SMEs
ท่ามกลางการแข่งขันในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซ แบรนด์ไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการสร้างความแตกต่างและก้าวข้ามสงครามราคา ลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยความสำเร็จของโปรเจ็กต์ ‘Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada’ ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ให้หลายคอลเล็กชันจากแบรนด์ไทยจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที และผลักดันยอดขายรวมแตะหลักร้อยล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ IP Economy (เศรษฐกิจทรัพย์สินทางปัญญา) ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ยกระดับแบรนด์ และขยายโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัล ความร่วมมือในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับซานริโอ้ (Sanrio) ในครั้งนี้ เป็นมากกว่าความร่วมมือด้านลิขสิทธิ์ IP ทั่วไป แต่เป็นการลงทุนครั้งสำคัญของลาซาด้าในการขับเคลื่อนความร่วมมือที่สร้างอิมแพกต์ เพื่อผลักดันให้แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ไทยก้าวไปสู่การเติบโตอีกขั้น โดยเปิดโอกาสให้ 5 แบรนด์ไทยชั้นนำ ได้แก่ Endless Holiday, LOOKBOOKLOOKBOOK, HAPPY SUNDAY, Stylist Shop และ O&B นำคาแรกเตอร์ระดับโลกที่มีพลังในการเข้าถึง
เป็นภาพที่เห็นจนชินตากับการเห็นกองเชียร์ชาวญี่ปุ่นก้มลงเก็บขยะในสนามหลังการรับชมกีฬาจบ ภาพนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2026 สื่อหลายสำนักต่างชื่นชมพฤติกรรมนี้ของชาวอาทิตย์อุทัย เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวญี่ปุ่นที่แฝงไว้ด้วยความสุภาพและความมีน้ำใจมักถูกชื่นชมจากต่างประเทศอยู่เสมอ การเก็บขยะหลังชมกีฬาจบไม่ได้เพิ่งจะทำในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก คนญี่ปุ่นมักจะแสดงการกระทำเช่นนี้หลังจบการชมกีฬามาโดยตลอด นั่นเพราะพวกเขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว หากจะถอดแนวคิดที่ฝังอยู่ในนิสัยนี้ของชาวญี่ปุ่น ต้องเริ่มไปตั้งแต่การปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ที่เริ่มตั้งแต่ในโรงเรียน ในโรงเรียนจะไม่ค่อยจ้างแม่บ้านทำความสะอาดโรงเรียนเท่าใดนัก ส่วนใหญ่จะสอนให้เด็กนักเรียนเป็นคนช่วยกันรับผิดชอบทำความสะอาด และเมื่อโตมาก็มีแนวคิดที่คนญี่ปุ่นถูกสั่งสอนมาเรียกว่า Omotenashi (おもてなし) อ่านว่า โอะโมะเตะนะชิ หากแปลตรงตัวจากรากศัพท์ อาจจะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น Omote แปลว่า “เบื้องหน้า” หรือ “ด้านนอก” (สิ่งที่แสดงออกมา) ส่วน Nashi แปลว่า “ไม่มี” เมื่อรวมกันแล้ว Omotenashi จึงหมายถึง “ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องห
กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก เมื่อแฟนๆ รายการอาหารชื่อดังต่างเซอร์ไพรส์กับการปรากฏตัวบนหน้าจอซีรีส์ของ “เชฟอิน็อค” (Enoch Teo) เชฟชาวสิงคโปร์สุดฮอต ผู้เข้าแข่งขันจากรายการ Top Chef Thailand 2023 และ The Next Iron Chef Thailand Season 2 ล่าสุดกับการพลิกบทบาทมารับงานแสดงเรื่องแรกในซีรีส์ดราม่ากฎหมายสุดเข้มข้นเรื่อง ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer) บน Netflix โดยเชฟอิน็อคได้รับบทเป็น “Andy (แอนดี้)” นักธุรกิจทุนจีนสายเทา ที่แสดงออกมาได้ดีมากจนได้รับการชื่นชมอย่างล้นหลาม