Exclusive
เมื่อพูดถึงคำว่า “ข้าวแกง” คราวใด เชื่อว่าหนึ่งในชื่อที่จะผุดขึ้นในหัวก็คือ เชฟจากัวร์-ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์ เพราะเขาเคยมีฉายาว่า “ข้าวแกงร้อยล้าน” จนกลายเป็นโลโก้ติดตัว ล่าสุดร้าน “อุทยานข้าวแกง” ของเชฟจากัวร์ที่ตั้งอยู่ในอุทยานเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น คว้ารางวัลชนะเลิศสุดยอดแชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสมาคมภัตตาคารไทย ยิ่งตอกย้ำความเป็นราชาข้าวแกงของเขามากขึ้นอีก อ่านเรื่องเกี่ยวข้อง : “จากัวร์” เชฟสู้ชีวิต ไม่เคยหยุดขวนขวาย ขึ้นแท่น “แชมป์ข้าวแกงประเทศไทย” “มาเปิดร้านอุทยานข้าวแกงที่ มข. 3 ปีแล้ว เนื่องจากมีพื้นที่ว่างและเพื่อนอาจารย์ชักชวนมา” เขาเกริ่น “เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นอุทยานเกษตรของคณะเกษตรศาสตร์ ที่ส่งเสริมเกี่ยวกับการเกษตรไทย จึงนึกถึงการส่งเสริมข้าวไทยและการอนุรักษ์อาหารไทย ประกอบกับช่วงนั้นคุณแม่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ ซึ่งคุณหมอให้คำปรึกษาว่า ควรหากิจกรรมที่ใช้สมองให้ท่านทำ จึงเปิดร้านนี้ขึ้นเพื่อที่จะได้ทั้งขายของและให้แม่มีอะไรทำบ้าง ปรากฏว่าแนวคิดของผมตอบโจทย์ของทางคณะ ที่ต้องการ
“ราดหน้าในอุดมคติของผม ต้องเกิดจากน้ำซุปที่ตั้งใจทำ มีกลิ่นและรสของวัตถุดิบชัด ไม่จัดจ้านเกินไป” เชฟเป้–ธีรนัย จินดานุภาจิตต์ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยนิยามราดหน้าในฝันของเขา จากความชื่นชอบราดหน้าตามภัตตาคารจีน ที่ให้รสกลมกล่อมจากน้ำซุปมากกว่าการปรุงรสจัดจ้าน แต่เมื่อออกตามหาราดหน้าสไตล์นี้ในสตรีตฟู้ด กลับไม่พบ จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจเปิดร้าน “เฮียเหรี่ยงราดหน้าน้ำทอง” ราดหน้าสไตล์ฮ่องกงที่ใช้วัตถุดิบชั้นดี ในราคาเข้าถึงได้ ปัจจุบันร้านเปิดมา 4 เดือน สร้างยอดขายได้สูงสุด 300–400 จานต่อวัน ภายใต้การบริหารของสองเชฟฝีมือระดับมืออาชีพ ได้แก่ เชฟเป้ และ เชฟมิก–ภาคิน ดุลยธรรมภักดี เชฟจากเลอ กอร์ดอง เบลอ ที่จับมือกันสร้างแบรนด์นี้ให้กลายเป็นราดหน้าคุณภาพระดับภัตตาคารแต่เสิร์ฟในรูปแบบสตรีตฟู้ด จุดเริ่มต้น “ราดหน้าน้ำทอง” เชฟเป้ ว่า “จุดเริ่มต้นของร้านนี้เกิดจากการที่ผมเป็นคนชอบทานราดหน้ามาก ซึ่งราดหน้าในบ้านเรามีหลายแบบที่หาได้ตามสตรีตฟู้ด แต่ส่วนผมชอบกินราดหน้าตามภัตตาคารจีน เป็นพวกเจี๋ยนน้ำแดง ที่จะมีรสชาติล้ำลึกกว่า” แต่เวลาจะกินเจี๋ยนน้ำแดงสักครั้งหนึ่ง ราคาต่ำสุดที่ต้องจ่ายจะอยู่ที่ 700-800 บาท
หากถามถึงหนังสือเล่มโปรด ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนกลับไปวัยเด็กอีกครั้ง สำหรับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาทกว่า 5 หมื่นเล่ม ขอยกให้การ์ตูนผีเล่มละบาท ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนย้อนกลับไปช่วงวัยเด็กอีกครั้ง หลังจากได้กลับไปอ่านเมื่อปี 2545 ขณะอยู่บ้าน จ.นครสวรรค์ รู้สึกเหมือนย้อนไปตอนเด็ก ป๋าเอ็กซ์ วัย 57 ปี ชื่นชอบการ์ตูนผีจากเรื่องราวชวนหลอน สั้น กระชับ ผีออกเร็ว โดนปราบเร็ว ร่วมกับองค์ประกอบศิลป์ที่สวยงาม อย่างภาพวาดหน้าปกราวกับโปสเตอร์หนังที่สวยบาดตา สีสันเด่นชัด ดูแล้วคุ้มค่าเกินราคาปก 1 บาท “ผมเจอหนังสือเล่มละบาท 2 เล่มที่บ้าน เลยหยิบขึ้นมาอ่านเล่น ก็รู้สึกเหมือนย้อนไปตอนเด็กที่ชอบซื้อการ์ตูนผีเล่มละบาทอ่านระหว่างเดินทางด้วยรถโดยสารไปบ้านญาติ ก็เลยเอากลับมากรุงเทพฯ ด้วย เพื่อเอามาอ่านอีกรอบ ผมจะเลือกแต่แนวผีๆ มันดูตื่นเต้น เร้าใจดี อ่านแล้วก็คล้ายๆ เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ อ่านกลางวันไม่ค่อยน่ากลัว ต้องอ่านกลางคืน ยิ่งไปอ่านบ้านญาติต่างจังหวัด ยิ่งน่ากลัวเลย มันมืดเร็ว เงียบ ไม่มีเสียงรบกวน ผมก็หามาเรื่อยๆ ทีละ 5-10 เล่ม ตามตลาดนัด ตามห้องซ
