SMEs
หมดยุคของลาบูบู้แล้วหรือยัง? หากย้อนกลับไปปี 2024 ตุ๊กตา Labubu ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างมาก เกือบทุกคนต้องมีไอเทมนี้ห้อยติดกระเป๋า ซึ่งผู้ที่จุดกระแสความแมสนี้เกิดจาก “ลิซ่า Blackpink” ที่ทำให้ดังไปทั่วโลก และทำเอาอาร์ตทอย ของ Pop Mart ต่างพากัน Sold Out ของหมดสต๊อก ไม่มีให้ซื้อสักตัว เพราะมีเหล่าพ่อค้าคนกลางกว้านซื้อไปอัปราคากันเป็นแถบ แต่ดูเหมือนว่าถึงเวลาต้องบอกลาเจ้าเอลฟ์ ฟันแหลม หูกระต่ายตัวนี้เร็วกว่าที่คิด เพราะไม่นานมานี้ มีตุ๊กตาตัวใหม่ที่กำลังฮิตอยู่ใน Xiaohongshu ตอนนี้ ในคอลัมน์ #Reviews “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปรู้จักกับ Fuggler ตุ๊กตามอนสเตอร์ที่เหล่าพี่สาวจีนให้ฉายาว่าเป็นคู่แข่ง Labubu ชวนรู้จัก Fuggler ตุ๊กตาฟันปลอม ตากระดุม สุดแปลก Fuggler (ฟักเกลอร์) หรือ Funny Ugly Monsters ตุ๊กตามอนสเตอร์ฟันปลอม หน้าตาประหลาด หรือ Ugly Toy ที่ทำลายภาพลักษณ์ความน่ารักของตุ๊กตาแบบดั้งเดิม เพราะแต่ละตัวเกิดมาเพื่อก่อความวุ่นวายทุกที่ที่ไป มีลักษณะไม่เหมือนตุ๊กตาทั่วไป โดยจะมีฟันคล้ายมนุษย์ ดวงตาว่างเปล่า ท่าทางชวนขนลุก และรูก้นที่มีกระดุมติดอยู่ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะต
มูลค่าตลาดไข่ไก่ในประเทศไทย เรียกได้ว่ามีอัตราสูงอยู่ไม่น้อย หลังจากที่ได้คุยกับ คุณชาณุวัฒณ์ สิวะโมกข์ ประธานบริษัท คิงส์เอ้กส์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของฟาร์มไข่ไก่ King Eggs ราชาไข่ไก่ แบรนด์ไข่ไก่ชั้นนำของประเทศไทย เริ่มต้นมาจาก สุนทรฟาร์ม ธุรกิจฟาร์มไข่ไก่ของครอบครัวที่ได้ถูกพัฒนาและต่อยอด คุณชาณุวัฒน์เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาสานต่อและขยายกิจการ กลุ่มลูกค้าหลักๆ เป็นพ่อค้าคนกลางที่รับไปกระจายต่อผู้บริโภค ซึ่งวิสัทัศน์ของ King Eggs คือมีไข่ที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ เป็นไข่ที่ผู้ค้าต้องการขาย และเป็นบริษัทที่พนักงานอยากทำงานด้วยมากที่สุด โดยคุณชาณุวัฒณ์ ได้เล่าถึงมูลค่าตลาดไข่ไก่ว่า “ไข่ไก่ในประเทศไทย ตอนนี้ผลิตออกมาอยู่ที่ 55 ล้านฟองต่อวัน คูณราคา 3.40 บาทเข้าไป เท่ากับว่าจะมีมูลค่าถึง 187 ล้านบาทต่อวัน หรือ มูลค่าเท่ากับ 68,255 ล้านบาทต่อปี” แต่ในมุมมองของคุณชาณุวัฒณ์ มีความตั้งใจอยากนำพา คิงส์เอ้กส์ ไปสู่ตลาดใหม่ เพื่อเจาะกลุ่มคนในเมืองที่ต้องใชีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความสะดวกสบายมากขึ้น เลยตั้งเป้าอยากจะต่อยอดเป็นนวัตกรรมขายไข่ผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและเป็นเจ้าแรกในไท
“อย่าปล่อยชีวิตหรือลมหายใจของเราออกไปวันๆ หนึ่ง โดยไร้ประโยชน์” เชื่อว่าคนทุกคนไม่อยากที่จะเป็นลูกจ้างของใครไปทั้งชีวิต ต่างหาหนทางในการเป็นเจ้าของธุรกิจ ถึงแม้จะประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นล้วนเป็นประสบการณ์ เป็นเสมือนรากฐานตั้งรับให้ตัวเองมีความเข้มแข็งมากขึ้น คุณพรเทพ สกลกาญจนพร วัย 78 ปี เจ้าของร้านกินติมโฮมเมด อดีตพนักงานบริษัทเอกชนที่ลาออกทิ้งเงินเดือนหลายหมื่น มาเปิดบริษัทเป็นของตนเองกับเพื่อน และสุดท้ายล้มเหลว กลายเป็นหนี้ จนสุดท้ายต้องกลับเข้ามาสู่วงโคจรของการเป็นลูกจ้างอีกหน เรื่องราวชีวิตหลังเกษียณ ต้องเผชิญกับปัญหาที่หลายหลากถาโถมเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะปัญหาทางการเงิน ปัญหาทางครอบครัว จนสุดท้ายจำต้องออกจากบ้านมา พร้อมเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต เปิดบริษัทแล้วล้มเหลว เกือบหมดตัว ไอศกรีมชุบชีวิต อย่างที่ได้เล่าไปข้างต้นว่า เปิดบริษัทแล้วล้มเหลว หลังจากเกษียณจากงานมาก็ต้องมาเจอกับปัญหาต่างๆ จึงตัดสินใจออกจากบ้านมาพร้อมเงินที่เหลืออยู่ ในเงินก้อนนั้น เขาเองได้ตัดสินใจซื้อสิ่งที่จำเป็น คือระกระบะคันเก่าๆ ในราคา 50,000 บาท ที่พอจะพาเขาไปหาอ
จากปัญหา “ขยะเศษหนัง” ที่มีปริมาณนับหมื่นตันต่อปี ส่งผลกระทบมากมายต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดแนวคิดแก้ปัญหาขยะ ด้วยการวิจัยและพัฒนานานถึง 2 ปี จนสามารถสร้างหนังรีไซเคิล ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง และยังสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ทั้ง กระเป๋า ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น ในคอลัมน์ #Sustainability “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ชวนไปคุยกับแบรนด์ THAIS ECOLEATHERS (ธาอีส อีโคเลทเธอร์) ผู้ผลิตนวัตกรรมเครื่องหนังรีไซเคิล แบรนด์คนไทย ที่เปลี่ยนขยะเศษหนัง สู่หนังรีไซเคิล แบบ ECO 100% คุณธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เล่าให้ฟังว่า THAIS เกิดจากความหลงใหลในเครื่องหนัง ถึงขั้นไปเรียนการตัดเย็บเครื่องหนัง จนทำให้พบข้อมูลสำคัญว่า กระบวนการผลิตสินค้าเครื่องหนังสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า รองเท้า หรือเฟอร์นิเจอร์ วัสดุหนังที่ถูกใช้งานจริง มีเพียงประมาณ 60% เท่านั้น ส่วนเศษหนังชิ้นเล็กชิ้นน้อยต้องถูกทิ้งเป็นขยะ ซึ่งยากต่อการย่อยสลายหรือทำลาย ไม่ว่าจะเป็น การฝังกลบหรือเผาทิ้ง ล้วนก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องหนังเติบโตมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิ
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ย่านค้าขายสำคัญของกรุงเทพฯ ไม่ได้คึกคักไปด้วยร้านกาแฟหรือร้านอาหารสมัยใหม่ แต่เต็มไปด้วยร้านค้าส่งผ้าที่เรียงรายกันอย่างหนาแน่น และหนึ่งในนั้นคือร้านค้าส่งผ้าของ ลุงป๋อง-ภิรมย์ สุขะจินตนากาญจน์ อายุ 63 ปี ชายผู้ที่วันหนึ่งตัดสินใจเลิกธุรกิจค้าผ้าที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟู เพื่อหาหนทางใหม่ในยุคที่การค้าการขาย ค่อนข้างจะเดินไปอย่างยากลำบาก นั่นคือการทำขนมปังปิ้งหอมกรุ่นในร้านเล็กๆ จุดเริ่มต้นจากธุรกิจผ้า สู่การลงทุนครั้งใหม่ในวัย 60 ป ลุงป๋อง เล่าถึงเส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากร้านขายผ้ามาทำร้านขนมปังว่า เมื่อก่อนตรงนี้เป็นร้านขายส่งผ้า ร้านของเขาตั้งอยู่ใกล้กับตลาดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าส่งผ้าเช่นเดียวกัน ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะช่วงที่ทองคำมีราคาเพียงบาทละ 9,000 บาท กำไรจากการขายผ้าของลุงป๋องเคยแตะ 7 หลักต่อปี ถือเป็นธุรกิจที่มั่นคงและน่าทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนแปลง การแข่งขันสูงขึ้น และที่สำคัญคือ “ต้นน้ำ” หรือการผลิตในโรงงานมีต้นทุนที่ถูกลงมาก ทำให้ธุรกิจค้าส่งอย่างเขาต้องเจอกับคว
ธุรกิจนี้เกิดจาก Painpoint ของ Leila Quraishi ที่ตอนนั้นเธอยังเป็นเด็กมัธยมปลาย ที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ เธอจึงทำแบรนด์ถุงเท้า Nudesox ที่มีสีกลมกลืนกับสีผิว ใช้วัสดุดี ไม่หลุดง่าย จนกระทั่งในปีนี้เธอตั้งเป้าว่าจะขายสินค้าให้ได้มากกว่า 30,000 คู่ และทำรายได้แตะหลัก 7 หลักในปี 2026 จุดเริ่มต้น Leila Quraishi เล่าว่าเธอเริ่มธุรกิจ Nudesox ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย หลังจากพบปัญหาว่าถุงเท้าที่ขายอยู่ตามท้องตลาดนั้น หลุดง่าย ไม่มีรองรับแรงกระแทก และสีไม่กลมกลืนกับผิว จึงปิ๊งไอเดียทำไมถุงเท้าสีผิวที่ดูแฟชั่นและใส่สบายขึ้น “ในตอนนั้นเราก็หาถุงเท้าแบบที่ต้องการไม่ได้เลย เพรามันใส่ไม่สบาย หลุดง่าย ไม่นุ่ม แถมยังไม่คลุมเท้าอีกด้วย แล้วเราก็ไม่ชอบถุงเท้าที่มีสีสันสดใส เลยคิดว่าน่าจะมีอีกหลายคนที่คิดแบบเดียวกัน” โดยกว่าที่ Nudesox จะมีสินค้าตัวแรกออกมา เธอใช้เวลาถึง 2 ปีเต็ม ในการเลือกผู้ผลิตที่เข้าใจในคอนเซ็ปต์นี้ โดยเริ่มต้นด้วยเงินทุนของตนเองประมาณ 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 360,000 บาท) ซึ่งเธอไม่ได้มีการระดมทุนจากภายนอกเลย และทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากธุรกิจจะถูกนำไปลงทุนเพื่อขยายกิจกา
“กล้วย” ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้ประจำบ้านของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลไม้ไทย เปิดช่องทางการจำหน่าย กล้วยไทย 4 สายพันธุ์ยอดนิยม ได้แก่ กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ และกล้วยเล็บมือนาง ให้มีจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ รวม 530,000 ลูกต่อวัน พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปโดยผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และคู่ค้า SMEs เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครบห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ “สวน” จนถึง “มือผู้บริโภค” เชลฟ์ “กล้วยเซเว่น” ขับเคลื่อนเกษตรกรไทยกว่า 2,200 รายใน 43 จังหวัด จากความตั้งใจของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ต้องการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย “กล้วยเซเว่น” ถือเป็นจุดเชื่อมระหว่างแรงปลูกของเกษตรกร กับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ ปัจจุบัน เซเว่นฯ รับซื้อกล้วยสดจากเกษตรกรและเครือข่ายผู้รวบรวม กว่า 2,200 ราย จาก 43 จังหวัดทั่วประเทศ กล้วยเฉลี่ย 530,000 ลูกต่อวัน ผ่านความร่วมมือกับ SME ผู้รวบรวมผล
ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน การขยับตัวของภาคการเมืองในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัปนวัตกรรมไทย “ShooShoke (ชูชก)” ได้ส่งมอบเครื่องย่อยเศษอาหาร “ShooShoke Home Mini” (ขนาด 1–3 กิโลกรัม) ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อติดตั้งและใช้งานจริงภายในที่ทำการพรรคฯ โดยเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากองค์กร ครัวเรือน ก่อนจะขยายผลไปสู่นโยบายระดับมหภาค ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ นายกรณ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เรื่องนี้ต้องเป็นวาระเร่งด่วน เพราะข้อมูลจาก Food Waste Index 2024 ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า คนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ที่อยู่ที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ส่งผลให้ไทยครองแชมป์อันดับ 2 ของอาเซียนในเรื่องการสร้างขยะอาหาร “ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมาย SDGs ให้ทุกประเทศต้อง ลดปริมาณขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2030 นั่นหมาย
