SMEs
ในยุคที่เกษตรกรไทย ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวนและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แค่เก็บเกี่ยวแล้วส่งขาย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมต้องการความ “สะดวกทาน” กล้วยหอมทอง เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ได้รับความนิยมในเซเว่น อีเลฟเว่น ด้วยรสชาติ หอมหวาน เนื้อนุ่มแน่น มีคุณค่าทางโภชนาการ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ แต่เบื้องหลังความอร่อยนี้ ยังมีอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อเซเว่น อีเลฟเว่น เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย 2,010 รายทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” และเพื่อให้กล้วยหอมทองที่วางจำหน่ายมีคุณภาพดี เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการสนับสนุนเกษตรกรปลูกกล้วยหอมทองทั่วประเทศ จำนวน 2,010 ราย จาก 43 จังหวัด อาทิ จังหวัดเพชรบุรี นครปฐม ปทุมธานี จันทบุรี กาญจนบุรี อุดรธานี ตาก และสตูล เป็นต้น ในการร่วมคัดเลือกพันธุ์ การดูแลผลผลิต ไปจนถึงการรับซื้อตามมาตรฐาน พร้อมให้คำแนะนำระบบ โรงแพ็กกล้วย เพื่อคัดเลือกและจัดส่งถึงสาขาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กล้วยหอมทอง สด สะอาด และได้มาต
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผย รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2568 พบว่า ภาพรวมตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย การจ้างงานเพิ่มขึ้น 0.02% อยู่ที่ 39.5 ล้านคน ขณะที่การจ้างงานภาคเกษตรกรรมหดตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 0.9 ด้านค่าจ้างแรงงานโดยรวมลดลง 1.9% แต่แรงงานในระบบเพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่ภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น 2.4% อยู่ที่ 14,370 บาทต่อเดือน อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% หรือ 3.7 แสนคน ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า โดยผู้ว่างงานที่จบอุดมศึกษายังมีสัดส่วนสูงเกือบ 2% ส่วนผู้เสมือนว่างงานอยู่ที่ 2.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร ขณะที่องค์กรต่างๆ ปรับสัญญาการจ้างงานจาก “พนักงานประจำ” เป็น “สัญญาจ้างชั่วคราว” โดย 2 ปีที่ผ่านมามีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวและต้องการลดต้นทุนองค์กรในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า ส่วนชั่วโมงการทำงานที่ลดลง ในภาคเอกชนยังไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก โดยเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม หากแนวโน้มการส่งออกยังคงอยู่ในระดับเดิม ชั่วโมงการทำงานจะปรับตัวดีขึ้น นายดนุ
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” “เงิน” เป็นปัจจัยหลักของร้านอาหาร ทำร้านอาหารก็เพราะอยากได้เงิน แต่จะได้เงินคนอื่นเขามาต้องออกเงินตัวเองไปก่อน การทำร้านอาหารไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่จึงต้องมีแผนธุรกิจ อย่าใช้ตำรา “เข้ากระเป๋าซ้าย ออกกระเป๋าขวา” เพราะไปๆ มาๆ มันควักวุ่นวายซ้ายขวาไปหมด ยิ่งเป็นคนที่มีหลายกิจการต้องใช้จ่ายเสมอ เอาอันโน้นไปใส่อันนี้ เอาอันนี้ไปใส่อันนั้น เลยไม่รู้ว่าอันไหนกำไรขาดทุนยังไง แผนธุรกิจเล็กๆ แค่ตั้งไว้ในใจว่า