Featured
AirAsia MOVE แพลตฟอร์มจองการเดินทางชั้นนำของเอเชีย เปิดเผยรายงาน ‘วิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย 3 เจเนอเรชันหลัก’ ได้แก่ Baby Boomers, Gen X และ Millennials ในปี 2025 โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลการจองหลายล้านรายการ ครอบคลุม เที่ยวบิน โรงแรม และบริการเสริม เพื่อถอดรหัสพฤติกรรมการวางแผน การจอง และการใช้จ่ายของนักเดินทางในแต่ละช่วงวัย นางนาเดีย โอมาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AirAsia MOVE กล่าวว่า “แม้นักท่องเที่ยวทุกเจเนอเรชันจะมีเป้าหมายเดียวกัน คือการเดินทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเอง แต่รูปแบบการวางแผนและการตัดสินใจกลับสะท้อนลำดับความสำคัญที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการออกแบบโปรดักต์ท่องเที่ยวในปัจจุบัน ด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมเที่ยวบิน โรงแรม และบริการเสริม AirAsia MOVE พร้อมทำงานร่วมกับสายการบิน โรงแรม และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อนำอินไซต์ไปต่อยอดเป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักเดินทางแต่ละกลุ่ม การเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความร่วมมืออย่างแท้จริง” พบว่า นักท่องเที่ยวแต่ละเจเนอเรชันมี “วิธีคิดเรื่องการเดิน
สื่อต่างประเทศ รายงานว่า บริษัท Flash Express ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และจัดส่งพัสดุจากประเทศไทย เปิดเผยว่า จะปิดกิจการในมาเลเซีย ในวันที่ 31 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นการถอนตัวออกจากตลาดที่บริษัทเพิ่งมาได้ไม่กี่ปีอย่างไม่คาดคิด การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง และการขาดทุนอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจดีลิเวอรี บริษัทได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ธุรกิจของเราในมาเลเซียจะปิดตัวลงอย่างถาวรในวันที่ 31 มกราคม 2026 ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา” ตามข้อมูลภายในบริษัทที่เผยแพร่กัน Flash Express Malaysia จะหยุดรับคำจัดส่งตั้งแต่ 15 มกราคม เป็นต้นไป โดยจะยังคงส่งพัสุดที่จองไว้ก่อนวันดังกล่าวต่อไป บริษัทระบุว่า จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการชำระบัญชีลูกค้า ติดตามการจัดส่งที่ค้าง และดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการปิดกิจการ Flash Express Malaysia เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ เมื่อ 25 ตุลาคม 2021 เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธการขยายธุรกิจไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Flash โดยสาขาในมาเลเซียก่อตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร โดยเน้นบริการรับสินค้าถึงบ้านฟรี
ถ้าจะหาร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่อร่อยๆ ได้กลิ่นควันจากเตาถ่าน มีอยู่ร้านหนึ่งแถวห้าแยกพลับพลาไชย เจ้านี้เขาเป็นร้านเด็ดในตำนานที่ขายมานานร่วม 70 ปี และตำนานความอร่อยที่ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะกล่าวถึงนี้ คือ แอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ เจ้าของรางวัลมิชลิน 6 ปีซ้อน คุณแอน-พรหมพร โอภาสจรัสเรือง ทายาทรุ่น 3 