Featured
“ซึมเศร้าหลังหยุดยาว เพราะร่างกายชินกับการพักผ่อน ไม่พร้อมกลับมาเริ่มงาน” รู้จักกับ Post Vacation Blues หรืออาการเฉาหลังหยุดยาว วันหยุดยาวเป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนที่บ้าน การออกเดินทางไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ หรือใช้เวลากับเพื่อน กับครอบครัว ปาร์ตี้สังสรรค์จนไม่อยากกลับไปทำงานเพราะยังคงสนุกกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ทำให้เมื่อวันหยุดยาวสิ้นสุดลง หลายคนต้องเผชิญกับความรู้สึกเศร้าหมอง หรือที่เรียกว่า Post Vacation Blues หรืออาการเฉาหลังหยุดยาว ซึ่งเป็นภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากกลับสู่ชีวิตประจำวัน สามารถพบได้ในทุกวัย ในกลุ่มคนที่มีความเบื่อหน่ายงานของตัวเอง ระยะของอาการจะเป็นอยู่ 2-3 วัน จากนั้นก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ Post Vacation Blues คืออะไร? ตามหลักจิตวิทยา ภาวะ Post Vacation Blues ไม่ใช่โรคทางจิตเวช แต่เป็นการตอบสนองของร่างกายและจิตใจต่อการเปลี่ยนแปลงของกิจวัตรและสภาพแวดล้อม ส่วนมากจะมีอาการหมดพลัง ขาดแรงจูงใจ หรือมีความเครียดเมื่อต้องกลับไปเผชิญกับงานหรือกิจวัตรประจำวัน ที่ไม่ได้เต็มไปด้วยความสนุกสนานเหมือนกับช่วงวันหยุด อาการของ Post Vacation Blues 1. เหนื่อยล้าและห
หากพูดถึง ย่านจูเชียต (Joo Chiat) มักจะนึกถึงคาเฟ่ ร้านอาหารที่ทันสมัย และเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าฮิปเตอร์ แต่ว่าจะมีบ้านหลังหนึ่งที่ดูธรรมดาๆ กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนถนนเติมเบอลิง (Tembeling Road) โดยเปิดเป็นร้าน Kopikhoo ร้านกาแฟแบบซื้อกลับบ้านขายผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ถ้าเดินผ่านมาอาจจะมองข้ามร้านนี้ไปได้ง่ายๆ แต่พอหยุดดู จะสังเกตเห็นได้ว่า ในร้านมีบาริสต้าวัย 73 ปี ยืนชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้า เธอชื่อว่า พอลิน คู (Paulin Khoo) เริ่มต้นร้านกาแฟเล็กๆ ในตอนอายุ 73 ปี พอลิน คู อาศัยอยู่กับนิโคลัส ลูกชายของเธอและครอบครัว ในบ้าน 2 ชั้น เมื่อถามว่าทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจเริ่มกิจการนี้ ลูกชายเขากล่าวว่า เขาต้องการให้คุณแม่มีอะไรทำที่เติมเต็มความสุขในช่วงเกษียณ พอลิน คู เกษียณอายุในปี 2005 หลังจากการทำงานเป็นครูสอนเด็กเล็กมาเป็นเวลานาน เธอได้ใช้เวลาหลายปีหลังจากนั้นในการดูแลหลานทั้ง 5 คนของเธอ เมื่อหลานๆ โตขึ้น นิโคลัสจึงเกิดความคิดให้แม่ของเขาเปิดร้าน Kopikhoo โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคาเฟ่อื่นๆ ในย่านนั้น นิโคลัส กล่าวว่า “เราคิดว่า การเริ่มร้าน Kopikhoo เป็นวิธี
บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ตอกย้ำบทบาท “ธุรกิจเพื่อสังคม” เดินหน้ารับซื้อ “มะม่วงกวน” จากกลุ่มเกษตรกรวิเศษชัยชาญในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคามะม่วงตกต่ำ อันเป็นผลจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงฤดูกาล โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอวิเศษชัยชาญ และหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดอ่างทอง ร่วมประสานความร่วมมือ เพื่อสร้างโอกาสทางรายได้และยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดที่มีมาตรฐาน