จะเปิดร้านอาหารหรือแค่แผงลอยจะใช้เงินทุนสักเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่ถึงจะคืนทุนหรือมีกำไร “อย่าลงทุนเกินตัว” “อย่าจมไม่ลง” และรู้จักคำว่า “ประหยัด” อะไรที่เราทำเองได้จงทำ อะไรที่ทำไม่ได้ ต้องเสาะแสวงหาแหล่งที่ให้ข้อเสนอดีที่สุดก่อน คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ถ้าได้จ่ายน้อยแต่ได้ประโยชน์สูงยิ่งดี ตัวอย่างของการใช้จ่ายเกินตัว เกินงบประมาณ จมไม่ลง ไม่รู้จักประหยัดมีเยอะ เพื่อนผมคนหนึ่งก่อนเปิดร้านให้คนครัวทำอาหาร ทดลองอาหาร ชิม เบ็ดเสร็จกว่าจะทดลองเสร็จหมดไป 30,000 บาท ผมรู้เข้าต้องอ้าปากค้าง “หา!” อุแม่เจ้ารายการอาห
จากอดีตนักโทษ เรียนทำอาหารในเรือนจำ สู่เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารชื่อดัง 7 สาขาในอเมริกา เรื่องราวของ Ali Elreda เริ่มต้นในเมืองเบลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งชีวิตของเขาต้องพลิกผันเมื่อถูกตัดสินจำคุกในคดีค้ายาเสพติดในปี 2007 ทำให้เขาต้องใช้เวลาถึง 6 ปีในเรือนจำ แต่แทนที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา เขากลับใช้เวลาในคุกเพื่อพัฒนาทักษะการทำอาหาร โดยเริ่มทำอาหารให้เพื่อนนักโทษในโรงอาหาร ก้าวใหม่บนเส้นทางสายอาหาร หลังจากพ้นโทษในปี 2011 Ali ไม่ได้ย่อท้อต่ออุปสรรค เขาเริ่มต้นใหม่ด้วยการทำงานในร้านขายเนื้อของลูกพี่ลูกน้อง และด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถ เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารร้านในปี 2012 หลังจากสั่งสมประสบการณ์มา 4 ปี Ali ก็ตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการขายร้านเดิมในราคา 125,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 4 ล้านบาท) เพื่อนำเงินทั้งหมดมาลงทุนในความฝันของตัวเอง นั่นคือการเปิดร้านอาหารที่มีชื่อว่า “Fatima’s Grill” ในปี 2016 สูตรลับความสำเร็จ การผสมผสานที่ลงตัว Ali นำภูมิหลังของตัวเองมาเป็นจุดแข็ง โดยผสมผสานอาหารเม็กซิกันซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เขาเติบโตมาเข้ากับอาหารเมดิเตอร์เรเนียนสไตล์เลบานอนที่เป็
บทความโดย : มิสมิลเลียนแนร์ เจ้าของคอลัมน์ ไอเดียต่างแดน หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับคำว่า “กาชาปอง” หรือตู้ขายของเล่นอัตโนมัติแบบหยอดเหรียญ ซึ่งเมื่อหมุนแล้วของเล่นที่บรรจุในแคปซูลจะหล่นลงมาแบบสุ่ม ถูกอกถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ชอบลุ้นว่าจะได้อะไร ไอเดียตู้สุ่มขยายจากของเล่น ของที่ระลึก ไปจนถึงของใช้เล็กๆ น้อยๆ รวมทั้งแพร่หลายจากญี่ปุ่นออกไปยังต่างประเทศ รวมถึงไทยที่มีจุดตั้งตู้กาชาปองมากมายในห้างสรรพสินค้า ล่าสุด กาชาปอง ได้ขยับเข้าไปในแวดวงเครื่องดื่มด้วย ตอบโจทย์คนที่เปรี้ยวปากอยากจะดื่ม แต่คิดไม่ออกว่าจะดื่มอะไรดี ก็ให้ตู้กาชาปองเลือกแทนไปเลย เว็บไซต์ soranews24 ระบุว่า ขณะนี้มีการติดตั้งตู้กาชาปองสายแอล(กอฮอล์) บริเวณร้าน Kurand Sake Gacha Popup Store ในห้างสรรพสินค้า “โทบุ” ติดกับสถานี Ikebukuro ใจกลางกรุงโตเกียว แต่ไม่ต้องกังวลใจว่าแคปซูลในตู้กาชาปองที่มีขนาดเล็กจะใส่เครื่องดื่มได้น้อยเกินไป ทำให้ต้องควักเงินจ่ายแพง เพราะทางร้านไม่ได้ใส่เครื่องดื่มจริงๆ เอาไว้ แต่ละแคปซูลจะมีคูปองบรรจุอยู่ให้ผู้ซื้อนำไปแลกรับเครื่องดื่มที่ร่วมรายการสำหรับดื่มภายในร้าน แม้นี่จะเป็นการหยอดตู้แบบสุ่ม แต่