ได้เล่าเรื่องราวของการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในอดีต ปรับโฉมสตรีตฟู้ดบ้านๆ ให้กลายเป็นหนึ่งในร้านที่ไม่ควรพลาด ตำนาน 70 ปี สูตรลับ “เตาถ่านไม้โกงกาง” ตำนานความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เจ้านี้ เดินทางผ่านกาลเวลามานานกว่า 7 ทศวรรษ เริ่มต้นจากรสมือของ “อาม่า” ผู้บุกเบิก ส่งต่อมายังรุ่นคุณพ่อ จนถึงทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง คุณแอน แม้จะเป็นลูกสาวคนเล็กที่ต้องรับไม้ต่อพร้อมความคาดหวังมหาศาล แต่คุณแอนก็นำพาธุรกิจผ่านพ้นวิกฤตด้วยเลือดนักสู้ ตอนเด็กๆ เธอได้มีโอกาสไปยืนดูคุณพ่อทำอยู่บ่อยครั้ง จนโตมาเลยบอกกับครอบครัวว่า “แอนอยากทำบ้าง” เลยใช้วิธีการครูพักลักจำ ว่าก๋วยเตี๋ยวชนิดนี้ทำอย่างไร พ่อของเธอก็ถ่ายทอดวิชา สอนแบบจับมือทำในทุกๆ วัน เมื่อก่อนมีลูกค้าติดใจเยอะมากๆ แต่ไม่มีชื่อร้านอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้
นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ SMEs ที่สะท้อนพลังของความตั้งใจ คือ “ไร่ทับทิมสยาม” แบรนด์ผลไม้อบแห้งจากเพชรบุรี ที่เริ่มต้นจากครอบครัวเล็กๆ ที่ปลูกกล้วยจนล้นสวน แล้วพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส คุณกุลยา กนกวรกาญจน์ ลูกสาวของผู้ก่อตั้ง เล่าว่า เดิมทีคุณพ่อเพียงอยากทำเกษตรหลังเกษียณ อยากหาซื้อที่ดินเพื่อปลูกกล้วย มะละกอ และส้มโอ แต่ผลผลิตกลับมีมากเกินความต้องการ จึงเริ่มทดลองทำ “กล้วยตากอบแห้ง” ขายออนไลน์และออกบูธต่างๆ จนได้เข้าสู่เชลฟ์เซเว่นฯ เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จนเป็นที่รู้จักของลูกค้าต่างชาติอย่างเวียดนามและยุโรป “เราไม่ได้มาจากสายอาหารเลยค่ะ พื้นเพเป็นคนสุพรรณบุรีโตมาจากธุรกิจผลิตเบาะนั่ง รถทัวร์ รถบัส แต่พอตัดสินใจลงมือทำธุรกิจอาหารก็รู้เลยว่ามันท้าทายมาก ต้องใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่คัดกล้วยไปจนถึงการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง ส่งผลให้กล้วยตากสูตรบ้านๆ กลายเป็น “กล้วยสติ๊กอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์” และต่อยอดด้วยไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้เหมาะกับตลาดยุคใหม่ ทั้งกล้วยสติ๊กเคลือบช็อกโกแลต และล่าสุดคือ “กล้วยสติ๊กเคลือบนมรสสตรอเบอร์รี” ที่เปิดตัวในเซเว่นฯ
“ถ้าสามารถเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อาหาร เช่น วัตถุดิบได้ ก็น่าจะควบคุมคุณภาพ และความปลอดภัยได้” คือแนวคิดของ คุณไบร์ท-สิตราวัชร์ พนาวิวัฒนาการ ผู้คลุกคลีอยู่ในธุรกิจอาหารมาตั้งแต่ร้านข้าวต้มกุ๊ย ก่อนต่อยอดสู่การเปิดร้านชาบู “GROOT hotpot” ที่มีฟาร์มผักอินทรีย์เป็นของตัวเอง โดยร่วมกันทำธุรกิจนี้กับพี่สาว คุณแพน–ธิดาญา พนาวิวัฒนาการ ซึ่งเปิดให้บริการมากว่า 4 ปี แม้ต้องเริ่มต้นเรียนรู้สกิลการปลูกผักจากศูนย์ แต่ก็ทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผักที่ปลูกเองกับผักที่ซื้อ ทั้งในเรื่องคุณภาพและเทกเจอร์ จึงเป็นเหตุผลให้เลือก “ชาบู” เป็นเมนูหลัก เพราะสามารถดึงรสชาติและความสดของผักออกมาได้ดีที่สุด ในคอลัมน์ Young Entrepreneur เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับเจ้าของร้าน GROOT hotpot ถึงเส้นทางการเติบโตจากต้นน้ำสู่จานอาหาร จากข้าวต้มกุ๊ยสู่ชาบู ก้าวแรกในธุรกิจอาหารของคุณไบร์ท เริ่มต้นจากครอบครัวมีพื้นที่แถวจรัญฯ 40 ซึ่งมี Key advantage หรือข้อได้เปรียบในด้าน Traffic มีที่จอดรถ และกลุ่มลูกค้า เขาจึงเปิดร้านข้าวต้มกุ๊ย เป็นธุรกิจแรก “เราไม่ได้ดูว่าเราอยากทำอะไร แต่ดูว่าทำเลที่มีอยู่จะต่อย
