Exclusive
บทความโดย : อาจารย์ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ #ตู้จดหมายพลศรี ในโซเชียลเขาบอกกันว่า “ถ้าเราโกรธใคร เกลียดใคร จงยุให้เขาทำร้านอาหาร เป็นกิจการปราบเซียน เจ๊งแน่นอน” “ทำร้านอาหารยากจริงไหม” ตอบว่า “จริงครับ” เป็นสัจธรรมที่หลายคนรู้ดี แต่ก็แปลกทั้งๆ ที่รู้ คนก็อยากเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟสวยๆ กันไม่ขาดสาย เปิดใหม่สักพักเจ๊ง ก็มีคนมาเปิดใหม่อีก เข้าทำนองคำคมเปรียบเทียบประชดประชันโบราณเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมเกี่ยวข้องแวะเวียนเป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก เป็นที่ปรึกษา จัดอบรม ตรวจร้านอาหาร นับเป็นร้อยร้าน ผ่านกลับไปมีทั้งที่ยังอยู่ กิจการก้าวหน้า และอีกหลายสิบเลิกกิจการไปแล้ว บางร้านผมไปช่วยตั้งไข่ให้ตั้งแต่ต้น ไล่ไปตั้งแต่ช่วยออกแบบพื้นที่ สร้างครัว ทำร้าน สร้างเมนู ออกแบบอาหาร ทดลองอาหาร แนะนำการบริหารงาน การจัดการต้นทุน การตั้งราคาขาย การโปรโมต โฆษณา เรียกว่าทำกันถ้วนทั่วทุกกระบวนความ มีร้านที่ลงทุนจ้างอินฟลูเอนเซอร์ โฆษณาในโซเชียล หมดเป็นแสนก็ยังเจ๊งอยู่ดี ร้านที่รอดก็มีเยอะครับ เดี๋ยวจะโดนนินทาว่า ผมไปให้คำปรึกษาใครเขาเจ๊งหมด องค์ประกอบที่ทำให้กา
มากกว่าการช้อปปิ้ง คือ การเติบโตไปด้วยกัน เปิดเส้นทางแห่งการเชื่อมร้อยหัวใจของชุมชนของ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) หนุนคนตัวเล็ก ผลักดันสินค้า OTOP และ SMEs เสริมรายได้ผู้สูงวัย และสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน เพราะการเป็น “พันธมิตรของชุมชน” อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การ “ตั้ง” อยู่ในชุมชนเท่านั้น แต่คือการจับมือเพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน นี่คือพันธกิจที่ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ยึดมั่นมาตลอดการดำเนินธุรกิจตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และยังคงตอกย้ำบทบาทของ “การเชื่อมร้อยหัวใจของชุมชน” ผ่านการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมไปถึงโครงการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวคิดหลัก “ครบ ถูก คุ้ม” ที่เป็นมากกว่าแค่เรื่องของราคาหรือสินค้าภายในร้าน แต่คือการร่วมเติบโตไปกับชุมชน เปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กได้ก้าวต่อ และสร้างพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมให้ไปต่อได้อย่างมีคุณค่า เปิดเวทีของคนตัวเล็กได้มีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณค่า ซีเจ มอร์ ได้ขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธร
หนึ่งในคนไทยที่รู้จัก “ตลาดจีน” อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ในฐานะนักธุรกิจ แต่ยังเป็นผู้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้บริโภคชาวจีนมายาวนานกว่า 20 ปี คุณเปี๊ยก-บุญชัย ลิ่มอติบูลย์ CEO Moomall / Co-Founder ของ PUNDAI – ปันได้ และเจ้าของช่อง TikTok พี่เปี๊ยกจัดให้, พี่เปี๊ยกบ้านอยู่จีน ผู้ติดตามหลักแสน เริ่มต้นจากการเป็นนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อที่จีน สู่การเป็นนักขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับชาวต่างชาติในช่วงยุคบูมของจีน ก่อนจะหันมาเรียนรู้โลกออนไลน์ และเริ่มเข้าใจ “วิธีขาย” ให้ถูกจริตผู้บริโภคแดนมังกร จากนักเรียนไทย สู่การบุกตลาดจีน คุณเปี๊ยกใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจีนมายาวนานกว่า 20 ปี โดยเริ่มจากการไปเรียนต่อปริญญาโท และหลังจากนั้นได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทเกี่ยวกับไฟแนนซ์แห่งหนึ่ง ย้อนกลับไปช่วงปี 2010 ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของอสังหาฯ ในจีน โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งที่มีชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนกันอย่างคึกคัก “เพราะฉะนั้น คนก็เลยนิยมซื้อเพื่อลงทุน โดยเป็นการปล่อยเช่าให้กับชาวต่างชาติ ทำให้ผมเข้าไปอยู่ในพวกอาคาร คอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จ เนื่องจากคนที่ซื้อไปเขาไม่ได้ซื้อเพื่อความสวยงาม แต่ทำยังไงก็ได้
แบรนด์ ‘Merge’ ถือเป็นแบรนด์แฟชั่นของคนไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยก่อตั้งขึ้นจาก 2 พาร์ตเนอร์ คุณกลด-อธิศ ทิพย์ชัยเชษฐา และ คุณพรปวีณ์ ด่านมิ่งเย็นวงศ์ เมื่อปี 2563 เริ่มต้นด้วยการขาย ‘กางเกงยีนส์’ ที่ผลิตมาเพื่อแก้ปัญหาของผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะรูปร่างแบบไหน อกเล็ก หรือสะโพกใหญ่ ก็สามารถใส่กางเกงยีนส์ได้อย่างมั่นใจ โดยผ่านการพัฒนาแพตเทิร์นมามากกว่า 10 ครั้ง จนกลายเป็นกางเกงยีนส์คุณภาพที่มีให้เลือกถึง 10 ไซซ์ จากนั้นได้มีการออกกางเกงอีกหลายคอลเล็กชัน ซึ่งมีดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ‘Merge’ ยังผลิตสินค้าแฟชั่นวางจำหน่ายหลากหลาย ทั้ง เสื้อ เดรส กระโปรง แอกเซสซอรี เช่น กิ๊บ เข็มขัด และที่ได้รับความนิยมสุดๆ คือ กระเป๋า โดยออกรุ่นแรกๆ Merge A-Day Bag กระเป๋า Tote ผลิตจากผ้าทอเทคนิค Flyknit เนื้อหนาพิเศษ น้ำหนักเบาแต่ทนทาน ในราคา 2,590 บาท จากนั้นก็ตามมาอีกหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Merge A Day Bag Brown Dart ผลิตจากผ้า Flyknit สี Light Beige เกรดพิเศษ ตัดกับหนังวีแกนสีน้ำตาล ในราคา 2,790 บาท หรือจะรุ่นต้อนรับวันวาเลนไทน์ อย่าง MERGE A DAY BAG X SUPE
เพราะอยากทำอะไรเป็นของตัวเอง ทำให้ คุณป๊อป-ณรงค์สักก์ พันธุปรีชารัตน์ ที่ขณะนั้นทำงานในฝ่ายการตลาดให้กับบริษัทอาหารและเครื่องดื่ม เริ่มต้นสร้างธุรกิจน้ำส้มคั้นในแบบฉบับของตัวเอง ในชื่อ Codesom (โค้ดส้ม) โปรเจ็กต์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน เขาใช้เวลากว่า 1 ปีเต็ม ในการวางแผนธุรกิจ และพัฒนาสูตรชิมน้ำส้มมาแล้วกว่า 40 แบรนด์ เพื่อค้นหารสชาติที่ ‘ใช่’ ที่สุดสำหรับแบรนด์ของตัวเอง ด้วยความตั้งใจ “อยากให้เป็นแบรนด์น้ำส้มในใจของคนไทย” ถึงปัจจุบัน Codesom เดินทางมานานกว่า 4 ปี สร้างรายได้รวมกว่า 10 ล้านบาท ในปี 2567 เรื่องราวการปั้นแบรนด์เป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทสัมภาษณ์ของ ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จุดเริ่มต้นของ ‘Codesom’ น้ำส้มคั้นสด เจ้าของแบรนด์ เล่าให้ฟังว่า Codesom เริ่มต้นขึ้นก่อนเกิดโควิดระบาดได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น แม้จะต้องเจอกับผลกระทบและปัญหามากมายในช่วงวิกฤต แต่ก็ไม่คิดยอมแพ้ จากช่วงแรกที่ขายผ่านการออกบูธ ก็ได้ปรับกลยุทธ์มาสู่ช่องทางออนไลน์อย่างรวดเร็ว รวมถึงส่งน้ำส้มไปให้เหล่าดารา อินฟลูเอนเซอร์ ได้ลองชิม เพราะน้ำส้มดีต่อสุขภาพ ช่วยเสริมวิตามิน จึงสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุค
ย้อนไปราวปลายปี 2566 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน อุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ 11 ด้าน โดยหนึ่งในนั้นได้มอบหมายให้ นายชุมพล แจ้งไพร หรือ “เชฟชุมพล” คนดังแห่งวงการอาหารไทย เป็นประธานอนุกรรมการคณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านอาหาร ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำนโยบายและแผน พร้อมทั้งแนวทางและมาตรการในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอาหาร ผ่านไปเกือบ 2 ปี การทำหน้าที่ของอนุกรรมการคณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านอาหาร ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติไปถึงไหน ระหว่างทางต้องเจอกับปัญหาอุปสรรคอะไร และอีกไกลแค่ไหนจะถึงเป้าหมาย วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ชวนมาหาคำตอบ “เป้าหมายของการขับเคลื่อน Soft Power อาหารไทย แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่หนึ่ง พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์ สอง พัฒนาธุรกิจ และ สาม พัฒนาการตลาด” เชฟชุมพล เกริ่นอย่างนั้น ก่อนขยายความให้ฟัง การพัฒนาคน คือคนที่ทำอาหารไทย หากจะเป็นมืออาชีพ นอกจากทำอาหารเป็นแล้วต้องบริหารเป็นด้วย ซึ่งประเด็นจะทำอย่างไรให้พวกเ
หยิบขยะมาสร้างรายได้! หนุ่มวัย 15 จุดประกายงานเสริม ซ่อมคอมพ์มือสอง บริจาคไปแล้วกว่า 3,000 เครื่อง ให้คนเข้าถึงการศึกษา มีงานทำ ไดแลน ซาจัค วัย 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จาก Babson College เขาได้เล่าย้อนไปเมื่อตอน 15 ปี เขามีอาชีพเสริมคือการซื้อของมือสองและซ่อมคอมพิวเตอร์ งานเสริมนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรขึ้น ชื่อว่า ‘Computers 4 People’ ซึ่งจะจัดหาคอมพิวเตอร์ที่ทำการซ่อมแซมแล้วให้กับผู้ที่ต้องการใช้ จุดเริ่มต้นงานเสริม เขาเล่าว่า เริ่มด้วยการไปร้านขายของมือสองแถวบรูกลิน นิวยอร์ก กับเพื่อนสมัยมัธยมปลาย ตอนนั้นเป็นแค่งานอดิเรกสนุกๆ “เราจะนั่งรถไฟจากโฮโบเกน แล้วสเกตบอร์ดไปตามร้านขายของมือสองทีละร้าน โดยเราจะไปถึง 3 ร้าน หรือมากกว่านั้นภายในวันเดียว” โดยเมื่อไปถึงร้าน จะทำการค้นหาของมีค่าที่ซ่อนอยู่ในกองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าๆ เมื่อเจอของมีค่า ก็จะทำการต่อรองราคาอย่างหนัก เพื่อให้ได้ของดีมา “บางวันเราซื้อคอมพิวเตอร์เยอะมากจนต้องกองมันไว้บนสเกตบอร์ดแล้วเข็นกลับบ้าน” เมื่อได้คอมพิวเตอร์มาแล้ว ก็จะทำความสะอาด ซ่อมแซม และขายต่อบน Facebook Marketplace หรือ eBay และ
“เราตั้งใจว่าจะเอาทักษะการแสดง กับทักษะภาษาจีนมาสร้างเป็นอาชีพให้ได้” จากเด็กนิเทศฯ ที่รักในการแสดงและมีทักษะความรู้ด้านภาษาจีนเป็นทุนเดิม ทำให้เขานำมาต่อยอดจนกลายเป็นเหล่าซือที่สอนภาษาจีนผ่านคาแร็กเตอร์สนุกสนานและผ่อนคลาย ใช้ความถนัดมาสร้างตัวตนจนทำให้สามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน ปันปัน-ชนินทร พิทักษ์วรรัตน์ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ปันปันเหล่าซือ” เจ้าของเพจ Attentionchinese ที่มีผู้ติดตามหลักแสน และเคยเป็นโค้ชฝึกสอนภาษาจีนให้กับศิลปินชื่อดังมากมาย เช่น บิวกิ้น-พีพี, พี่แหม่ม แคทลียา และล่าสุดกับ ‘ไอซ์ซึ’ ในซีรีส์สงครามส่งด่วน ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน จากนักเรียนแลกเปลี่ยน สู่เหล่าซือชื่อดัง ปันปันเหล่าซือเป็นลูกหลานคนจีนเลยได้เรียนภาษาจีนตั้งแต่เด็กๆ และตอนมัธยมมีโอกาสไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศจีน ในโครงการ AFS อยู่กับ Host Family คนจีน เป็นเวลา 1 ปีการศึกษา “ตอนนั้นปันแทบจะไม่มีเวลาได้ไปทำความรู้จักกับเพื่อนคนจีนเลย เพราะความที่เป็นเด็ก ม.