SMEs
เรื่องราวของ “คุณลุงปุณ–พรชัย ปุณณวัฒนาพร” ผู้ที่กล้ากลับมาเริ่มต้นใหม่ในวัยกว่า 60 ปี พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่า “อายุไม่ใช่ข้อจำกัด ถ้าใจยังอยากเริ่มใหม่ เพราะแม้ตัวเลขอายุจะเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่คุณค่าของทุกตัวตน ทุกความตั้งใจ และทุกพลังใจ ไม่เคยลดน้อยลง” จากอดีตนักข่าวสำนักดัง สู่บาริสต้ารุ่นใหญ่ คุณลุงปุณ กับบทบาทใหม่ในวัยกว่า 60 ปี ที่ยังเก๋าได้ในแบบของตัวเอง ในยุคที่โลกของการทำงานเปิดกว้างมากขึ้น การเคารพในตัวตนที่แตกต่าง ล้วนมีคุณค่าไม่แพ้กัน คุณลุงปุณออกจากอาชีพนักข่าวที่ทำมานานกว่า 30 ปี เพื่อใช้เวลาช่วงแรกของวัยเกษียณ หันมาทำเกษตร และดูแลคุณแม่ที่บ้าน ก่อนจะได้เห็นข่าวการเปิดรับผู้สูงวัยของ ซีเจ มอร์ ผ่านโครงการ ซีเจ ซีเนียร์ พลัส วัยเก๋า จึงเริ่มหาข้อมูล และสมัครผ่านไลน์ จากนั้นไปสำรวจสาขาใกล้บ้านด้วยตัวเอง ก่อนจะเริ่มต้นงานด้วยการเป็น ผู้ช่วยบาริสต้า ใน บาวคาเฟ่ (BAO CAFÉ) ที่ ซีเจ มอร์ สาขาเอื้ออาทรมีนบุรี “มันเหมือนผมได้กลับไปวัยเริ่มต้นทำงานอีกครั้ง วันแรกผมยังชงกาแฟหก แต่น้องๆ ก็ให้กำลังใจ บอกว่าไม่เป็นไร เช็ดได้” ประโยคเรียบง่ายจาก
วงการไลฟ์สดไทยว่าคึกคักแล้ว ลองมาดูพี่จีนที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น เมื่อมีการนำ AI Avatar หรือร่างเสมือนจริงมาไลฟ์ขายของแทนคนจริงๆ และสามารถสร้างยอดขายได้อย่างถล่มทลาย ในเวลากว่า 6 ชั่วโมง การใช้ AI Avatar เริ่มต้นมาจาก Luo Yonghao (ลั่ว หยงเฮ่า) ผู้ก่อตั้งบริษัทสมาร์ทโฟน Smartisan ที่หันมาเป็นนักไลฟ์ขายของบนแพลตฟอร์ม Douyin หรือ TikTok เวอร์ชันจีน เมื่อปี 2020 หลังจากบริษัทประสบปัญหาด้านการเงิน จึงต้องหาทางสร้างรายได้เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ และนั่นทำให้เขากลายเป็นนักไลฟ์ที่โด่งดังในประเทศจีน จากการมีผู้ติดตามบัญชี Be Friends บน Douyin เกือบ 24.7 ล้านคน โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ลั่ว หยงเฮ่า ได้ไลฟ์สดร่วมกับคู่หู Xiao Mu (เสี่ยว มู่) ซึ่งแตกต่างจากทุกครั้ง เพราะมีการนำ AI Avatar หรือ จำลองร่างเสมือนจริงของตัวเอง มาไลฟ์ขายของบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Youxuan ของ Baidu ซึ่งร่างเสมือนจริงนี้ สามารถพูดคุยกับผู้ชมได้แบบเรียลไทม์ เป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง และสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 55 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 250 ล้านบาท โดย Wu Jialu หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท Be Friends Holding ของ ลั่ว หยง
จากนักพัฒนาซอฟต์แวร์ สู่ผู้บุกเบิกฟาร์มฮอปส์แห่งแรกของไทย ชวนรู้จัก คุณอ๊อบ-ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “เทพนม (Devanom)” ที่เขาสามารถนำพืชเมืองหนาวอย่าง “ฮอปส์” มาปลูกในไทยได้เป็นรายแรกๆ พร้อมต่อยอดสู่เครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบในไทย 100% ไม่ว่าจะเป็น คราฟต์เบียร์, Mead หรือไวน์น้ำผึ้ง และ สาโท ซึ่งปัจจุบันทำมาแล้วกว่า 11 ปี จุดเริ่มต้น เมื่อประมาณ 13 ปีที่แล้วคุณอ๊อบทำงานเกี่ยวกับ Software Developer (นักพัฒนาซอฟต์แวร์) แต่แล้วก็มีความรู้สึกว่างานที่ทำมันเริ่มอิ่มตัว