกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการระบบเกษตรอินทรีย์ IFOAM จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้ว สามารถส่งออกพืชผักบางชนิดไปยังตลาดต่างประเทศได้ ทางกลุ่มเป็นเครือข่ายของสามพรานโมเดล มีการประชุมกลุ่มทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สมาชิกได้แบ่งปันความรู้และเมื่อเกิดปัญหาก็จะมาร่วมกันแก้ไข นอกจากนี้ เครือข่ายสามพรานโมเดลได้นำระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมพีจีเอสกับกลุ่มผู้ผลิตในเครือข่าย เป็นการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์รูปแบบหนึ่ง รับรองเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกลุ่มโดยองค์กรผู้ผลิตเอง เทคนิคการเตรียมดินก่อนปล
“ยางพารา” หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดสงขลา ในอดีต ยางพาราขายได้ราคาดี เกษตรกรหันมาปลูกยางพารากันแทบทุกอำเภอ แต่ภาวะราคายางพาราตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีรายได้น้อยไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว ส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมาก เกษตรกรหลายรายตัดสินใจตัดโค่นต้นยางทิ้ง เพื่อปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ขณะที่เกษตรกรหลายรายมุ่งมั่นที่จะรักษาอาชีพการทำสวนยางพาราต่อไป พร้อมกับมองหาอาชีพใหม่ๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว อาชีพเสริมของชาวสวนยาง อำเภอบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ นับเป็นแผ่นดินทองทางการเกษตรที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา ประกอบด้วย 39 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลบางกล่ำ ตำบลท่าช้าง ตำบลแม่ทอม และตำบลบ้านหาร ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นแห่งนี้มีรายได้หลักจากการทำสวนยาง ปลูกพืชร่วมสวนยาง และทำเกษตรผสมผสานเป็นรายได้เสริม เช่น ตำบลบางกล่ำ ปลูกละมุด ขณะที่ชาวบ้านในตำบลแม่ทอม ปลูกส้มโอเป็นจำนวนมาก ส่วนตำบลท่าช้าง ชาวบ้านนิยมทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ (แบบประยุกต์) ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราบ้า
“มันแกวบรบือ” พืชสร้างรายได้อีกหนึ่งชนิดของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปี 2563 พร้อมทั้งขับเคลื่อนสู่การเป็นสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2567 ระบุว่า มันแกวบรบือ จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ปลูก 2,175 ไร่ ผลผลิตรวม 4,458.30 ตัน แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่อำเภอบรบือ และอำเภอกุดรัง ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เพาะปลูก จำนวน 277 ราย โดยมีเกษตรกรจำนวน 54 ราย อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจรับรองแปลงเพาะปลูกเพื่อให้มีสิทธินำตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปใช้ได้อย่างถูกต้องตามระเบียบที่กำหนด การปลูก นายนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า มันแกวบรบือสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี หลังจากปลูก 90 – 120 วัน จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 รอบหลัก ๆ ได้แก่ รอบแรก ปลูกช่วงเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวช่วงเดือนเมษายน เกษตรกรจะจำ