ปลาย แล้วสถานการณ์บังคับให้ต้องตั้งใจเรียน ทุกคนจะเคร่งกันมากๆ เพราะตารางเรียนเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า จะมีเวลาคุยกับเพื่อนแค
ร้านอาหารริมทาง เปิดขายกันข้างถนน ที่หลายคนใช้ศัพท์เท่ๆ เรียกรวมว่า “สตรีตฟู้ด” ดูเหมือนจะเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย นักท่องเที่ยวทั่วโลก ต่างใฝ่ฝันมาลิ้มลองกันสักครั้ง แต่เบื้องหลังความเอร็ดอร่อยอันหลากหลาย ตามทำเลสำคัญในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของไทย ดูยังมีปัญหาในด้านการจัดการ หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น การตั้งร้านรุกล้ำพื้นที่จราจร การจัดการกับเศษขยะไม่เป็นที่เป็นทาง และการทิ้งสิ่งปฏิกูลจากการทำอาหารลงท่อระบายน้ำ “การจัดการไขมันของร้านสตรีตฟู้ด พบว่า พวกเขามีการจัดการขยะ แยกเศษอาหารก็จริง แต่ถ้าให้ดีกว่านั้น ต้องแยกน้ำมันด้วย เพราะว่ามีกฎหมายระบุชัดมีโทษปรับถึง 5 หมื่น ถ้าการเทน้ำเสียเทลงท่อไม่มีการกรองไขมันออกก่อน เลยคิดว่าถ้าทำตัวที่เป็นตัวกรองไขมันออกก่อนแล้วสามารถไปใช้ได้กับรถเข็นของพวกเขา น่าจะดี” คือ คำอธิบายจุดเริ่มแนวคิดการออกแบบ “ตัวโดนเท” อุปกรณ์ดักไขมันสำหรับร้านอาหารริมทาง ซึ่งสถาปนิกหนุ่มอย่าง คุณชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ พยายามใช้วิชาชีพของเขาเข้ามาช่วยแก้ปัญหา นอกจากนั้นแล้วยังเผยให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ทราบด้วยว่า เขากำลังช่วยพัฒนา “ตัวโดนเท” ผลงานออกแบบขอ
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ ในโลกของภาพยนตร์ Thunder Express ไม่มีคำว่า “แฟรนไชส์” ปรากฏอยู่ในบท ไม่มีโลโก้ร้าน ไม่มีการเซ็นสัญญาสิทธิการใช้แบรนด์ แต่สิ่งที่ชัดเจนกลับเป็นภาพของคนตัวเล็กที่ต้องวิ่งให้ทันระบบใหญ่ คนที่อยู่ปลายทางของห่วงโซ่โลจิสติกส์ คนที่ถูกใช้เพื่อส่ง แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองคือ “ส่วนหนึ่งขององค์กร” หรือแค่ “ฟันเฟืองที่เปลี่ยนได้” และนั่นเองที่ทำให้ Thunder Express ไม่ได้สะท้อนโลกแฟรนไชส์ด้วยคำพูด แต่มันสะท้อนด้วย “โครงสร้าง” ที่บอกว่า ในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว การขยายสาขา และการกระจายบริการ คนตัวเล็กในระบบแฟรนไชส์ กำลังเผชิญกับคำถามเดียวกัน Flash Express เคยเป็นผู้สร้างแรงกระเพื่อม ตั้งแต่วันที่ให้ใครก็ได้เปิด “Flash Home” ด้วยเงินเริ่มต้นไม่ถึงหมื่น โมเดลที่เคยถูกมองว่าเปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงระบบขนส่งได้อย่างเสมอภาค กลายเป็นทางลัดให้คนตัวเล็กเข้าร่วมกับแบรนด์ใหญ่ในระบบแฟรนไชส์ ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีภาระมากมาย แค่เปิดจุดส่ง รับรายได้จากยอดพัสดุ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่า โมเดลนั้นอาจจะดีเกินไปบนกระดาษ เพราะในโลกจริง ความไม่แน่นอนของยอดส่ง การขา