ซึ่งผู้ชมและนักวิจารณ์ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาสามารถ “ตีบทแตก” ถ่ายทอดอินเนอร์ความเจ้าเล่ห์ สร้างคาริสมา และสามารถคีพคาแรกเตอร์มาดความร้ายของตัวละครแอนดี้ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนแทบไม่เหลือคราบของเชฟอารมณ์ดีเลยทีเดียว ทำความรู้จักกับเชฟ เชฟอิน็อคเริ่มต้นก้าวเข้าสู่เส้นทางสายอาหารตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ที่ประเทศสิงคโปร์เขาผ่านการฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์จากร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์อย่าง Restaurant André และ Les Amis ในปี 2019 เชฟอิน็อคตัดสินใจย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ และสร้างสรรค์ผลงานอาหารในสไตล์ของตัวเอง จนกลายเป็นที่รู้จ
ถ้าวันนี้คุณอายุ 40 ปี แล้วรู้สึกว่าเป็นวัยที่แก่เกินไป สายเกินเรียน ช้าเกินจะวิ่งไล่ตามฝัน ลองอ่านเรื่องราวของชายผู้นี้ วัย 40 ถ้ามองในมุมวิชาชีพอื่นอาจจะยังไม่มากเกินไป แต่ถ้ามองในสายอาชีพฟุตบอล วัยนี้ถูกมองว่าเป็นนักกีฬาที่ผ่านจุดพีกของชีวิตไปแล้ว ถ้าคุณเป็นนักกีฬาวัย 40 แล้วคิดเช่นนั้น ก็คงไม่มีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตได้อีก นี่คือหนึ่งในไฮไลต์ของฟุตบอลโลกปีนี้ เรื่องราวของ โจซิมา ดิอาส หรือ “โวซินญ่า” ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ด ประเทศเกาะเล็กๆ เรื่องราวของเขาอาจเป็นบทพิสูจน์ที่ดีที่สุดของคำว่า “ความฝันไม่มีวันหมดอายุ” จุดเริ่มต้นไวรัล หลังจบเกมที่เคปเวิร์ดเสมอสเปน 0-0 ในฟุตบอลโลกนัดประวัติศาสตร์ นอกจากภาพจังหวะเซฟอันยอดเยี่ยมของเขาที่ถูกแชร์ต่อทั่วโลก ยังมีภาพของชายผู้นี้ยืนร้องไห้อยู่กลางสนามด้วย หลายคนคิดว่าเขากำลังดีใจที่คว้ารางวัล Man of the Match แต่เรื่องราวเบื้องหลังหยดน้ำตานั้นมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่ามาก โวซินญ่า เล่าว่า จังหวะนั้นเขาคิดถึงคุณตาและคุณยายที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ทั้งคู่จากโลกนี้ไปแล้วก่อนที่จะได้เห็นวันที่หลานชายได้เล่นฟุตบอลโลก เขาคิดถึงแ
หากเอ่ยถึง “นมออร์แกนิกแบรนด์ไทย” เชื่อว่าหลายคนนึกถึงชื่อ “แดรี่โฮม” ธุรกิจนี้เริ่มต้นมาจากความตั้งใจของ คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น ที่อยากช่วยให้เกษตรกรโคนมไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการทำฟาร์มออร์แกนิกอย่างยั่งยืน จนกลายเป็น ฟาร์มโคนมออร์แกนิกแห่งแรกของไทย เขาได้นำน้ำนมคุณภาพมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกหลากหลายรูปแบบ ด้วยนวัตกรรมที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ แดรี่โฮม กลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในตลาด และครองใจผู้บริโภคมายาวนานกว่า 26 ปี เส้นทางการเติบโต และกลยุทธ์ ของแบรนด์นี้เป็นอย่างไร เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด จุดเริ่มต้นของ “แดรี่โฮม” คุณพฤฒิ เริ่มต้นชีวิตการทำงานในฟาร์มโคนมยักษ์ใหญ่ หลังจากเรียนจบสาขาสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอ ประกอบกับวงการโคนมมีปัญหามากมาย จึงผันตัว ออกมาทำธุรกิจเกี่ยวกับโคนม ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า “อยากช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม” เขายอมรับว่า ธุรกิจแรกล้มลุกคลุกคลานเป็นอย่างมาก เพราะจับธุรกิจใหญ่ของวงการโคนม อย่าง
