Exclusive
เมื่อร่างกายส่งสัญญาณว่าทำงานหนักเกินไปจนเป็นออฟฟิศซินโดรม ทั้งอาการปวดหัว ปวดหลังรุมเร้า ทำให้อดีตกราฟิกดีไซเนอร์ คุณหลี-ประภาวี ศิวเวทกุล ตัดสินใจหันกลับมาดูแลตัวเอง พร้อมนำสมุนไพรข้างรั้วของแม่ที่เคยใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วยในวัยเด็ก มาสร้างแบรนด์ Herbpiness ด้วยความตั้งใจอยากให้คนที่ใช้เครื่องหอมสมุนไพรได้บรรเทาความเหนื่อยล้า คลายความเครียดและเพิ่มความสุข จุดเริ่มต้น Herbpiness เครื่องหอมสมุนไพร “ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจหรอกเวลาที่แม่ใช้สมุนไพรมาบรรเทาอาการเจ็บป่วยแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น เอาใบพญายอมาบดแล้วโปะเวลาโดนยุงกัดหรือเป็นลมพิษ หรือใช้ว่านหางจระเข้เวลาโดนน้ำร้อนลวก รู้ตัวอีกทีอาการก็บรรเทาลงแล้ว และกลายเป็นความผูกพัน ความรักในการใช้สมุนไพรของแม่ที่เป็นนักชีววิทยาและชาวสวน พอมีอาการเจ็บป่วยจากการทำงานก็ทำให้เราตกตะกอนความคิดชวนแม่มาสร้างแบรนด์เครื่องหอมสมุนไพร” คุณหลี เล่าให้ฟัง Herbpiness คือแบรนด์เครื่องหอมสมุนไพรไทยที่ตั้งใจนำความเป็นไทยมาตีความใหม่ให้เข้าใจและเข้าถึงง่าย ด้วยการออกแบบกลิ่นมาเพื่อคลายความเครียด บรรเทาความเหนื่อยล้า และเพิ่มความสุข พร้อมบรรจุในแพ็กเกจจิ
ใครจะคิดว่าการห่อข้าวไปกินที่ออฟฟิศ เพราะเบื่อกับเมนูเดิมๆ ร้านเดิมๆ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของสาววัย 28 ปี เรื่องราวของ คุณขนม-ไปรดา จันทรภิรมย์ เจ้าของร้านกล่องข้าวแม่ (Mama.box) แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการแก้ Pain Point ของตัวเอง สู่การมีหน้าร้าน 4 สาขา และรับทำข้าวกล่องจัดเลี้ยงด้วยเมนูหลากหลาย ดูน่าทาน ราคาจับต้องได้ จึงทำให้มีออร์เดอร์สูงสุด 1,000 กล่องต่อวัน สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน ก่อนมาเป็นเจ้าของแบรนด์ คุณขนม เรียนจบนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบเนติบัณฑิต ก่อนย้ายไปเรียนต่อต่างประเทศอีก 6 เดือน และกลับมาเป็นทนายความที่ Law firm อีก 2 ปี โดยการทำงานส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศเป็นหลัก และกินข้าวในโรงอาหารเดิมๆ ทุกวัน จนเริ่มรู้สึกเบื่อ ประกอบกับรสชาติไม่ค่อยถูกปาก และการสั่งดีลิเวอรีก็ไม่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ราคาและปริมาณ เธอจึงห่อข้าวฝีมือแม่มากิน อีกทั้งยังแบ่งให้เพื่อนๆ ได้ลิ้มรสชาติ จนติดใจ จึงทำให้เกิดแนวคิด “ทำไมเราไม่ลองขายดู” ในตอนนั้นได้เปิดเป็นร้านขายข้าวแกงแบบพรีเมียม จากวัตถุดิบ อย่าง กุ้งแม่น้ำ หมึกจากชุมพร และขายเมนูที่หาทานได้ยาก ตามจุดออฟฟิศ
ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง คนไม่กล้าลงทุน “โก๋นักบิน” แฟรนไชส์ปาท่องโก๋ชื่อดัง ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 4 ปี กลับไม่หยุดนิ่ง ล่าสุดเปิดตัวสินค้าใหม่ “แป้งปาท่องโก๋สำเร็จรูปโก๋นักบิน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อวสานปาท่องโก๋ทำยาก” หวังช่วยต่อยอดให้ทั้งแม่ค้า ร้านอาหาร และโรงแรม สามารถเพิ่มเมนูใหม่ได้โดยไม่ต้องยุ่งยาก “ที่ผ่านมา หลายคนอยากขายปาท่องโก๋ แต่พอเห็นขั้นตอนหมักแป้งข้ามคืนมักถอดใจ เราเลยคิดค้นสูตรแป้งสำเร็จรูปที่ทำง่ายสุดๆ แค่ นวดแป้ง 3 นาที พักแป้งเพียง 1 ชั่วโมง ทอดได้เลย ไม่ต้องใช้แอมโมเนีย แถมกรอบนอกนุ่มใน