“ผ้าอนามัยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 500-800 ปีในการย่อยสลาย เราจึงทำผ้าอนามัยที่ใช้ใยไม้ไผ่ และย่อยสลายได้ภายใน 1 ปี” ในวันที่ผู้หญิงหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องฮอร์โมนหรือการที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ บางคนใช้ผ้าอนามัยแล้วรู้สึกแพ้หรือระคายเคือง ทั้งผ้าอนามัยนั้นยังเป็นขยะที่ย่อยสลายได้ยาก ใช้เวลานานกว่า 500-800 ปีในการย่อยสลาย ทำให้เธอนั้นมองเห็นถึงปัญหานี้ หยิบ Pain Point มาทำแบรนด์ที่ดี ออร์แกนิก และย่อยสลายได้ กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์สตาร์ตอัปที่ถูกพูดถึงและแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง คุณรุ้ง-วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผ้าอนามัย Ira จบการศึกษาทางด้าน Biological Sciences ทำให้มีความสนใจเกี่ยวกับด้านชีววิทยา และเริ่มทำแบรนด์นี้ขึ้นตอนอายุ 25 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีแพชชัน และฝันว่าอยากจะทำสิ่งที่เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ ลาออกจากงาน มาทำแบรนด์ที่แก้ Pain Point ให้ผู้หญิง คุณรุ้ง เล่าว่า เธอต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องประจำเดือนมาตั้งแต่วัยรุ่น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ประจำเดือนมาติดต่อกันนานถึง 3 เดือน จนต้องทานยาคุมในการปรับฮอร์โมน ซึ่งส่งผลให้มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น เธอจึงเกิดความคิดที่ว่าอยากจะทำแบร
เครื่องดื่มที่เป็นเมนูขวัญใจของใครหลายๆ คน และเป็นเมนูสามัญประจำชาติ หนึ่งในนั้นต้องยกให้กับ “ชาเย็น” เป็นเมนูที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย แต่ท่ามกลางตลาดร้านชาที่มีการแข่งขันสูง มีอยู่แบรนด์หนึ่งที่ยังคงครองใจผู้บริโภคมายาวนานถึง 14 ปี และมีมากกว่า 3,000 สาขาแฟรนไชส์ทั่วประเทศ และมีเปิดขายที่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งแบรนด์นั้น คือ “ต้นตำรับ ชาพะยอม” แบรนด์ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความคิดเมื่อใดก็ตามที่ผู้คนอยากจะดื่มชาที่อร่อยและเข้าถึงง่าย คุณอุ๊-อุไรวัลย์ ไตรจันทร์ เจ้าของแบรนด์ ที่กล้าการันตีความเป็น “ต้นตำรับ ชาพะยอม” ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางที่ไม่ธรรมดาของแบรนด์นี้ ที่เริ่มต้นจากความผูกพันในวัยเด็ก สู่การสร้างอาณาจักรเครื่องดื่มที่แข็งแกร่ง สำหรับแบรนด์ ต้นตำรับ ชาพะยอม แบรนด์เล็กๆ ที่ถูกขนานนามว่าเป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจเครื่องดื่มราคาย่อมเยา เพราะในปี 2562 เคยทำรายได้พุ่งสูงกว่า 31 ล้านบาท และครองตลาดมาโดยตลอด จากที่ได้คุยกับคุณอุ๊ ทำให้เห็นว่า ต้นตำรับ ชาพะยอม ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังคงเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ต่ออย่างไม่หยุดยั้ง และกุญแจสู่ความสำเร็จที่คุณอุ๊ได