การทำกายภาพบำบัดไม่เพียงช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ ผู้ป่วยกว่า 97% ไม่สามารถทำตามแผนการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง เพราะติดข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง และภาระเวลาของลูกหลานที่ต้องดูแล ช่องว่างดังกล่าวทำให้ “ชานนท์ อมรชัยศักดา” วิศวกรโยธาก่อตั้งแพลตฟอร์ม “OLDK” ให้บริการจองทำกายภาพบำบัดที่บ้านขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้สะดวกขึ้น วิศกรโยธาปั้นสตาร์ทอัพให้บริการด้านสุขภาพ อาชีพของชานนท์เป็นทั้งวิศวกรโยธาสายงานบริหารงานก่อสร้าง ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาบริหารโครงการหมู่บ้านจัดสรร และทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามาขายออนไลน์ ควบคู่กับการเป็นสตาร์ทอัพปั้นแพลตฟอร์ม OLDK บริการจองทำกายภาพบำบัดที่บ้าน ธุรกิจนี้เกิดจากการมองเห็นช่องว่างของบริการด้านสุขภาพ สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยที่เข้าสู่ระดับสูงวัยแบบสมบูรณ์มาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งมีอัตราการเพิ่มขึ้นปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าในปี 2574 จะแตะสัดส่วน 28% กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ซึ่งอาจเป็น “ระเบิดเวลา” ในการดูแลรักษาสุข
ใครจะคิดว่าโอกาสเล็กๆ จากการได้ “ชิ้นเนื้อทอด” จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เคยมีพื้นฐานด้านอาหารมาก่อน แต่กลายเป็นแบรนด์ที่กำลังเติบโต และพูดถึงมากขึ้นในตลาด วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณจั๊ม-สสิน วิโรจนาภิรมย์ เจ้าของแบรนด์ “เนื้อทอดเทวดา” ที่หลังจากเรียนจบมาเขาก็ได้รับภารกิจปั้นแบรนด์นี้ทันที จนสามารถสร้างรายได้กว่า 6 หลักต่อเดือน ปั้นแบรนด์ “เนื้อทอดเทวดา” คุณจั๊มเล่าว่า หลังจากเรียนจบที่มหาวิทยาลัยมหิดล อินเตอร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็ได้เริ่มต้นทำธุรกิจ “เนื้อทอดเทวดา” ซึ่งถือเป็นงานแรกในชีวิต แม้พื้นฐานครอบครัวจะทำธุรกิจก่อสร้าง และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสายอาหารมาก่อน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจาก “โอกาส” เมื่อคุณพ่อของเขาได้มีโอกาสลิ้มลองเนื้อทอดสูตรหนึ่งจากเพื่อน และมองเห็นศักยภาพของสินค้า ทั้งในแง่รสชาติและโอกาสทางการตลาด จากนั้นทางครอบครัวจึงตัดสินใจ “ซื้อกิจการเนื้อทอดเทวดา” เข้ามาพัฒนา พร้อมมอบหมายให้คุณจั๊มเข้ามารับหน้าที่บริหารเต็มตัว โดยมีโจทย์สำคัญคือการ “รีแบรนด์” ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งภาพลักษณ
จากจุดเริ่มต้นของการนำ “กล้วยน้ำว้า” ผลผลิตจากสวนของเกษตรกรไทย มาต่อยอดเป็นเมนูขนมพื้นบ้านอย่าง “กล้วยบวชชี และกล้วยปิ้ง” รวมถึงขนมไทยอีกหลากหลายรายการ วันนี้แบรนด์ “แม่ซู่กี๊ ขนมไทย” ภายใต้ บริษัท เจ เอช แอนด์ สโนว์ กรุ๊ป จำกัด ได้พัฒนาแนวคิดการแปรรูปวัตถุดิบไทยให้กลายเป็นขนมที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์รสชาติแบบไทย พร้อมวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จของขนมไทยบนชั้นเชลฟ์ ไม่ได้มีเพียงรสชาติที่คุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมาจากการบริหารวัตถุดิบต้นน้ำอย่างเป็นระบบ โดยบริษัทรับซื้อกล้วยน้ำว้าจากเกษตรกรเฉลี่ยกว่า 48,000 กิโลกรัมต่อเดือน เพื่อนำมาแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายเมนู พร้อมขยายพอร์ตสินค้าในเซเว่นฯ ถึง 12 รายการ ด้วยกำลังการผลิตกว่า 120,000 ชิ้นต่อวัน ทำให้แบรนด์แม่ซู่กี๊ ขนมไทยสามารถครองใจลูกค้าในเซเว่นฯ ได้อย่างต่อเนื่องจนธุรกิจเติบโต “คุณก้อง” ก้องปพัฒน์ เรืองจินดาชัยกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ เอช แอนด์ สโนว์ กรุ๊ป จำกัด เล่าย้อนกลับไปถึงเส้นทางการเข้าสู่ร้านเซเว่นฯ เริ่มต้นขึ้นในปี 2554 เมื่อบริษัทตัดสินใจนำสินค้าเข้าไปเสนอเป็นบิงซ
เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสได้ไปเดินแถวๆ พลับพลาไชย อีกหนึ่งชื่อที่อยู่เชื่อมกับย่านเยาวราช จะเป็นชุมชนที่มีไทย-จีน อยู่กันเยอะ อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหรือแหล่งธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดสำเพ็ง พาหุรัด และยังมีร้านอาหารดังๆ ให้ได้เข้าไปลองชิม แอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ หนึ่งในร้านดังคู่ย่านพลับพลาไชยมาเป็นเวลากว่า 70 ปี ส่งต่อความอร่อยระดับตำนานจากรุ่นสู่รุ่น จากร้านที่ไม่มีชื่อกลายเป็นร้านรางวัลการันตีมิชลิน 6 ปีซ้อน เดินเข้าไปในร้าน ได้พบกับคุณแอน-พรหมพร โอภาสจรัสเรือง วัย 49 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นลูกสาวคนเล็กในครอบครัวท่ามกลางพี่ชายทั้งหมด 4 คน เธอได้เล่าเรื่องราวตำนานความอร่อย กว่าจะเป็นแอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่อย่างทุกวันนี้ได้ ใช้เวลานานกว่า 10 ปี ทุกสิ่งที่ได้มาเพราะปริญญาชีวิต คุณแอนเป็นลูกคนที่ 5 ของครอบครัว เป็นลูกสาวคนเดียวในตระกูล มีพี่ชาย 4 คน ด้วยความเป็นครอบครัวคนจีน เขาก็จะเอ็นดูแต่ลูกผู้ชาย (เธอเล่าปนหัวเราะ) จึงทำให้เธอต้องทำงานตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ฐานะของครอบครัวไม่ได้มีความมั่งคั่งแต่อย่างไร ล้มลุกคลุกคลานกันมา พอถึงวัยเรียนก็เรียนโรงเรียนวัดแถวๆ นั้น เลิกเรียนมาก็ช่ว
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมือง แต่เสน่ห์ของ “นางเลิ้ง” หนึ่งในตลาดเก่าแก่ที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มานานนับกว่าร้อยปี ยังคงดึงดูดผู้คนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เข้ามาสร้างสรรค์ธุรกิจบนพื้นที่แห่งนี้ หนึ่งในนั้นคือ “Ssoundnamm” หรือ ซาวน์น้ำ คาเฟ่เล็กๆ ในตึกเก่า ที่นำความคลาสสิกของแผ่นเสียงมาหลอมรวมกับวัฒนธรรมไทย ผ่านสินค้าท้องถิ่น เครื่องดื่มและเมนูภายในร้านได้อย่างลงตัว ในคอลัมน์ Entrepreneur เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พาไปพูดคุยกับ คุณเงิน-ณพวุฒิ จุลไสย Co-founder ผู้ปั้นร้านซาวน์น้ำ ถึงจุดเริ่มต้นและการชูความเป็นไทยให้เป็นพื้นที่ของทุกเจเนอเรชัน จุดรวมความชอบของคู่รักสู่ธุรกิจ ซาวน์น้ำ เกิดขึ้นจากความชอบของ “คุณเงิน” และ “คุณอาย” รวิสรา ตั้งจิตรัตน์ คู่รักที่มีเส้นทางอาชีพหลักแตกต่างกัน คุณเงินทำงานด้านการเมืองและเป็นอาจารย์พิเศษประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ส่วนคุณอายทำงานเป็นแอร์โฮสเตส คนหนึ่งหลงใหลในแผ่นเสียงเก่าและเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย ส่วนอีกคนมีความสุขกับโลกของกาแฟ ทำให้ทั้งคู่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมาในตึกเก่าย่านนางเล