จากถนนสายการค้าเก่าแก่ในอดีต วันนี้ ‘ถนนทรงวาด’ กลายเปลี่ยนย่านสุดฮิตของวัยรุ่นเทสต์ดีทั้งคนไทยและต่างชาติ ที่หลงใหลในเสน่ห์ของวัฒนธรรมเก่าแก่แต่ผสานเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ทั้งตึกวินเทจสุดคลาสสิค ที่ซ่อนคาเฟ่ ร้านอาหาร และมุมถ่ายรูปมากมาย จนสื่อระดับโลกอย่างนิตยสาร Time Out ยกให้ถนนเส้นนี้ติดโผ 1 ใน 40 ย่านที่คูลที่สุดในโลก ประจำปี 2566 และในปี 2569 ถนนทรงวาด ยังกระแสดีไม่มีตก มีร้านค้า คาเฟ่เปิดใหม่มากมาย หรือแม้กระทั่งตรอกเก่าแก่ที่ถูกปิดตายมาอย่างเนิ่นนาน อย่าง ตรอกโกดังทรงวาด ได้ถูกชุบชีวิตให้กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตของคาเฟ่ ที่เหล่าวัยรุ่นหลายคนมักจะไปเช็กอิน จุดเริ่มต้นถนนทรงวาด ถนนทรงวาดเป็นเส้นการค้าแรกในไทย ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ถนนเจ้าสัว’ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของเหล่าเจ้าสัวเมืองไทย เช่น ธนินท์ เจียรวนนท์ หัวเรือใหญ่แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของอาณาจักรแสนล้านในธุรกิจค้าปลีก เครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์ โดยในปี 2568 ทั้ง 2 ตระกูลติดอันดับมหาเศรษฐีไทย จากการจัดอันดับของ ฟอร์บส์ โดยธุรกิจเจ้าสัวที่เริ่มต้นบนถนนทรงวาดคือ กิจการเจียไต๋
พูดถึง “หมูปิ้ง” เมนูนี้เป็นมื้อเช้าขาประจำของใครหลายคน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพามาพูดคุยกับร้านดังย่านฝั่งธนฯ ที่เปิดขายมานานกว่า 40 ปี ในราคาไม้ละ 1 บาท ก่อนรีแบรนด์ใหม่เป็น “นวลหมูปิ้ง” ถึงปัจจุบันแม้จะขยับราคาไปตามยุคสมัย แต่ยังคงได้รับความนิยมจากลูกค้ามากมาย โดยสามารถขายได้พีกสุดถึงวันละ 1,500 ไม้ อีกทั้งยังได้ทายาทรุ่น 2 คุณเซฟ-นภาวรรณ แก้วสุข มาช่วยต่อยอดให้ร้านเป็นที่รู้มากขึ้นจากการทำการตลาดออนไลน์ ขายดีลิเวอรี ทำซอสหมักหมูปิ้งสำเร็จรูป และแพ็กซีลสุญญากาศส่งหมูปิ้งไปไกลถึงต่างประเทศ จุดเริ่มต้น คุณเซฟ เล่าว่า เมื่อก่อนแม่ของเธอเป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อทำงานประจำ พ่อเลยหาอาชีพให้แม่ทำ โดยนำสูตรหมูปิ้งกะทิโบราณ ที่ทำให้ลูกๆ กินเป็นประจำมาปิ้งขายหน้าบ้าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงเรียน 5 แห่งคือ โรงเรียนซางตาครู้สศึกษา โรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ โรงเรียนแสงอรุณ โรงเรียนวัดประยุรวงศาวาส และโรงเรียนอนุบาลวรรณบูรณ์ศึกษา “พ่อเป็นคนหมักหมูให้แม่ปิ้งขายตอนเช้าก่อนเด็กเข้าเรียน และช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ขายมาตั้งแต่ไม้ละ 1 บาท หมูกิโลกรัมละ 22 บาท เอามาปิ้งด้วยเตาถ่าน ขายดีมากๆ เหม
เมนูฮอตฮิตติดหูจริงๆ คือ ต้มยำกุ้งและผัดไทย พูดไปคนรู้เลยว่านี่คือเมนูจากประเทศไทย เชฟวินหวังว่า สักวันหนึ่ง “ข้าวซอย” จะได้มีโอกาสเป็นเหมือนต้มยำกุ้งและผัดไทย ที่แค่ได้ยินชื่อข้าวซอย ก็รู้ทันทีเลยว่ามาจากประเทศไทย ความฝันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงผลักดันของเชฟหนุ่มไฟแรง ที่อยากจะพาร้าน Khao-Sō-i ข้าวโซอิ ของตนเองมาเปิดขายในที่แห่งนี้ แล้วในที่สุด เขาก็ทำได้ Khao-Sō-i ข้าวโซอิ ร้านดังจากเชียงใหม่ ที่นำเสนอเมนูข้าวซอยในรูปแบบใหม่ ผสมผสานวัฒนธรรมอาหารไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน พร้อมคอนเซ็ปต์ที่เจ้าของร้านอย่างเชฟวิน ได้กล่าวเอาไว้ว่า “อยากจะพาข้าวซอยไทยไปไกลถึงเวทีโลกให้ได้” เชฟวิน ศรีนวกุล เชฟนักธุรกิจ ได้นั่งพูดคุยพร้อมบอกถึงที่มาของการตัดสินใจมาเปิดสาขาที่สยามพารากอนว่า ปกติมาหาทานข้าวที่สยามพารากอนอยู่บ่อยๆ แล้วคิดว่า สักวันหนึ่งอยากจะพาร้านข้าวโซอิมาเจิดจรัสที่แห่งนี้อย่างเขาบ้าง ในช่วงแรกยังเกิดความกังวล ด้วยที่มาจากต่างจังหวัด ยังไม่เข้าใจในเรื่องของค่าเช่าที่เท่าไหร่นัก เลยตัดสินใจเปิดเป็น Stand Alone ก่อน เมื่อทุกอย่างพร้อม จึงเดิน
ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ บรรดาคนรุ่นใหม่ในเมืองกุ้ยหยาง เมืองเอกของมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ต่างนิยมใช้ชีวิตตามวิถี “กาแฟยามกลางวัน สังสรรค์สุรายามค่ำคืน” (Coffee by Day, Beer by Night) วัฒนธรรมนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างสีสันให้กับบรรยากาศวันหยุดของเมือง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจการบริโภค โดยร้านกาแฟท้องถิ่นอย่างร้าน “กัปตัน จอร์จ” (Captain George) มีลูกค้าเข้าใช้บริการอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่เช้าตรู่ เหล่านักท่องเที่ยว รวมถึงผู้ที่เดินทางมาจากกรุงปักกิ่งต่างประทับใจในคุณภาพที่เหนือระดับของวงการกาแฟในกุ้ยหยาง ผู้ก่อตั้งคาเฟ่แห่งหนึ่งของกุ้ยหยางยังได้รับรางวัลการแข่งขันดริปกาแฟชิงแชมป์โลก (World Brewers Cup) ประจำปี 2025 อีกทั้งร้านกาแฟต่างๆ ยังมีการนำนวัตกรรมมาผสมผสานกับวัตถุดิบพื้นเมือง อาทิ ผลกุหลาบป่า (Roxburgh Rose) และผักคาวตอง ซึ่งได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ได้รับความนิยมสูง แม้ว่ากุ้ยหยางจะไม่ได้ผลิตเมล็ดกาแฟเอง ทว่ากลับมีคาเฟ่มากกว่า 3,000 แห่ง และมีบุคลากรดีกรีแชมป์ระดับประเทศและระดับสากลทั้งด้านการคั่วและการชงกาแฟมากกว่า 10 ราย ขณะท
ในงาน “มติชน” ฉลองก้าวสู่ปีที่ 49 ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น และการรวมตัวของบุคคลจากหลากหลายวงการที่มาร่วมแสดงความยินดี หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือการร่วมคอลแลปกับ “SILPIN” แบรนด์ไทยระดับพรีเมียม ผู้บุกเบิกนวัตกรรม Flavour จากพืช ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยอย่างแท้จริง โดยได้เปิดตัวประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการสื่อไทยกับแนวคิด “สำนักข่าวที่ดื่มได้” ตัวแทนจาก SILPIN กล่าวว่า เนื่องในโอกาสฉลองก้าวสู่ปีที่ 49 ของมติชน SILPIN ได้ร่วมสร้างสรรค์เครื่องดื่มสุดพิเศษให้กับมติชน คือ “Thai Malai Drink” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพวงมาลัยของไทย อันเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับและการอวยพรตามวัฒนธรรมไทย โดย SILPIN ได้สกัดกลิ่นของดอกไม้ที่ใช้ในพวงมาลัยไทย อย่าง ดอกรัก ดอกมะลิ และดอกกุหลาบ เป็นไซรัป Malai Syrup และออนท็อปด้วย Edible Perfume กลิ่นมาลัย เพื่อเติมกลิ่นอายความเป็นไทย และให้ความสดชื่น ตามมาด้วยเครื่องดื่มสุดพิเศษ “Hom Mali Highball” ซึ่งใช้ไซรัปกลิ่นข้าวหอมมะลิ สื่อถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และสะท้อนภาพมติชนในฐานะสำนักข่าวไทยที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน และ “Tom Yum T