เหมือนมืออาชีพทำเอง” คุณหนุ่ม-ณัฐธร และขวัญ เจ้าของแบรนด์ “โก๋นักบิน” เผยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ถึงที่มาของสินค้าตัวล่าสุด ที่มาพร้อมแนวคิด “ทำง่าย กำไรดี” แป้งปาท่องโก๋สำเร็จรูป “โก๋นักบิน” จึงถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทุกกลุ่มลูกค้า ตั้งแต่แม่ค้าขายอาหารเช้า ร้านอาหารที่อยากเพิ่มเมนู ไปจนถึงโรงแรมและรีสอร์ตที่ต้องการเสิร์ฟเมนูพื้นบ้านร้อนๆ ในไลน์บุฟเฟต์เช้า เพราะเพียงฉีกถุง เติมน้ำเล็กน้อย แล้วนวด พร้อมทอดขายได้ทันที โดยแป้ง 1 ถุง น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคา 120 บาท หากตัดขนาดม
“อาหารจีนมี 4 ภาคเหมือนประเทศไทย เราเลยจ้างเชฟมาโดยเฉพาะ อย่าง เป็ดปักกิ่ง ก็จ้างเชฟทำเป็ดปักกิ่งมา ติ่มซำ ก็จ้างเชฟทำติ่มซำมา ลูกค้าที่ร้านเราจะได้ทานอาหารครบทุกภาค ในรสชาติต้นตำรับ ผมอยากทำให้คนไทยรู้จักอาหารจีนมากขึ้น ไม่ต้องซื้อตั๋วเครื่องบินไปกิน และสมัยนี้ร้านอาหารจีนเปิดเยอะมาก แต่เรายังคงสไตล์เดิม รสชาติดั้งเดิม อาจจะฟิวชันนิดหน่อย เพื่อให้เข้าถึงลูกค้า” คำบอกเล่าของ เชฟแมน หรือ เชฟไว ยิน มาน เชฟผู้มากประสบการณ์กว่า 40 ปี ล่าสุดได้เปิดให้บริการสาขาใหม่ ขนาดใหญ่กว่าเดิม ในโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ บนถนนราชดำริ ก่อนพาทุกคนไปสัมผัสความอร่อยของเมนูในสาขานี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ขอพาไปทำความรู้จักกับ เชฟไว ยิน มาน หรือที่หลายคนเรียกว่า เชฟแมน หรือ เชฟมาน ให้มากขึ้น เชฟแมน เกิดและเติบโตในฮ่องกง ก้าวเข้าสู่วงการอาหารตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นลูกมือในร้านอาหาร จนได้เรียนรู้เทคนิคการทำอาหารให้มีรสชาติอร่อย จากการทุ่มเททำงานอย่างหนักทุกหน้าที่ในห้องครัว เมื่อเก็บเล็กผสมน้อยจนมีประสบการณ์มากพอ เขาได้ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาทำงานในประเทศไทย ในปี 2538 โด
เมื่อพูดถึงคำว่า “ข้าวแกง” คราวใด เชื่อว่าหนึ่งในชื่อที่จะผุดขึ้นในหัวก็คือ เชฟจากัวร์-ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์ เพราะเขาเคยมีฉายาว่า “ข้าวแกงร้อยล้าน” จนกลายเป็นโลโก้ติดตัว ล่าสุดร้าน “อุทยานข้าวแกง” ของเชฟจากัวร์ที่ตั้งอยู่ในอุทยานเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น คว้ารางวัลชนะเลิศสุดยอดแชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสมาคมภัตตาคารไทย ยิ่งตอกย้ำความเป็นราชาข้าวแกงของเขามากขึ้นอีก อ่านเรื่องเกี่ยวข้อง : “จากัวร์” เชฟสู้ชีวิต ไม่เคยหยุดขวนขวาย ขึ้นแท่น “แชมป์ข้าวแกงประเทศไทย” “มาเปิดร้านอุทยานข้าวแกงที่ มข. 3 ปีแล้ว เนื่องจากมีพื้นที่ว่างและเพื่อนอาจารย์ชักชวนมา” เขาเกริ่น “เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นอุทยานเกษตรของคณะเกษตรศาสตร์ ที่ส่งเสริมเกี่ยวกับการเกษตรไทย จึงนึกถึงการส่งเสริมข้าวไทยและการอนุรักษ์อาหารไทย ประกอบกับช่วงนั้นคุณแม่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ ซึ่งคุณหมอให้คำปรึกษาว่า ควรหากิจกรรมที่ใช้สมองให้ท่านทำ จึงเปิดร้านนี้ขึ้นเพื่อที่จะได้ทั้งขายของและให้แม่มีอะไรทำบ้าง ปรากฏว่าแนวคิดของผมตอบโจทย์ของทางคณะ ที่ต้องการ