คุณฌอน–ชวนล ไคสิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของร้าน เคยให้ข้อมูลแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์เรียกได้ว่าเริ่มจากศูนย์อย่างแท้จริง เพราะครอบครัวเป็นลูกหลานชาวจีน คุณแม่มีอาชีพเป็นช่างเสื้อ จึงคลุกคลีกับการทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อโตขึ้นเขาเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะชื่นชอบบรรยากาศการทำงาน และอยากเจริญรอยตามญาติที่เป็นสถาปนิก “จุดที่ทำให้เริ่มหันมาสนใจเรื่องการทำเสื้อผ้าอย่างจริงจัง มาจากการทำละครเวที ที่จะมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกัน และผมจะได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องเสื้อผ้านักแสดง มาตั้งแต่ปี 1 ด้วยเหตุผลเดียวเลยคือ ที่บ้านเรามีร้านตัดเสื้อ เพราะคุณแม่เป็นช่างตัดเสื้อ ชุดต่างๆ ต้องออกแบบชุดให้ตรงกับคาแร็กเตอร์ของตัวละครนั้นๆ ฝ่ายออกแบบจะวาดรูปมาให้ แล้วเอาไปตัดที่ร้านแม่ ผมเลยได้ลองจับๆ ทำๆ จนซึมซับความรู้ด้านการตัดเย็บทุกอย่างมาจากแม่ และกลายเป็นความสนใจในด้านนี้” คุณฌอน กล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้ม และเล่าต่อ คุณแม่ของเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าลูกโตมาจะมาทำเสื้อผ้าขาย เพราะสำหรับแม่ การเป็นช่างเสื้อกับการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์นั้น
“คาเฟ่จ่าวอัน” จากร้านกำลังจะเจ๊ง สู่ออร์เดอร์ 30 แก้วใน 4 นาที! ด้วยกลยุทธ์คอนเทนต์ ความสำเร็จที่เกินคาด การเริ่มต้นธุรกิจคาเฟ่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เนื่องจากปัจจุบันมีร้านกาแฟเปิดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันสูง ซึ่งถ้าเกิดว่าร้านไหนที่ไม่ได้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน อาจจะทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ไหว วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงอยากนำเสนอเรื่องราวของ คุณศิฑ-ศิรพงศ์ ศุภภัทรเศรษฐ์ อายุ 25 ปี จบการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ แต่มีแพชชันที่อยากจะทำร้านคาเฟ่ & บาร์ ตัดสินใจทุ่มงบ 3 ล้านบาท รีโนเวตโกดังเก่าแก่ย่านเยาวราชของอากง จึงเกิดเป็นร้าน JAO.UN – 早安 (จ่าวอัน) แต่แล้วเมื่อเปิดร้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ยอดขายกลับซบเซา บางวันแทบจะไม่มีลูกค้า ทำให้เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำให้ร้านไม่เจ๊งและอยู่ต่อไปได้ จึงเริ่มทำคอนเทนต์ลงติ๊กต็อกชื่อช่องว่า กรรมกรคาเฟ่ จากผู้ติดตาม 0 คน จนปัจจุบันมีผู้ติดตาม 95.3k คน ซึ่งจะเป็นการทำคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ อัดคลิปชงชา พาไปซื้อผลไม้ พาไปเที่ยว ทำให้คนที่เลื่อนผ่านเกิดความสนใจ และรู้สึกชอบ จนเกิดเป็นไวรัลคลิปชาผลไม้ ที่มีคนดูหลักล้าน และมีลู
