SMEs
ปัจจุบันการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกวันนี้มีร้านอาหาร-คาเฟ่ เปิดใหม่อย่างมากมาย วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณวิป-กวี ไพศาลศิริวัฒน์ เชฟที่มีใจรักในการทำอาหาร ซึ่งเขาเคยเปิดร้านอยู่ต่างประเทศจนได้ลงนิตยสารชื่อดังมากมาย สู่การกลับมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวของตนเองย่านฝั่งธน ชื่อว่า ฮ่องกง 1983 ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยน้ำใส โดยเมนูนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากรสชาติที่เคยทานตอนเด็ก จนนำมาปรับสูตร ใช้เวลาเคี่ยวน้ำซุปนานกว่า 8 ชั่วโมง จนสามารถสร้างยอดขายเฉลี่ย 100 ชามต่อวัน จุดเริ่มต้น ‘ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อย’ คุณวิปเล่าถึงจุดเริ่มต้นของร้านนี้ว่าตนเองนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากร้านเนื้อเปื่อยย่านเยาวราชที่ทานมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งจะเป็นร้านที่ทานประจำ ณ ตอนนั้นจึงลองขอซื้อสูตรเขาดู แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเขาบอกว่าเรียนมาตั้งสูง อย่ามาขายก๋วยเตี๋ยวเลย หลังจากนั้นได้ไปทำงานเป็นเชฟอยู่ที่ต่างประเทศอยู่ประมาณ 3 ปี ทดลองทำสูตรด้วยตัวเอง เมื่อทำมาเรื่อยๆ ณ ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะเปิดร้านจริงจัง จนกระทั่งปี 2568 ที่ผ่านมา เกิดความไม่แน่นอนในชีวิต ต้องการหารายได้ที่ 2 และทำให้ตัดสินใจลาออกจากงาน ทำให้
จากจุดเริ่มต้นที่ต้องช่วยครอบครัวทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เขามีความอดทนและได้รับประสบการณ์จริง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างอาณาจักรฟาร์มไก่ไข่ที่แข็งแกร่ง นี่เป็นเรื่องราวของ คุณอรรณพ อัครนิธิยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร เครือแสงทอง–อัครา ผู้ที่การไม่ยอมแพ้ต่อวิกฤต จากการสร้างฟาร์มเล็กๆ สู่การปั้นแบรนด์ “AKARA” ให้กลายเป็นไข่ไทยคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จฟาร์มไข่ไก่ไทย คุณอรรณพ เล่าว่า ตนนั้นเติบโตมาในครอบครัวคนจีนย่านบางซื่อ ที่ต้องดิ้นรนทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก จากการช่วยครอบครัวทำสวนฝรั่ง ไปจนถึงช่วยแม่ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ทำให้เขาได้เรียนรู้การอ่านคน เข้าใจลูกค้า ฝึกการเจรจา และซึมซับความอดทนจากชีวิตจริง “สมัยก่อนผมมีความตั้งใจในการทำธุรกิจมาก คืออยากรวยกับเขาบ้าง ผมผ่านการทำงานมาหลากหลาย ทั้งการทำสวนทำไร่ตั้งแต่อยู่กับครอบครัว พอผมสร้างครอบครัวแล้ว มองไปถึงอนาคตของลูก ก็เลยมีโอกาสได้ทำฟาร์มไก่ไข่กับภรรยาขึ้นมา” การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เขาต้องย้ายจากกรุงเทพฯ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นครนายก และเป็นการนำไปสู่เส้นทางเกษตรกรรม
มีใครเคยอยากดื่มน้ำสมุนไพรเพียงเพราะ “อยากดื่ม” จริงๆ คำถามนี้คือจุดเริ่มต้นของ Amacha (อาม่าช่า) แบรนด์ชานมสมุนไพรจีนร่วมสมัยที่กำลังเป็นกระแสในสิงคโปร์ ผลงานของสองนักธุรกิจหนุ่ม อย่าง เซบาสเตียน อัง (Sebastian Ang) วัย 34 ปี และ อเล็กซ์ อึ้ง (Alex Ng) วัย 33 ปี ที่ร่วมกันเปลี่ยนภาพลักษณ์ “เนียงเชีย” น้ำเก๊กฮวยหรือน้ำสมุนไพรแก้ร้อนในแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มสุดฮิปที่วัยรุ่นต้องยอมต่อคิว จุดเริ่มต้นจาก “รสมืออาม่า” และความทรงจำวัยเด็ก เซบาสเตียน เล่าว่าไอเดียของ Amacha มาจากความผูกพันกับอาม่าที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก ในตอนนั้นน้ำสมุนไพรคือสัญลักษณ์ของความห่วงใยที่อาม่ามักจะต้มให้ดื่มเสมอ แม้ตอนเด็กเขาจะแอบบ้วนทิ้งเพราะเกลียดรสขมก็ตาม แต่เมื่อเติบโตขึ้นและคลุกคลีกับร้านขายยาสมุนไพรจีน เขากลับเริ่มหลงใหลในศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพ เขาไม่อยากทำร้านน้ำสมุนไพรแบบเก่าที่เน้นความขมเหมือนยา แต่เขาต้องการสร้างเครื่องดื่มที่คนหยิบดื่มเพราะความอร่อยและได้สุขภาพไปพร้อมกัน เขาจึงร่วมมือกับ อเล็กซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงเครื่องดื่ม ที่ยอมบินไปเรียนคอร์สสมุนไพรจีนที่กวางโจวและหูหนาน ประเทศจีน เพ
ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ทีไร ชวนให้นึกถึงกลิ่นหอมรัญจวนสดชื่นของน้ำอบ ตามการบอกเล่า คนไทยใช้น้ำอบเป็นเครื่องประทินผิวมาตั้งแต่สมัยโบราณ มาปัจจุบัน เราได้เห็นการใช้น้ำอบในพิธีสำคัญ เช่น การสรงน้ำพระพุทธรูป หรือการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ซึ่งแบรนด์ที่ครองใจคนทุกยุคทุกสมัย คือ น้ำอบนางลอย ตำนานความหอมเก่าแก่กว่า 100 ปี คุณน๊อต-ดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง ทายาทรุ่น 4 น้ำอบนางลอย เล่าย้อนถึงที่มาที่ไปของน้ำอบนางลอย ให้ฟังว่า “น้ำอบ” ถือเป็นเครื่องหอมที่คนสมัยโบราณนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องประทินผิว การทำน้ำอบจะใช้ดอกไม้สดที่มีกลิ่นหอม นำมาอบ ร่ำ ในน้ำให้มีกลิ่นหอมเย็นเป็นธรรมชาติ ซึ่งต้องทำใช้ทุกวัน เพราะอายุการใช้งานสั้น โดยหลักฐานการใช้น้ำอบไทย หรือเครื่องหอมแบบไทยมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และต่อเนื่องมาในสมัยอยุธยาตอนปลาย สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ทรงโปรดปรานการใช้น้ำอบ น้ำปรุงมาก โดยมีการเผยแพร่สูตรให้ประชาชนทั่วไปได้ทำใช้ จนมาถึงรัชกาลที่ 5 เริ่มมีการนำเข้าสินค้าฝรั่ง เช่น น้ำหอมฝรั่ง ซึ่งมีกลิ่นหอมติดทนนาน อายุการใช้งานนาน คุณย่าเฮียง หรือ แม่เฮียง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิธีการปรุงน้ำอบไทยมาจากเพื่อนข
“เจมส์ 500 เฟ็ดเฟ่” ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ทำตามฝัน งบบานปลาย สร้างอาณาจักรลานกางเต็นท์ ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน สายยูทูบเบอร์ สายคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ต้องรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี แก๊งเพื่อนๆ ที่รวมตัวกันสร้างช่องที่มีความแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า โดยใช้ชื่อช่องว่า fedfeclip และวันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับ คุณเจมส์-ปทาน อุ้มมีเพชร หรือ เจมส์ 500 ที่หลายๆ คนรู้จัก แต่ไม่ได้คุยกันในพาร์ตของยูทูบเบอร์ แต่จะเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของการเป็นผู้ประกอบการที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ที่มาที่ไป เดิมคุณเจมส์เป็นยูทูบเบอร์ เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์มาก่อน ก็จะทำคลิปต่างๆ กับกลุ่มเพื่อนของเขา จนเป็นที่รู้จักในแวดวงนี้ “จริงๆ ก็ทำยูทูบเบอร์มาก่อน เป็นแบบแก๊งจัญไรในยูทูบไรงี้ จริงๆ ก็คือแก๊งแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า ตลกโปกฮา แอ๊กชันเจ็บตัว ชื่อว่าแก๊งเฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์ด้วย เห็นหน้าตาเหี้ยมๆ แบบนี้แต่ก็เป็นบอยแบนด์ได้” คุณเจมส์ เล่า แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ คุณเจมส์ได้พูดออกมาคำหนึ่งว่า “เจ๊ง” ก็เริ่มเดินไปต่อยากขึ้นด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เขาเลยหันตัวเองมาทำในสิ่งที่ชอบ และคิดว่าเป็นตัวเองมากขึ้น นั่นคือ เกษตรใ