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดพิธีมอบประกาศนียบัตร“ โครงการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (DBD Franchise Standard 2025)” มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี โดยปีนี้ มีธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ผ่านการประเมินมาตรฐานรวมทั้งสิ้น 42 แบรนด์ทั่วประเทศ และหนึ่งในนั้นคือ “ร้านน้ำเต้าหู้โต้ว” ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดจากการรับรองมาตรฐานแฟรนไชส์ประจำปี สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านคุณภาพ การบริหารจัดการ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย คุณอมร อำไพรุ่งเรือง CEO บริษัท โต้ว แปลว่า ถั่ว จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ ว่า รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติยศของทีมงานโต้วทุกคน และเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของเราที่จะยกระดับแฟรนไชส์ไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ระบบบริหารจัดการ และความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคและแฟรนไชซี เราจะไม่หยุดพัฒนา เพื่อให้แบรนด์ไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก “โต้ว เป็นแฟรนไชส์เครื่องดื่มสุขภาพที่ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 60 สาขาทั่ว
หากใครยังพอจำได้ ย้อนไปราว 2 ปีก่อน บนโลกออนไลน์ ได้เกิดปรากฏการณ์ “ยาดมฟีเวอร์” ทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อมีโพสต์ภาพของศิลปินคนดังระดับโลก อย่าง “ลิซ่า” กำลังถือยาดมแบรนด์หนึ่งไว้ในมือ และด้วยความ “ทรงอิทธิพล” ใครต่อใครจึงอยากจะใช้สินค้าแบบเธอบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้ยาดมแบรนด์ดังกล่าว ขาย “หมดสต๊อก” เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น “17 ปี ในการทำธุรกิจ ไม่เคยโฆษณา ไม่เคยจ้างแม้แต่เพจหนึ่ง แม้แต่อินฟลูฯ คนหนึ่ง ก็ไม่เคย ข้อความทุกข้อความที่เกิดขึ้นในโลกของออนไลน์ ไม่เคยมีหน้าม้า ไม่เคยไปสั่งการอยู่เบื้องหลังให้เชียร์ ให้พูดแต่เรื่องดีๆ สิ่งเหล่านี้ผมไม่เคยเสียเงินแม้แต่บาทเดียว” คุณเก่ง-ธีระพงศ์ ระบือธรรม เจ้าของกิจการ “หงส์ไทย” แบรนด์ยาดมที่ “ลิซ่า” ใช้จริง ดมจริง ดังเกริ่นไว้ตอนต้น เปิดบทสนทนากับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น ก่อนเผยให้ฟัง ธุรกิจ “หงส์ไทย” ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มยาใช้ภายนอกนี้ มีเขาเป็นผู้ปลุกปั้นมาตั้งแต่ 20 ปีก่อนนี้ ตั้งต้นมาด้วยทุนหลักร้อยบาท ใช้กลยุทธ์การค้าแบบ “ดิบ-ดิบ” คือ ไม่มีทั้งทุน ไม่มีทั้งองค์ความรู้ อาศัยเพียงความตั้งใจ หมั่นเก็บข้อมูลจากผู้ใช้จริง ก่อนนำข้อมูลน