ปัจจุบันสถานการณ์ราคามะม่วงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดพร้อมกันในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง ดอยคำจึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการแปรรูปผลผลิตเป็น “มะม่วงกวน” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา นางสาวอารีรัตน์ พึ่งเจริญ เจ้าของสวนมะม่วง จังหวัดอ่างทอง เผยว่า ช่วงนี้ราคามะม่วงตกต่ำมาก การที่ดอยคำเข้ามาช่วยรับซื้อและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ทำให้เราสามารถกระจายสินค้าไปยังร้านดอยคำทั่วประเทศได้ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีกำลังใจในการทำอาชีพต่อไป ผลิตภัณฑ์ “มะม่วงกวน” ได้รับการคัดสรรเพื่อนำมาต่อ
หลายๆ คนอาจจะรู้จักการทำ Shopee Affiliate หรือการแปะลิงก์ป้ายยาให้คนซื้อสินค้าผ่านลิงก์เรา แต่รู้หรือไม่ว่า Shopee สามารถหารายได้เสริมได้อีกหนึ่งวิธี โดยเป็นการลงคลิปใน Shopee Video ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่อยู่ในแพลตฟอร์ม ไม่ต้องโหลดแอปฯ เพิ่ม วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจจาก Shopee มาแนะนำกัน นั่นคือ Shopee Video เป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดคลิปวิดีโอแนะนำสินค้า เพื่อสร้างรายได้จากการปักตะกร้า เหมาะสำหรับคนที่อยากหารายได้เสริมจากการทำ Affiliate และทำได้ไม่ยากเพียงแค่ถ่ายคลิปสินค้า พร้อมพากย์เสียง ไม่ต้องออกกล้อง รับค่าคอมมิชชันแบบจุกๆ ขั้นตอนการสมัคร1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Shopee และทำการสมัคร Shopee Affiliate 2. สมัคร Shopee Video Creator Program เมื่อมีวิดีโอที่ผ่านเกณฑ์ วิธีการสร้างและโพสต์วิดีโอ 1. เลือกปุ่ม Live & Video 2. เลือกสัญลักษณ์ + ที่มุมด้านขวาบนของหน้าจอ 3. เมื่อเข้าสู่หน้าถ่ายวิดีโอแล้ว สามารถกดปุ่ม บันทึก เพื่อเริ่มถ่ายวิดีโอใหม่ 4. เลือกที่ เพิ่มเพลง เพื่อเลือกเพลงประกอบสำหรับวิดีโอ 5. เลือกที่ ความเร็ว เพื่อปรับความเร็วของวิ
ปัจจุบันการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกวันนี้มีร้านอาหาร-คาเฟ่ เปิดใหม่อย่างมากมาย วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณวิป-กวี ไพศาลศิริวัฒน์ เชฟที่มีใจรักในการทำอาหาร ซึ่งเขาเคยเปิดร้านอยู่ต่างประเทศจนได้ลงนิตยสารชื่อดังมากมาย สู่การกลับมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวของตนเองย่านฝั่งธน ชื่อว่า ฮ่องกง 1983 ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยน้ำใส โดยเมนูนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากรสชาติที่เคยทานตอนเด็ก จนนำมาปรับสูตร ใช้เวลาเคี่ยวน้ำซุปนานกว่า 8 ชั่วโมง จนสามารถสร้างยอดขายเฉลี่ย 100 ชามต่อวัน จุดเริ่มต้น ‘ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อย’ คุณวิปเล่าถึงจุดเริ่มต้นของร้านนี้ว่าตนเองนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากร้านเนื้อเปื่อยย่านเยาวราชที่ทานมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งจะเป็นร้านที่ทานประจำ ณ ตอนนั้นจึงลองขอซื้อสูตรเขาดู แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเขาบอกว่าเรียนมาตั้งสูง อย่ามาขายก๋วยเตี๋ยวเลย หลังจากนั้นได้ไปทำงานเป็นเชฟอยู่ที่ต่างประเทศอยู่ประมาณ 3 ปี ทดลองทำสูตรด้วยตัวเอง เมื่อทำมาเรื่อยๆ ณ ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะเปิดร้านจริงจัง จนกระทั่งปี 2568 ที่ผ่านมา เกิดความไม่แน่นอนในชีวิต ต้องการหารายได้ที่ 2 และทำให้ตัดสินใจลาออกจากงาน ทำให้