รู้หรือไม่ว่าสินค้ามือสองที่อาจจะดูไร้ค่าในสายตาใครหลายคน อาจจะกลายเป็นขุมทรัพย์มหาศาลสร้างรายได้หลักล้าน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ โจเซลิน เอลิซาเบธ คุณแม่มือใหม่ที่เคยทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยการตลาด สู่การผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการซื้อของมือสองมาขายต่อ จนสามารถทำเงินได้มากกว่า 13 เท่า จุดเริ่มต้น เธอเล่าว่า ในปี 2011 พ่อของเธอซื้อโคมไฟมาจากตลาดมือสองในราคา 5 ดอลลาร์ หรือ (ประมาณ 160 บาท) แต่ถึงแม้ว่าโคมไฟดวงนี้ไม่ได้ดูหรูหราหรือเป็นของใหม่ แต่พ่อของเธอมั่นใจว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด บวกกับตอนนั้นเธอบังเอิญไปเจอโคมไฟรุ่นเดียวกันในสภาพดี ที่วางขายบน eBay ในราคา 70 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,200 บาท) ในเวลาต่อมา เธอจึงตัดสินใจไปเลือกซื้อของมือสองทันที โดยตั้งใจว่าจะนำมาขายทำกำไรต่อผ่านช่องทางออนไลน์ ตอนที่เธอเริ่มนำมาของมือสองมาขายต่อ ตอนนั้นเธอทำงานพาร์ทไทม์ด้านการตลาดในบริษัทแห่งหนึ่ง และมีรายได้เพียง 14 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 450 บาท) หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เริ่มออกเดินทางไปตามงานแสดงของเก่า ของวินเทจ และของสะสมมือสอง จนเริ่
จากร้านขนมไทยเจ้าดังในออนไลน์ “ยายทำให้หลานขาย” ต่อยอดสู่ “คาเฟ่ขนมไทยริมน้ำ” ด้วยความตั้งใจอยากมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าที่อุดหนุนกันมายาวนาน 6 ปี โดยหวังให้ลูกค้าได้สัมผัสกับบรรยากาศริมน้ำ และธรรมชาติสุดร่มรื่น พร้อมทานขนมไทยในรสชาติคุ้นเคยหลากหลายเมนู วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับ คุณปู-อนงค์นาฎ สุหาลา เจ้าของร้านยายทำให้หลานขาย ในคอลัมน์ #YoungEntrepreneur เกี่ยวกับการต่อยอดเปิดคาเฟ่ขนมไทยริมน้ำ ที่ใช้เวลาเตรียมทุกอย่างเพียง 20 วัน และสามารถสร้างยอดขาย 2 หมื่นบาทในวันแรกที่เปิดให้บริการ ต่อยอดเปิดคาเฟ่ริมน้ำ คุณปู เล่าให้ฟังว่า หลังจากประสบความสำเร็จจากการเปิดหน้าร้าน และดีลิเวอรีมานาน 6 ปี เป้าหมายของแบรนด์ที่อยากจะทำต่อไป คือการเปิดคาเฟ่ขนมไทยริมน้ำ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าที่เป็นแฟนคลับยายทำให้หลานขายมายาวนาน รวมถึงสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น “โจทย์ของเราชัดเจนมาก ต้องเป็นริมน้ำ เพราะเราชอบบรรยากาศริมน้ำ มีต้นไม้ มีดอกไม้เยอะๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่น และผ่อนคลาย ประกอบกับปีนี้เรามีจังหวะและพร้อมในเรื่องของพื้นที่ มีเจ้าของบ้านย้าย
จาก Pain Point ของเด็กมัธยมที่อยากออกกำลังกายแต่รู้สึกเบื่อที่ต้องกรอกจำนวนแคลอรีอาหารทุกอย่างลงในแอปทำให้เขาสร้าง Cal AI แอปที่สามารถคำนวณแคลอรีเพียงแค่ถ่ายรูปอาหาร โดยใช้ AI ในการประมวลผลลัพธ์ เรื่องราวของ Zach Yadegari เด็กหนุ่มที่เรียนรู้การเขียนโค้ดตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยได้แรงบันดาลใจจากความชื่นชอบเล่นเกมออนไลน์อย่าง Minecreaft จนแม่ของเขาส่งไปเรียนภาคฤดูร้อน และได้กลับมาเรียนรู้การเขียนโค้ดเพิ่มเติมผ่านคลิปในยูทูบ พร้อมกับทักแชตไปหานักพัฒนาโปรแกรมคนอื่นๆ เพื่อขอคำแนะนำ จากความพยายามนี้ ทำให้ปัจจุบันเขากลายเป็น CEO ในวัย 18 ปี โดยใช้เวลาในช่วงเตรียมสอบเข้ามหา’ลัย สร้างธุรกิจ Cal AI แอปคำนวณปริมาณแคลอรีจากภาพถ่าย สามารถสร้างรายได้ 44 ล้านบาทต่อเดือน เขียนโค้ดตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จากแรงบันดาลใจในการเล่นเกมออนไลน์อย่าง Minecraft ทำให้คุณแม่ของ Zach Yadegari ส่งไปเข้าค่ายฤดูร้อนเพื่อเรียนรู้การเขียนโค้ดตอนอายุ 7 ขวบ จากนั้นเขาก็เริ่มดูวิดีโอสอนเขียนโปรแกรมบน YouTube พร้อมทั้งส่งข้อความส่วนตัวไปหาโปรแกรมเมอร์และผู้สร้างคอนเทนต์คนอื่นๆ ที่เขาเห็นในออนไลน์เพื่อขอคำแนะนำ ต่อมา ตอนมัธยมเขาได้ส
จากฟรีแลนซ์สายโปรดักชัน ที่ทำเองทุกอย่างตั้งแต่ครีเอทีฟ ถ่ายทำ และตัดต่อ สู่การผันตัวมาเป็นแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ ที่ขายเพียงชามละ 25 บาท วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณซอมพอ-ปาลิตา ชาลีพจน์ เจ้าของร้าน “ความลับของก๋วยเตี๋ยว” ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่เทสต์ดี ในเชียงใหม่ ที่หากใครเคยไถฟีดในติ๊กต็อกอาจจะเคยเห็นคลิปเท่ๆ ที่มีควันก๋วยเตี๋ยวลอยอยู่ ประกอบกับเพลงสุดเพราะที่ช่วยเพิ่มดาเมจความเทสต์ดีของคลิป โดยเป็นร้านที่เกิดจากความชอบและมีการพัฒนาสูตรจนถูกปาก ต่อมาได้สร้างคอนเทนต์สุดครีเอทีฟ ด้วยการตั้งกล้องถ่ายและเซตติ้ง ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ เป็นเหมือนคลับดีเจ ที่เมิกซ์เพลงเทสต์ดี ดึงดูดความน่าสนใจและความต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป จนสามารถสร้างยอดขายพุ่งเกิน 400 ถ้วยต่อวัน จากงานโปรดักชันสู่แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ แม้ว่าเธอจะเรียนจบนิเทศศาสตร์ สาขาการแสดง แต่งานที่ทำนั้นจะเกี่ยวกับด้านโปรดักชัน ที่เป็น One Man Production ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่ครีเอทีฟ ถ่ายทำ ไปจนถึงตัดต่อ “จุดเริ่มต้นจากอยากเปลี่ยนงาน พอทำงานโปรดักชันมาพักใหญ่ ก็รู้สึกว่าเราคงไม่สามารถทำงานนี้ไปได้ตลอ
จุดเริ่มคือหญิงสาวจากเกาะเล็กๆ กลางอ่าวไทย ที่หลงใหลในภาษาอังกฤษ หลังเรียนจบปริญญาตรี จึงข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาความรู้เพิ่มเติมถึงสหรัฐฯ ใช้ชีวิตเมืองนอกอยู่ประมาณ 5 ปี ก่อนกลับมาหางานทำที่เมืองไทย ผ่านงานประจำมาหลายอย่าง กระทั่งอายุได้ราว 30 ปีจึงตัดสินใจแต่งงาน “พอมีลูกได้อยู่กับตัวเอง เพิ่งมารู้ตอนนั้นว่าตัวเองชอบทำอาหาร พอวันว่างจะดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับการทำอาหาร ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับอาหาร เมื่อมีเวลาจะไปซื้อของมาทำ วนอยู่อย่างนี้ แต่ไม่คิดว่าจะมาเปิดร้านอาหาร จะมาเป็นเชฟ” คุณแอน-อังคณา เอี่ยมสอาด เจ้าของเรื่องราว เล่าให้ฟังอย่างนั้น ก่อนคุยต่อ พอลูกคนที่ 2 เข้าโรงเรียนแล้ว ยิ่งว่างมากขึ้น เลยพยายามค้นหาตัวเอง หาว่าตัวเองชอบอะไร Passion คืออะไร จนได้คำตอบ “อยากเปิดร้านอาหาร” เลยไปเทกคอร์สจากหลายสำนัก รวมถึงศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหาร ก่อนตัดสินใจเปิดร้านอาหารร้านแรก สไตล์ “ไทยโอมะกาเสะ” บรรยากาศริมน้ำแถวนครปฐม กระทั่งปัจจุบัน คุณแอน อังคณา กลายเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารหลายสเกล เจาะฐานลูกค้าแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป อย่าง บ้านดาหลา บาย อังคณา เป็นร้านอาหารใต้