ในยุคที่แบรนด์ต่างๆ กำลังมองหากลยุทธ์ใหม่เพื่อสร้างความแตกต่าง ล่าสุดแบรนด์ขนมหวานสุดฮิต อย่าง SOURI (ซูรี) ก็ได้มีไวรัลขึ้นชั่วข้ามคืนในแพลตฟอร์ม X (หรือทวิตเตอร์) @souri_bkk ที่ทางแบรนด์ได้ออกมาโพสต์ถึงเมนูใหม่มีขายแค่เฉพาะ เซ็นทรัล พิษณุโลก เท่านั้น กับเมนู Sun Dried Banana Fatcaron โดยนำกล้วยตากของดีประจำจังหวัดพิษณุโลกมารังสรรค์เป็นเมนูใหม่ขึ้น โดยมีผู้เข้าถึงโพสต์นี้กว่า 1.2 ล้านครั้งเลยทีเดียว โดยทางแบรนด์ไม่รอช้า ทำการซาวเสียงลูกค้าว่าถ้าขยายสาขาไปจังหวัดอื่นๆ อยากให้มีรสชาติอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อเช็กเสียงชาวหาดใหญ่ ส่วนใหญ่มักจะคอมเมนต์ว่า “อยากได้รสไก่ทอดหาดใหญ่” เป็นต้น SOURI (ซูรี) แบรนด์มาการองสอดไส้ครีมแบบหนา ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 เจ้าของคือ วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร นักแสดงชื่อดัง พร้อมด้วยพี่สาวอีก 2 คน หมิง มินตรา และ ไอซ์-กษนันท์ โอภาสเอี่ยมขจร ในแง่ของรายได้เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัท ริชสไมล์ จำกัด (SOURI) ทำรายได้ 156 ล้านบาท และกำไร 17 ล้านบาท เติบโตจากปี 2566 กว่า 800% โดยมาการองของแบรนด์ SOURI (ซูรี) นั้นได้มีการนำ “วัตถุดิบท้องถิ่น” ที่เป็นซิกเนเจอร์ขอ
หากพูดถึงอาหารที่เปลี่ยนโลก “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า “มาม่า” คือหนึ่งในนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวก ราคาย่อมเยา และเป็นสัญลักษณ์ของการเอาตัวรอดในยามเศรษฐกิจย่ำแย่ แต่ใครจะรู้ว่าจุดกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้น เกิดขึ้นจาก ความขาดแคลนอาหารหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เพิ่งผ่านมาไม่ถึง 100 ปี โมโมฟุกุ อันโดะ ผู้ให้กำเนิดเส้นมหัศจรรย์ โมโมฟุกุ อันโดะ ผู้ก่อตั้งบริษัท NISSIN FOODS เกิดเมื่อปี 1910 ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อันโดะสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังแบเบาะ และเติบโตมากับคุณปู่ที่ทำธุรกิจขายผ้า สิ่งนี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับโลกของการค้าและการบริหารจัดการตั้งแต่วัยเยาว์ ในวัยหนุ่ม เขาก่อตั้งบริษัทสิ่งทอและประสบความสำเร็จ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกอย่างเปลี่ยนไป ญี่ปุ่นต้องเผชิญภาวะ ขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ถนนเต็มไปด้วยผู้คนหิวโหย และมีคนจำนวนมากเสียชีวิตเพราะโภชนาการไม่เพียงพอ จุดประกายจากบะหมี่ราเมน วันหนึ่ง อันโดะเดินผ่านตลาดใกล้สถานีโอซากะ เขาเห็นผู้คนต่อแถวยาวท่ามกลางอากาศหนาวเพื่อซื้อราเมนร้อนๆ ภาพนั้นสะท้อนถึง ความต้องการอาหารที่อิ่ม
การเติบโตของ SMEs ไทย ยุคใหม่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการฟังเสียงของลูกค้า การมองเห็นปัญหา เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างตรงจุด และมีพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เช่นเรื่องราวความสำเร็จของแบรนด์ MIZUMI SME ไทยยืนหนึ่งเรื่องการเติบโตอย่างรวดเร็ว ที่เริ่มต้นจาก “ปัญหาเล็กๆ ส่วนตัว” จนในวันนี้ได้ก้าวขึ้นเป็นสินค้าขายดีบนเชลฟ์เซเว่น อีเลฟเว่น ที่มุ่งสนับสนุน SMEs ไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันและต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้ จุดเริ่มต้นของแบรนด์ MIZUMI ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 คุณวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ CEO&Founder บริษัท มิซึฮาดะ กรุ๊ป จำกัด อายุเพียง 26 ปี ตอนนั้นเธอมีปัญหามีผิวแพ้ง่ายมาก แพ้กันแดดแทบทุกยี่ห้อในท้องตลาด มองไม่เห็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คนผิวแพ้ง่ายในตลาดกันแดด จึงตัดสินใจพัฒนาสูตรเอง โดยใช้เวลาเกือบ 2 ปี ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต พัฒนาสูตรที่ทั้งอ่อนโยนและปกป้องได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมส่งตรวจสอบและทดสอบความปลอดภัยในระดับสากล จนออกมาเป็น กันแดดหลอดฟ้า-ฮีโร่ของแบรนด์ หรือ&
จากอดีตผู้กำกับโฆษณา สู่บทบาท “ลุงชงชา” เจ้าของคาเฟ่สุดฮิตย่านห้วยขวาง พี่เอ๊ง-สาโรจน์ สุวัณณาคาร ผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งชาที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมานั่งชงชาเช่นนี้ แต่เมื่อทุกอย่างต้องเปลี่ยนก็พร้อมที่จะลองทำดู แม้จะเหนื่อยบ้างในบางครั้งแต่ก็มีความสุขกับการได้ทำสิ่งที่รัก พี่เอ๊ง บอกว่า การชงชาแต่ละแก้วไม่ต่างจากการสร้างสรรค์งาน Production ที่เคยทำ และส่งมอบให้ลูกค้า เขาเชื่อว่า “ตราบใดที่คุณตั้งใจทำมันทุกแก้วๆ ผมเชื่อว่าคนดื่มจะรู้สึกกับคุณ” จุดเริ่มจากภูเก็ต “ลุงเกิดและโตที่จังหวัดภูเก็ตในยุคที่ยังไม่มีโรงแรมริมหาด เราจึงได้สัมผัสความงามของท้องฟ้า ทะเล สายลม แสงแดด ที่กระทบกับคลื่นและพระอาทิตย์ยามเย็น” พี่เอ๊ง เล่าถึงบรรยากาศความโรแมนติกของภูเก็ตสมัยก่อน ที่แม้ว่าในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ความรู้สึกในวันนั้นยังคงเป็นความทรงจำที่สวยงาม และพิเศษสุดๆ ความรู้สึกของความซนที่เกิดขึ้นในวัยนั้นเป็นประสบการณ์ที่ไม่ได้เอาแต่เรียน แต่มันคือประสบการณ์ที่สั่งสมมา ตั้งแต่ไม่มีข้าวกินกระทั่งกินของอร่อย แล้วก็เมากันตั้งแต่เช้ายันเย็น นั่นคือชีวิตเหลวแหลกที่ผ่านมา แต่สำหร
“ความขี้เกียจ” อาจถูกมองว่าเป็นนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ แต่ใครจะรู้ว่าหลายประเทศกลับให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ ถึงขั้นมีการจัดตั้ง “วันขี้เกียจสากล” ขึ้นในวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนได้หยุดพัก คลายเครียด และฟื้นฟูพลังจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน และใครจะคิดว่าความขี้เกียจนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์หลากหลายนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น การซื้อของ โอนเงิน จองตั๋ว สั่งอาหาร หรือเรียกรถ ทุกอย่างสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ความสะดวกสบายเหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยให้ผู้คนสะดวกสบายขึ้น แต่ยังทำให้โลกเริ่มมองความขี้เกียจมุมใหม่ในฐานะแรงผลักดันสำคัญของเศรษฐกิจอีกด้วย ผู้คนไม่อยากเสียเวลาจัดการทุกเรื่องด้วยตัวเอง ความขี้เกียจจึงกลายเป็นโอกาสทองของนวัตกรรมที่เปิดทางให้เหล่าสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้พัฒนาโซลูชันสุดสร้างสรรค์ โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จะพาไปทำความรู้จักกับ 5 นวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA ซึ่งจะมีความเข้าใจวิ