ทั้งยังมีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้การที่จะสู้กับตลาดค่อนข้างลำบาก จนได้มาเจอกับ คราฟต์เบียร์ ที่เมื่อลองดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างจากเบียร์ทั่วไป ทำให้เขาเกิดไอเดียนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจ เกิดเป็นแบรนด์ “เทพนม” ขึ้นในปี 2014 โดยคำว่า เทพนม หมายถึง การที่อยากให้คนดื่มรู้สึกมีความสุข เหมือนมีเทพนมอวยพรให้ เหมือนกับเวลาที่ทำซอฟต์แวร์ แล้วสิ่งนั้นสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง เปรียบได้กับเวลาเรารินเครื่องดื่มให้ลูกค้า แล้วเขาชอบ มีความสุข ฟาร์มฮอปส์แห่งแรกในไทย เขาเล่าว่า ช่วงแรกที่ได้ลอ
“การท่องเที่ยวที่มันน้อยลง ไม่ใช่เพราะเอกชนเลยนะ เอกชนทำดีที่สุดแล้ว แต่คิดว่าคนที่บอกว่าเป็นผู้นำหรือรัฐบาล เขาไม่โฟกัสกับปัญหา ทั้งที่ต้องทำอะไรที่ชัดเจนกับนโยบายการท่องเที่ยว เพื่อที่ให้ทุกคนเดินต่อไปได้” คือประโยคสนทนา เมื่อ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ตั้งประเด็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยเวลานี้ จากคุณอลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน ผู้บริหารหญิงแห่งเทิฟฟานี่ โชว์ แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ของไทย จากนั้นเธอจึงขยายความต่อ “พวกเขาไม่โฟกัส ว่าปัญหาคืออะไร แล้วมันควรไปแก้ที่ปลายเหตุหรือต้นเหตุ แล้วต้นเหตุคืออะไร การแก้ปัญหาปลายเหตุ ด้วยการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ มันไม่ใช่ ต้นเหตุมันคือความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะทุกวันนี้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่า หนึ่ง ไทยไม่ปลอดภัย สองคือ ไทยทำไมแพง ขณะที่ประเทศคือเราควบคุมตัวเองไม่ได้ ในเรื่องของเงินเฟ้อ ประชาชนรายได้ไม่พอ” นักธุรกิจหญิงคนดัง กล่าวต่อว่า ถึงเวลานี้แล้ว ผู้นำ ควรไปโฟกัสการลดรายจ่ายของประชาชน เพราะทางแก้มีอยู่ 2 ด้าน ในเมื่อเพิ่มรายได้ไม่ได้ ก็ต้องไปลดรายจ่าย จึงคิดว่าผู้นำแก้ปัญหาไม่ถูกจุด อีกทั้งยังจะทำแต่เรื่องที่ไม่จำเป็
‘ขนมแม่เอย’ หนึ่งในแบรนด์ OTOP ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการขนมไทย และได้ก้าวสู่ความสำเร็จในตลาดออนไลน์อย่างเต็มตัว การตัดสินใจขยายช่องทางจำหน่ายจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น และทำให้แบรนด์ได้รับการยอมรับในวงกว้าง จากสูตรขนมครอบครัว สู่แบรนด์ ‘ขนมแม่เอย’ คุณเอย-พิราภรณ์ มาริษชัย ทายาทรุ่น 2 ของแบรนด์แม่เอย เล่าให้ฟังว่า แบรนด์ ขนมแม่เอย เริ่มต้นมาจากคุณพ่อคุณแม่ทดลองทำขนมเปี๊ยะในยุคเศรษฐกิจยากลำบาก ช่วงปี 40 โดยใช้สูตรที่ได้จากนิตยสารและนำมาปรับให้เข้ากับรสนิยมของลูกค้า จากนั้นนำไปขายที่ร้านของฝาก ก่อนขยายธุรกิจไปสู่ห้างสรรพสินค้าและออกบูธงานอีเวนต์ต่างๆ จนมาถึงการเปิดโรงงานผลิตที่จังหวัดนครปฐม โดยมีการนำนวัตกรรมมาใช้ควบคู่กับวัฒนธรรมไทย ทำให้แบรนด์มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และตอบโจทย์ตลาดได้อย่างครบถ้วน ความหลากหลายของขนม มีทั้ง ขนมเปี๊ยะหลากหลายรสชาติ ที่ใช้ผลไม้สด เช่น กล้วย ลำไย สตรอเบอร์รี สับปะรด มะตูม และมันม่วง รวมถึงขนมไทยพร้อมทานหลากหลายชนิด และขนมสำเร็จรูปส่งออก ที่มีอายุการเก็บรักษานานถึง 1 ปี สามาร