จากจุดเริ่มต้นที่ต้องช่วยครอบครัวทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เขามีความอดทนและได้รับประสบการณ์จริง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างอาณาจักรฟาร์มไก่ไข่ที่แข็งแกร่ง นี่เป็นเรื่องราวของ คุณอรรณพ อัครนิธิยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร เครือแสงทอง–อัครา ผู้ที่การไม่ยอมแพ้ต่อวิกฤต จากการสร้างฟาร์มเล็กๆ สู่การปั้นแบรนด์ “AKARA” ให้กลายเป็นไข่ไทยคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จฟาร์มไข่ไก่ไทย คุณอรรณพ เล่าว่า ตนนั้นเติบโตมาในครอบครัวคนจีนย่านบางซื่อ ที่ต้องดิ้นรนทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก จากการช่วยครอบครัวทำสวนฝรั่ง ไปจนถึงช่วยแม่ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ทำให้เขาได้เรียนรู้การอ่านคน เข้าใจลูกค้า ฝึกการเจรจา และซึมซับความอดทนจากชีวิตจริง “สมัยก่อนผมมีความตั้งใจในการทำธุรกิจมาก คืออยากรวยกับเขาบ้าง ผมผ่านการทำงานมาหลากหลาย ทั้งการทำสวนทำไร่ตั้งแต่อยู่กับครอบครัว พอผมสร้างครอบครัวแล้ว มองไปถึงอนาคตของลูก ก็เลยมีโอกาสได้ทำฟาร์มไก่ไข่กับภรรยาขึ้นมา” การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เขาต้องย้ายจากกรุงเทพฯ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นครนายก และเป็นการนำไปสู่เส้นทางเกษตรกรรม
กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดการแข่งขันเต้นนานาชาติ 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ATOD International Dance Competition 2026) การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การดำเนินงานของ ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตร อาทิเช่น ซันช่า แบงค็อก, บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาเก็ตติง จำกัด (มหาชน), โรงพยาบาลศิครินทร์, ไทยทีวีสีช่อง 3, งานมหกรรมศิลปะและการแสดงดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ, ดิเอเจนซี่ คอลเลจ รีครูท, สิงคโปร์บัลเล่ต์, สถาบันนานยางอะคาเดมีออฟไฟน์อาร์ต สิงคโปร์, สถาบันสอนเต้นมาลูปี อินโดนีเซีย, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พร้อมกับอีก 90 สถาบันการเต้น โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันจาก 34 เชื้อชาติ โดยรูปแบบการแข่งขันแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ การบันทึกการแสดงล่วงหน้าเพื่อส่งให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ในโลกปัจจุบันนี้ GEN Z เริ่มเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญในด้านของการเป็นผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยความสำคัญอย่างนั้นเอง ผู้ประกอบการ แบรนด์ หรือนักการตลาด ต่างต้องมีการปรับตัวและปรับกลยุทธ์ให้ทันเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ในงาน “GEN Z TOP BRAND 2026 : สุดยอดแบรนด์ครองใจ GEN Z” เมื่อวันที่ 8 เมษายน จัดโดย BrandBuffet.in.th สื่อด้านธุรกิจและการตลาด ร่วมกับ INTAGE Thailand บริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำ และ Wisesight ผู้เชี่ยวชาญด้าน Social Listening ภายในงานได้มีการประกาศรางวัล 10 แบรนด์ที่เป็น TOP BRAND ในใจคน GEN Z ซึ่งแบ่งเป็น 10 หมวดสินค้า นอกจากนี้ยังมีเวทีสรุปภาพรวมอินไซต์เจาะลึกพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ และมีการแนะนำกลยุทธืสำหรับนักการตลาดในการปรับตัวเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน โดยมี ดร.ดั่งใจถวิล อนันตชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเทจ (ประเทศไทย) จำกัด, คุณกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wisesight และคุณพราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหารแบรนด์ชาตรามือ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ ถอดรหัส “ชาตรามือ” แบรนด์คนไทยที่ครองใจ GEN Z อย่างที่บอกว่า G
มีใครเคยอยากดื่มน้ำสมุนไพรเพียงเพราะ “อยากดื่ม” จริงๆ คำถามนี้คือจุดเริ่มต้นของ Amacha (อาม่าช่า) แบรนด์ชานมสมุนไพรจีนร่วมสมัยที่กำลังเป็นกระแสในสิงคโปร์ ผลงานของสองนักธุรกิจหนุ่ม อย่าง เซบาสเตียน อัง (Sebastian Ang) วัย 34 ปี และ อเล็กซ์ อึ้ง (Alex Ng) วัย 33 ปี ที่ร่วมกันเปลี่ยนภาพลักษณ์ “เนียงเชีย” น้ำเก๊กฮวยหรือน้ำสมุนไพรแก้ร้อนในแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มสุดฮิปที่วัยรุ่นต้องยอมต่อคิว จุดเริ่มต้นจาก “รสมืออาม่า” และความทรงจำวัยเด็ก เซบาสเตียน เล่าว่าไอเดียของ Amacha มาจากความผูกพันกับอาม่าที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก ในตอนนั้นน้ำสมุนไพรคือสัญลักษณ์ของความห่วงใยที่อาม่ามักจะต้มให้ดื่มเสมอ แม้ตอนเด็กเขาจะแอบบ้วนทิ้งเพราะเกลียดรสขมก็ตาม แต่เมื่อเติบโตขึ้นและคลุกคลีกับร้านขายยาสมุนไพรจีน เขากลับเริ่มหลงใหลในศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพ เขาไม่อยากทำร้านน้ำสมุนไพรแบบเก่าที่เน้นความขมเหมือนยา แต่เขาต้องการสร้างเครื่องดื่มที่คนหยิบดื่มเพราะความอร่อยและได้สุขภาพไปพร้อมกัน เขาจึงร่วมมือกับ อเล็กซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงเครื่องดื่ม ที่ยอมบินไปเรียนคอร์สสมุนไพรจีนที่กวางโจวและหูหนาน ประเทศจีน เพ
ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ทีไร ชวนให้นึกถึงกลิ่นหอมรัญจวนสดชื่นของน้ำอบ ตามการบอกเล่า คนไทยใช้น้ำอบเป็นเครื่องประทินผิวมาตั้งแต่สมัยโบราณ มาปัจจุบัน เราได้เห็นการใช้น้ำอบในพิธีสำคัญ เช่น การสรงน้ำพระพุทธรูป หรือการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ซึ่งแบรนด์ที่ครองใจคนทุกยุคทุกสมัย คือ น้ำอบนางลอย ตำนานความหอมเก่าแก่กว่า 100 ปี คุณน๊อต-ดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง ทายาทรุ่น 4 น้ำอบนางลอย เล่าย้อนถึงที่มาที่ไปของน้ำอบนางลอย ให้ฟังว่า “น้ำอบ” ถือเป็นเครื่องหอมที่คนสมัยโบราณนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องประทินผิว การทำน้ำอบจะใช้ดอกไม้สดที่มีกลิ่นหอม นำมาอบ ร่ำ ในน้ำให้มีกลิ่นหอมเย็นเป็นธรรมชาติ ซึ่งต้องทำใช้ทุกวัน เพราะอายุการใช้งานสั้น โดยหลักฐานการใช้น้ำอบไทย หรือเครื่องหอมแบบไทยมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และต่อเนื่องมาในสมัยอยุธยาตอนปลาย สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ทรงโปรดปรานการใช้น้ำอบ น้ำปรุงมาก โดยมีการเผยแพร่สูตรให้ประชาชนทั่วไปได้ทำใช้ จนมาถึงรัชกาลที่ 5 เริ่มมีการนำเข้าสินค้าฝรั่ง เช่น น้ำหอมฝรั่ง ซึ่งมีกลิ่นหอมติดทนนาน อายุการใช้งานนาน คุณย่าเฮียง หรือ แม่เฮียง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิธีการปรุงน้ำอบไทยมาจากเพื่อนข