“ราดหน้าในอุดมคติของผม ต้องเกิดจากน้ำซุปที่ตั้งใจทำ มีกลิ่นและรสของวัตถุดิบชัด ไม่จัดจ้านเกินไป” เชฟเป้–ธีรนัย จินดานุภาจิตต์ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยนิยามราดหน้าในฝันของเขา จากความชื่นชอบราดหน้าตามภัตตาคารจีน ที่ให้รสกลมกล่อมจากน้ำซุปมากกว่าการปรุงรสจัดจ้าน แต่เมื่อออกตามหาราดหน้าสไตล์นี้ในสตรีตฟู้ด กลับไม่พบ จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจเปิดร้าน “เฮียเหรี่ยงราดหน้าน้ำทอง” ราดหน้าสไตล์ฮ่องกงที่ใช้วัตถุดิบชั้นดี ในราคาเข้าถึงได้ ปัจจุบันร้านเปิดมา 4 เดือน สร้างยอดขายได้สูงสุด 300–400 จานต่อวัน ภายใต้การบริหารของสองเชฟฝีมือระดับมืออาชีพ ได้แก่ เชฟเป้ และ เชฟมิก–ภาคิน ดุลยธรรมภักดี เชฟจากเลอ กอร์ดอง เบลอ ที่จับมือกันสร้างแบรนด์นี้ให้กลายเป็นราดหน้าคุณภาพระดับภัตตาคารแต่เสิร์ฟในรูปแบบสตรีตฟู้ด จุดเริ่มต้น “ราดหน้าน้ำทอง” เชฟเป้ ว่า “จุดเริ่มต้นของร้านนี้เกิดจากการที่ผมเป็นคนชอบทานราดหน้ามาก ซึ่งราดหน้าในบ้านเรามีหลายแบบที่หาได้ตามสตรีตฟู้ด แต่ส่วนผมชอบกินราดหน้าตามภัตตาคารจีน เป็นพวกเจี๋ยนน้ำแดง ที่จะมีรสชาติล้ำลึกกว่า” แต่เวลาจะกินเจี๋ยนน้ำแดงสักครั้งหนึ่ง ราคาต่ำสุดที่ต้องจ่ายจะอยู่ที่ 700-800 บาท
หากถามถึงหนังสือเล่มโปรด ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนกลับไปวัยเด็กอีกครั้ง สำหรับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาทกว่า 5 หมื่นเล่ม ขอยกให้การ์ตูนผีเล่มละบาท ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนย้อนกลับไปช่วงวัยเด็กอีกครั้ง หลังจากได้กลับไปอ่านเมื่อปี 2545 ขณะอยู่บ้าน จ.นครสวรรค์ รู้สึกเหมือนย้อนไปตอนเด็ก ป๋าเอ็กซ์ วัย 57 ปี ชื่นชอบการ์ตูนผีจากเรื่องราวชวนหลอน สั้น กระชับ ผีออกเร็ว โดนปราบเร็ว ร่วมกับองค์ประกอบศิลป์ที่สวยงาม อย่างภาพวาดหน้าปกราวกับโปสเตอร์หนังที่สวยบาดตา สีสันเด่นชัด ดูแล้วคุ้มค่าเกินราคาปก 1 บาท “ผมเจอหนังสือเล่มละบาท 2 เล่มที่บ้าน เลยหยิบขึ้นมาอ่านเล่น ก็รู้สึกเหมือนย้อนไปตอนเด็กที่ชอบซื้อการ์ตูนผีเล่มละบาทอ่านระหว่างเดินทางด้วยรถโดยสารไปบ้านญาติ ก็เลยเอากลับมากรุงเทพฯ ด้วย เพื่อเอามาอ่านอีกรอบ ผมจะเลือกแต่แนวผีๆ มันดูตื่นเต้น เร้าใจดี อ่านแล้วก็คล้ายๆ เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ อ่านกลางวันไม่ค่อยน่ากลัว ต้องอ่านกลางคืน ยิ่งไปอ่านบ้านญาติต่างจังหวัด ยิ่งน่ากลัวเลย มันมืดเร็ว เงียบ ไม่มีเสียงรบกวน ผมก็หามาเรื่อยๆ ทีละ 5-10 เล่ม ตามตลาดนัด ตามห้องซ
“ผ้าอนามัยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 500-800 ปีในการย่อยสลาย เราจึงทำผ้าอนามัยที่ใช้ใยไม้ไผ่ และย่อยสลายได้ภายใน 1 ปี” ในวันที่ผู้หญิงหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องฮอร์โมนหรือการที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ บางคนใช้ผ้าอนามัยแล้วรู้สึกแพ้หรือระคายเคือง ทั้งผ้าอนามัยนั้นยังเป็นขยะที่ย่อยสลายได้ยาก ใช้เวลานานกว่า 500-800 ปีในการย่อยสลาย ทำให้เธอนั้นมองเห็นถึงปัญหานี้ หยิบ Pain Point มาทำแบรนด์ที่ดี ออร์แกนิก และย่อยสลายได้ กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์สตาร์ตอัปที่ถูกพูดถึงและแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง คุณรุ้ง-วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผ้าอนามัย Ira จบการศึกษาทางด้าน Biological Sciences ทำให้มีความสนใจเกี่ยวกับด้านชีววิทยา และเริ่มทำแบรนด์นี้ขึ้นตอนอายุ 25 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีแพชชัน และฝันว่าอยากจะทำสิ่งที่เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ ลาออกจากงาน มาทำแบรนด์ที่แก้ Pain Point ให้ผู้หญิง คุณรุ้ง เล่าว่า เธอต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องประจำเดือนมาตั้งแต่วัยรุ่น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ประจำเดือนมาติดต่อกันนานถึง 3 เดือน จนต้องทานยาคุมในการปรับฮอร์โมน ซึ่งส่งผลให้มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น เธอจึงเกิดความคิดที่ว่าอยากจะทำแบร
เครื่องดื่มที่เป็นเมนูขวัญใจของใครหลายๆ คน และเป็นเมนูสามัญประจำชาติ หนึ่งในนั้นต้องยกให้กับ “ชาเย็น” เป็นเมนูที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย แต่ท่ามกลางตลาดร้านชาที่มีการแข่งขันสูง มีอยู่แบรนด์หนึ่งที่ยังคงครองใจผู้บริโภคมายาวนานถึง 14 ปี และมีมากกว่า 3,000 สาขาแฟรนไชส์ทั่วประเทศ และมีเปิดขายที่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งแบรนด์นั้น คือ “ต้นตำรับ ชาพะยอม” แบรนด์ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความคิดเมื่อใดก็ตามที่ผู้คนอยากจะดื่มชาที่อร่อยและเข้าถึงง่าย คุณอุ๊-อุไรวัลย์ ไตรจันทร์ เจ้าของแบรนด์ ที่กล้าการันตีความเป็น “ต้นตำรับ ชาพะยอม” ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางที่ไม่ธรรมดาของแบรนด์นี้ ที่เริ่มต้นจากความผูกพันในวัยเด็ก สู่การสร้างอาณาจักรเครื่องดื่มที่แข็งแกร่ง สำหรับแบรนด์ ต้นตำรับ ชาพะยอม แบรนด์เล็กๆ ที่ถูกขนานนามว่าเป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจเครื่องดื่มราคาย่อมเยา เพราะในปี 2562 เคยทำรายได้พุ่งสูงกว่า 31 ล้านบาท และครองตลาดมาโดยตลอด จากที่ได้คุยกับคุณอุ๊ ทำให้เห็นว่า ต้นตำรับ ชาพะยอม ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังคงเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ต่ออย่างไม่หยุดยั้ง และกุญแจสู่ความสำเร็จที่คุณอุ๊ได
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดพิธีมอบประกาศนียบัตร“ โครงการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (DBD Franchise Standard 2025)” มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี โดยปีนี้ มีธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ผ่านการประเมินมาตรฐานรวมทั้งสิ้น 42 แบรนด์ทั่วประเทศ และหนึ่งในนั้นคือ “ร้านน้ำเต้าหู้โต้ว” ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดจากการรับรองมาตรฐานแฟรนไชส์ประจำปี สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านคุณภาพ การบริหารจัดการ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย คุณอมร อำไพรุ่งเรือง CEO บริษัท โต้ว แปลว่า ถั่ว จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ ว่า รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติยศของทีมงานโต้วทุกคน และเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของเราที่จะยกระดับแฟรนไชส์ไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ระบบบริหารจัดการ และความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคและแฟรนไชซี เราจะไม่หยุดพัฒนา เพื่อให้แบรนด์ไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก “โต้ว เป็นแฟรนไชส์เครื่องดื่มสุขภาพที่ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 60 สาขาทั่ว