มูลค่าตลาดอาหารจากแมลงทั่วโลกในปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 1,232.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่ามูลค่าของตลาดจะสูงถึง 7,600.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2576 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย ร้อยละ 19.9 ระหว่างปี 2567-2576 เนื่องจากตลาดเห็นความสำคัญของแมลงที่มีประโยชน์ทางโภชนาการสูง และปัจจุบันมีผู้บริโภคอาหารจากแมลงทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านคน ประกอบกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดการณ์ว่าประชากรโลก จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9 พันล้านคน ภายในปี 2593 ทำให้มีความจำเป็นต้องหาแหล่งอาหารเพิ่มขึ้น จึงได้ประกาศให้แมลงเป็นแหล่งอาหารในอนาคตของโลก เนื่องจากให้ประโยชน์ทั้งเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ประเด็นเรื่องสุขภาพ แมลง คืออาหารที่มีประโยชน์และมีโภชนาการ หากเปรียบเทียบกับโปรตีนชนิดอื่นในปริมาณ 100 กรัม จิ้งหรีดจะมีปริมาณโปรตีน 70 กรัม ในขณะที่เนื้อไก่ เนื้อวัว และไข่ไก่ จะให้ปริมาณโปรตีน 32 กรัม 21 กรัม และ 13 กรัม ตามลำดับ นอกจากนี้ แมลงหลายชนิดอุดมไปด้วยไขมันดี มีแคลเซียม ธาตุเหล็กและสังกะสีในระดับสูง สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม แมลงปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าปศุสัตว์อื่นๆ การเลี้ยงแม
“ชาไทย” ที่หลายคนรู้จัก มักจะเป็นสีส้มที่ดูเข้มข้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว รู้หรือไม่ว่า ชาไทยนั้นไม่ได้มีสีส้ม แต่สีที่เห็นนั้นเกิดจากการที่ใส่สีสังเคราะห์ ที่ชื่อว่า Sunset yellow FCF เพื่อให้เกิดสีส้มที่ดูน่าทาน และกลายเป็นภาพจำ เป็นเอกลักษณ์ของเมนูชาไทยไปแล้วว่าชาไทยต้องมีสีส้ม อีกทั้งยังเป็นเมนูฮิตนิยมนำมาขายตั้งแต่ร้านเล็กไปจนถึงแบรนด์ใหญ่ ปัจจุบันนี้ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้เทรนด์ “ชาไทยไม่ใส่สี” กำลังจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค แบรนด์ใหญ่ๆ หลายแบรนด์ เริ่มมีการออกเมนูชาไทยไม่ใส่สี ชูจุดขายคือ ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น แต่ยังคงรสชาติที่เข้มข้นแบบดั้งเดิมโดยไม่ต้องพึ่งสีสังเคราะห์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ก็ได้มีการทำเครื่องดื่มเมนูพิเศษร่วมกับ Erewhon ชื่อว่า Thai up the world เป็นชาไทยในรูปแบบพรีเมียม ไม่แต่งสี ราคา 11$ หรือประมาณ 380 บาท ส่วนผสมทุกอย่างเป็นออร์แกนิก ประกอบไปด้วย ชาดำออริจินอลแบบไม่หวาน ผสมกับครีมออร์แกนิกจากฟาร์มโคนมในแคลิฟอร์เนีย เพิ่มความหวานด้วยเมเปิ้ลไซรัปและผงวานิลลา เป็นชาไทยสูตรเฉพาะ ที่คงรสชาติของความดั้งเดิมไว้ ซึ
บรรทัดทอง ตั้งต้นจากการไม่พึ่งพิงนักท่องเที่ยวยุโรป แต่ดังในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและเอเชีย ช่วงพีกมีนักท่องเที่ยววันหนึ่งนับหมื่น ซึ่งประเมินว่านักท่องเที่ยว 1 คนน่าจะมีการจับจ่ายราว 250-500 บาท แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ซิงซิง ดาราจีน หายตัวไปช่วงมาประเทศไทย นักท่องเที่ยวหลักของบรรทัดทอง คือคนจีน ก็หายไปอย่างน่าใจหาย และหลังเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ทำให้นักท่องเที่ยว ยกเลิกการมาเมืองไทยกับบริษัททัวร์แทบเป็นศูนย์เลยทีเดียว ข้อมูลดังกล่าว คือส่วนหนึ่งจากปาก