คุณขวัญตา บุตรวรรณ หรือ พี่เหมียว เจ้าของสวนผักฟาร์มสุข&คาเฟ่ ตั้งอยู่ที่ 213 หมู่ที่ 3 ตําบลนาโพธิ์ อําเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ต้นแบบมนุษย์เงินเดือน ที่มีความฝันอยากกลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิด สู่การปูเส้นทางวางแผนสร้างอนาคต จากการหักเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ทุกเดือน ไว้สำหรับการซื้อต้นพันธุ์ไม้ผล ไม้ป่านานาชนิด ไว้เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวหลังลาออกจากงานประจำ พี่เหมียว เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดชลบุรีมาก่อน ซึ่งด้วยลักษณะงานที่ทำเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสมุนไพรอภัยภูเบศร มีความคลุกคลีอยู่กับสมุนไพรมาในระดับหนึ่ง จึงใช้วิชาตรงนี้มาผสมผสานกับความชอบส่วนตัวที่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ปลูกผัก นำไปสู่การทำเป็นอาชีพเสริมพร้อมกับการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกผักเพิ่มเติมเพื่อสะสมประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้น จนประสบผลสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง ผลผลิตที่ได้ออกมาสวยงาม เก็บนำมาโพสต์ขายผ่านช่องทางเฟซบุ๊กก็ได้รับผลตอบรับดี ทำให้มีความหวังและเป็นการจุดประกายความคิดในการวางแผนอนาคต และบั้นปลายชีวิตให้อยู่กับอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน วางแผนอนาคตก่อนลาออกจากงา
“ผักชีไทย” เป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ควรกินปริมาณมากชนิดเดียว เพราะหลักโภชนาการคือ กินให้หลากหลายดีที่สุด สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตรวจสอบข้อมูลทางโภชนาการของ ผักชีไทย โดยเฉพาะ ใบ พบว่า มีสารเบต้าแคโรทีน ลูทีน (Lutein) และสารซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoids) โดยพบมากที่สุด คือ เบต้าแคโรทีน มีประมาณ 3,900 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม หรือต่อ 1 ขีด ซึ่งสารเบต้าแคโรทีน มีประโยชน์ในแง่ต้านอนุมูลอิสระ ตัวการทำให้ร่างกายเสื่อมถอย โดยสารเบต้าแคโรทีนจะทำให้ให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี ประกอบกับสารเบต้าโรทีน เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยังเปลี่ยนรูปเป็นวิตามินเออีก ซึ่งช่วยในเรื่องการมองเห็น บำรุงสายตา ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน นอกจากนี้ สารลูทีนและสารซีแซนทีน ทั้ง 2 ตัวยังมีปริมาณที่ค่อนข้างสูง คือ 800 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม โดยสารพวกนี้เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคกระจกตาเสื่อม ลดการเกิดต้อกระจก เนื่องจากสารเหล่านี้ช่วยบำรุงสายตาเป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังวิตามินซีสูง พบประมาณ 30
นาเกลือสมุทร จัดเป็นเกลือสมุทร (Sea Salt) เป็นเกลือที่ผลิตขึ้นโดยพึ่งพาธรรมชาติ “ดิน น้ำ ลม ไฟ” เริ่มจากนำน้ำทะเลขึ้น มาตากแดดให้น้ำระเหยไป หลอมรวมกันจนกลายเป็นผลึกเกลือสีขาวสะอาด โดยทั่วไป หากสภาพลมฟ้าอากาศไม่แปรปรวน เกษตรกรมีโอกาสทำนาเกลือถึงปีละ 4 รอบ ราคาขายเกลือขึ้นอยู่กับฤดูกาล หากปีใดแล้งจัด เกลือมาก ขายได้ราคาถูก หากปีไหน ฝนตกชุก เกลือขาดตลาด ขายได้สูงถึงเกวียนละ 4,000 บาท นาเกลือสมุทรสงคราม ในอดีตจังหวัดสมุทรสาคร ได้ชื่อว่า เป็นแหล่งผลิตนาเกลือมากที่สุดของประเทศไทย เส้นทางสายนาเกลือครอบคลุมตั้งแต่ ตำบลกาหลง ตำบลนาโคก ตำบลบ้านบ่อ ตำบลบางโทรัด ตำบลโคกขาม ตำบลพันท้ายนรสิงห์ และบริเวณสองข้างทางของถนนพระราม 2 จนถึงเขตจังหวัดสมุทรสงคราม แต่กระแสความเจริญของสังคมเมืองรุกขยายเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ทำให้ตัวเลขนาเกลือสมุทรสาครลดลงเรื่อยๆ ตำบลนาโคก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นที่ราบลุ่ม อยู่ติดกับทะเล ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเกลือและเลี้ยงกุ้ง หากใครสนใจวิถีชาวนาเกลือ สามารถแวะชมได้ที่ ร้านลุงนงป้าน้องค้าเกลือ ถนนพระราม 2 กิโลเมตรที่ 50+600 ขาออก เบอร์โทร. 081-944-8289 นอกจากนา
มะละกอเรดเลดี้ เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากไม่แพ้มะละกอฮอลแลนด์ ด้วยจุดเด่นคือให้ผลผลิตเร็ว ลำต้นสูง 60-80 เซนติเมตร ก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลผลิตมากกว่า 40-50 ผลต่อต้น ต้านทานไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคใบด่างวงแหวนได้ดี พื้นที่ปลูกมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร นครศรีธรรมราช กระบี่ และจังหวัดอื่นๆ คุณเฉลียว มีทองจันทร์ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์นครศรีธรรมราช อาศัยอยู่ที่หมู่ที่ 8 ตำบลเสือหึง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าของสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกมะละกอเรดเลดี้เพาะเนื้อเยื่อ สร้างรายได้หลัก ด้วยจุดเด่นของสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตไว ทนต่อโรค และรสชาติความหวานที่ทำได้สูงถึง 15 องศาบริกซ์ ผสมผสานกับกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่ต้องการของตลาด จนผลิตไม่ทันขาย คุณเฉลียวเล่าถึงจุดเริ่มต้นการปลูกมะละกอเรดเลดี้เพาะเนื้อเยื่อให้ฟังว่า ที่สวนมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำเกษตรผสมผสานปลูกพืชผักและไม้ผลหลากหลายชนิด และต่อมาได้มีการขยับขยายพื้นที่นำมะละกอเรดเลดี้เข้ามาทดลองปลูกภายในสวน ตามคำแนะนำของกลุ่มเครือข่ายยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ว่ามะละกอสายพันธุ์นี้
คนที่ชอบกินผลไม้ หรือใครมีที่ข้างบ้าน ข้างสวน อยากแนะนำปลูกผลไม้ 8 ชนิดนี้มีติดบ้านไม่อดตาย มีกินทั้งปี แถมยังขายเสริมรายได้ได้อีกด้วย หรือตอนนี้บ้านไหน มีผลไม้เหล่านี้อยู่บ้าง มาเล่าสู่กันฟังหน่อยว่าปลูกแล้วเป็นยังไงกันบ้าง อีกอย่างไม้ผลบางชนิดอายุยืนมากๆ เหมาะกับสภาพอากาศแบบบ้านเรา และบางชนิดแตกหน่อออกผลผลิตได้เรื่อยๆ โดยไม่สนใจฤดูกาลให้ผลผลิตทั้งปี 🟡ส้มโอ ส้มโอจะเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่ออายุ 3-4 ปีขึ้นไป จากนั้นจะให้ผลผลิตเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 9-10 ปี และจะให้ผลผลิตดีคงที่ตราบเท่าที่ต้นยังสมบูรณ์ อยู่จนอายุประมาณ 20-30 ปี นิสัยส้มโอทุกสายพันธุ์จะออกดอกติดผลปีละ 2 รุ่น โดยรุ่นแรกออกดอกเดือนธันวาคมถึงมกราคม ผลแก่เก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคม-กันยายน (ดกมาก) รุ่นสองออกดอกเดือนสิงหาคม-กันยายน ผลแก่เก็บเกี่ยวเดือนมีนาคมถึงเมษายน (ดกน้อยกว่ารุ่นแรก) แต่ผลรุ่นสองมีคุณภาพดีกว่ารุ่นแรกเพราะผลแก่ตรงกับช่วงแล้ง ถ้าต้องการทำให้ผลรุ่นแรกดีเหมือนรุ่นสองจะต้องควบคุมปริมาณน้ำ โดยเฉพาะน้ำใต้ดินโคนต้นให้ได้เท่านั้น เคล็ดลับ : การใส่ปุ๋ย ในช่วงแรกปลูกไป 1 เดือน จะใส่ปุ๋ยคอก ขี้หมู ขี้วัว ห