การจะเปิดร้านอาหารอะไรมาสักร้านหนึ่ง กระบวนการหรือขั้นตอนนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ทำอาหารอร่อยแล้วเปิดขายได้เลย แต่จะต้องมีการใส่ใจในรายละเอียดอะไรที่มากกว่านั้น เช่นเดียวกันกับ คุณณศิภัสร์ จิระกังวาลวิชญ์ อายุ 61 ปี ที่ต่อยอดแบรนด์ ฆัง ฆัง หม้ออร่อย ร้านบุฟเฟต์ชาบูย่านนนทบุรี มาสู่ ร้านเย็นตาโฟ ที่ชื่อว่า ฆัง ฆัง โฟทะเล เปิดขายอยู่ที่ตลาดศรีอรุณ ต.สันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จากนนทบุรี เดินทางไกลสู่เชียงใหม่ ด้วยจุดมุ่งหมายอันแรงกล้าของคนวัย 61 ที่คิดว่า ร้านเย็นตาโฟนี้ คือทางรอดในยามที่สภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะมาเล่าสู่กันฟัง เดิมทีคุณณศิภัสร์เองได้เปิดร้านอาหารมาก่อนคือร้าน ฆัง ฆัง หม้ออร่อย แต่จะมีเมนูพิเศษขึ้นมาอาทิตย์ละอย่าง หนึ่งในนั้นคือเมนูเย็นตาโฟ ซึ่งลูกค้ามักจะมาขอให้ทำเมนูนี้ซ้ำอยู่บ่อยครั้ง จากที่เห็นว่าลูกค้าเรียกร้องเลยตัดสินใจนำความต้องการเหล่านั้นมาทำเป็นธุรกิจ และต่อยอดออกมาเป็นร้านเย็นตาโฟ ร้าน ฆัง ฆัง โฟทะเล เปิดให้บริการกับลูกค้ามาได้ประมาณเดือนกว่า เธอเล่าว่า ผลตอบรับดีเกินคาดอย่างมาก แต่ไม่ใช่เพราะว่าลูกค้าเห็นเป็นร้านเ
บทความโดย : มิสมิลเลียนแนร์ เจ้าของคอลัมน์ “ไอเดียต่างแดน” ในโลกของ “ติ่ง” หรือ “โอตาคุ” การชื่นชอบศิลปินเพลง อนิเมะ หรือมังงะ ไม่ใช่แค่การติดตามผลงานอยู่ที่บ้าน แต่เป็นการออกไปร่วมคอนเสิร์ต งานนิทรรศการ แฟนมีต หรือกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นทั่วญี่ปุ่น การเดินทางของบรรดาโอตาคุบ่อยครั้ง ก็หมายถึงโอกาสทางธุรกิจของโรงแรมต่างๆ ที่ไม่เพียงอำนวยความสะดวกให้แก่แขกที่มาพัก แต่ยังรวมถึงตุ๊กตาที่พกติดตัวไปไหนมาไหนในฐานะตัวแทนศิลปินหรือคาแร็กเตอร์สุดโปรด เว็บไซต์ soranews24 รายงานว่า โรงแรม “โตโยโก อินน์” (Toyoko Inn) ได้ริเริ่มบริการใหม่ที่เรียกว่า Supporting Your Oshi Activities! Overnight with Plushie Plan สำหรับตุ๊กตา หุ่นฟิกเกอร์ สแตนดี้อะคริลิกขนาดเล็ก หรือสินค้าอื่นๆ ที่มีรูปเหมือนของเหล่าคนโปรด โดยทางโรงแรม จะจัดเตรียมชุดนอนและพื้นที่เฉพาะให้กับตุ๊กตาได้พักผ่อน ซึ่งมีความพิเศษตรงที่ทั้งหมอน ชุดนอน และผ้าปูที่นอนของน้องตุ๊กตาล้วนทำจากผ้าชนิดเดียวกับที่ใช้สำหรับแขกที่เป็นมนุษย์ แถมชุดนอนยังมีขนาดให้เลือก ระหว่างไซซ์เล็กและไซซ์กลาง เพื่อให้พอดีกับตุ๊กตาสุดรัก บริการนี้เริ่มนำร่
หากใครติดตามติ๊กต็อกช่อง Patun.preeya จะสัมผัสได้ถึงความน่ารัก และเสียงหวานๆ ฟังเพลินของ ป้าตุ่น-ปรียา อุทัยวัชรานันท์ ครีเอเตอร์วัย 80 ปี และเจ้าของ บ้านกาแฟป้าตุ่น ร้านที่ร่วมกันเปิดกับลูกชาย ขายกาแฟและเบเกอรี่ที่ใครได้ชิมเป็นต้องติดใจ ก่อนมาเป็น บ้านกาแฟป้าตุ่น ก่อนหน้านี้ ป้าตุ่นเคยเปิดร้านขายของชำ ซึ่งในสมัยนั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีลูกค้าจากหมู่บ้านตรงข้ามแวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย เพราะห้างสรรพสินค้ายังไม่ได้รับความนิยม อีกทั้งการจัดร้านของป้าตุ่นที่คล้ายซูเปอร์มาร์เก็ตก็ช่วยดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี มีความสะอาด หยิบสินค้าง่าย ไม่เหมือนใคร ส่วนพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งของร้าน ป้าตุ่นแบ่งไปเปิดร้านไอศกรีมโฟร์โมสต์ ซึ่งขายอยู่นานกระทั่งแบรนด์เลิกกิจการ ก่อนมีแนวคิดอยากเปิดร้านสะดวกซื้อชื่อดัง แต่ด้วยข้อจำกัดของทำเล จึงไม่สามารถเปิดได้ ทำให้ป้าตุ่นตัดสินใจเลิกกิจการขายของชำไปด้วย จากนั้นป้าตุ่นได้หันมาขายไอศกรีมบัสต์นานร่วมสิบปี จนแบรนด์เลิกกิจการไปอีกราย ประจวบเหมาะลูกชายกับเพื่อนมาขอเช่าพื้นที่เปิดร้านเกม แต่ที่สุดก็ไปต่อไม่ไหว ลูกชายจึงหันมาเปิดร้านคอมพ์ จนนานวั