คุณสิทธิฉันท์ วุฒิพรกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการถนนบรรทัดทอง ซึ่งเคยให้ข้อมูลกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไว้ และวันเดียวกันนั้น เขาได้เชิญฝ่ายการเมือง นำโดย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” มาร่วมสำรวจสภาพจริงบนถนนบรรทัดทอง ที่จากเคยขายดิบขายดีกันทุกร้าน กลายสภาพมาเป็นเงียบเหงา ห้องเช่าแขวนป้าย “เซ้ง” กันเป็นแถว “สตรีตฟู้ดเมืองไทย เป็นที่ขึ้นชื่อในหมู่ชาวต่างชาติ และยังช่วยส่งเสริการการท่องเที่ยวได้ดีมาก แถมมีเสน่ห์อย่างแรง แต่ยอมรับว่าของค้าขายในย่านใจกลางเมือง มักมีราคาแพง ถ้ายังมีถนนสายอาหาร ที่ราคาจั
จากนักเรียนไทยในแดนมังกร สู่นักไลฟ์สดมือโปร เรื่องราวของ คุณเปรมวดี อมราภรณ์พิสุทธิ์ หรือ คุณบีบี เจ้าของช่อง Chinbebe บนแพลตฟอร์ม TikTok ไทย และ ช่อง 泰国BB บนแพลตฟอร์ม Kuaishou, Douyin และ Xiao Hong Shu มีผู้ติดตามรวมกันกว่าครึ่งล้าน! เธอไม่ได้เริ่มต้นเส้นทางธุรกิจด้วยแผนการที่ชัดเจน แต่ด้วยความตั้งใจเพียงแค่ “อยากเรียนรู้ภาษาจีน” จึงตัดสินใจบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในประเทศจีน ในช่วงแรก เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนจีนให้ความสนใจสินค้าจากเมืองไทยมากแค่ไหน จนกระทั่งอาจารย์และรุ่นพี่ชาวจีนเริ่มเข้ามาถามหา “ครีมหอยทาก” สินค้ายอดฮิตในเมืองไทย แต่เป็นไอเทมสุดฮอตในสายตาชาวจีน จากคำถามเล็กๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดีย “บุกตลาดจีน” ด้วยสินค้าจากไทย และใช้เครื่องมือทรงพลังอย่าง ไลฟ์สด บนแพลตฟอร์มจีน จนสามารถสร้างยอดขายและฐานลูกค้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากนักศึกษาไทย สู่นักไลฟ์สด คุณบีบีเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน เพราะตั้งใจอยากเรียนภาษาจีนอย่างจริงจัง โดยที่ยังไม่รู้ว่าสินค้าไทยได้รับความนิยมในกลุ่มชาวจีนมากแค่ไหน แต่หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้สักพัก เธอเริ่มได้รับคำถามจากอาจารย์ รุ่นพี
บทความโดย : อาจารย์ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ #ตู้จดหมายพลศรี ในโซเชียลเขาบอกกันว่า “ถ้าเราโกรธใคร เกลียดใคร จงยุให้เขาทำร้านอาหาร เป็นกิจการปราบเซียน เจ๊งแน่นอน” “ทำร้านอาหารยากจริงไหม” ตอบว่า “จริงครับ” เป็นสัจธรรมที่หลายคนรู้ดี แต่ก็แปลกทั้งๆ ที่รู้ คนก็อยากเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟสวยๆ กันไม่ขาดสาย เปิดใหม่สักพักเจ๊ง ก็มีคนมาเปิดใหม่อีก เข้าทำนองคำคมเปรียบเทียบประชดประชันโบราณเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมเกี่ยวข้องแวะเวียนเป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก เป็นที่ปรึกษา จัดอบรม ตรวจร้านอาหาร นับเป็นร้อยร้าน ผ่านกลับไปมีทั้งที่ยังอยู่ กิจการก้าวหน้า และอีกหลายสิบเลิกกิจการไปแล้ว บางร้านผมไปช่วยตั้งไข่ให้ตั้งแต่ต้น ไล่ไปตั้งแต่ช่วยออกแบบพื้นที่ สร้างครัว ทำร้าน สร้างเมนู ออกแบบอาหาร ทดลองอาหาร แนะนำการบริหารงาน การจัดการต้นทุน การตั้งราคาขาย การโปรโมต โฆษณา เรียกว่าทำกันถ้วนทั่วทุกกระบวนความ มีร้านที่ลงทุนจ้างอินฟลูเอนเซอร์ โฆษณาในโซเชียล หมดเป็นแสนก็ยังเจ๊งอยู่ดี ร้านที่รอดก็มีเยอะครับ เดี๋ยวจะโดนนินทาว่า ผมไปให้คำปรึกษาใครเขาเจ๊งหมด องค์ประกอบที่ทำให้กา
