Advertorial
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการอาหารปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น ‘ข้าว’ ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของไทย หากแต่คือรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของเกษตรกรนับล้านครัวเรือน การพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทิศทางสำคัญของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ที่กำหนดให้การเกษตรเป็นหนึ่งในกลไกหลักสร้างความสามารถทางการแข่งขัน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร พลังชุมชน สู่อนาคตข้าวไทยที่ยั่งยืน หนึ่งในปัญหาของภาคการผลิตข้าวไทย คือการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ในแต่ละปีประเทศไทยต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวกว่า 1.4 ล้านตัน แต่ระบบการผลิตที่ได้มาตรฐานกลับผลิตได้เพียงครึ่งเดียว ภาระจึงตกอยู่กับชาวนา ผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด รัฐพงศ์ มีกุล นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ อธิบายบทบาทของ ‘ศูนย์ข้าวชุมชน’ ว่าเป็นกลไกสำคัญในการอุดช่องว่างนี้ “ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นองค์กรเกษตรกรที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การดูแลของกรมการข้าว เพื่อให้การผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์มีเพียงพอต่อความต้องการ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนหน่วยงานในการดูแลเกษตรกรผู
วิธีการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมที่มีน้ำขังตลอดฤดูปลูก เกิดก๊าซมีเทน หนึ่งในสาเหตุของภาวะโลกร้อน กรมการข้าวจึงส่งเสริมวิธีทำนาแบบรักษ์โลก ด้วยเทคนิค “เปียกสลับแห้ง” ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดการเผาตอซังข้าวและฟางข้าว ซึ่งสามารถลดการเกิดก๊าซมีเทน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับวิธีทำนาปกติแล้ว ยังเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่ม จากการขายคาร์บอนเครดิต และการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ยังขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ตลาดพรีเมียม ตอบโจทย์ตลาดโลกที่ต้องการข้าวปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “ข้าวคาร์บอนต่ำ” 1 ล้านไร่ นายปวิตร จันทร์หอม นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าว กล่าวว่า การปลูกข้าวแบบดั้งเดิมที่มีน้ำขังในนาข้าวตลอดเวลา เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน ที่เกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ในนาข้าวที่มีน้ำขัง และการใช้ปุ๋ยเคมีทำให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ รวมทั้งการเผาตอซังและฟางข้าวหลังจากการเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลทำให้เกิ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและปัญหาสุขภาพจากการบริโภคอาหารที่มีสารเคมีตกค้าง เกษตรอินทรีย์จึงกลายเป็นทางเลือกที่สำคัญยิ่งขึ้นในทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการผลิตอาหารปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสร้างความยั่งยืนให้กับวิถีเกษตรกรรม หลายประเทศทั่วโลกต่างหันมาส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง เพราะเห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของการผลิตอาหารที่กลับคืนสู่ธรรมชาติ สำหรับประเทศไทย เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปในอดีต บรรพบุรุษของเราทำนาทำไร่โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีใดๆ แต่กระแสการพัฒนาและการเกษตรสมัยใหม่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรหันไปใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเริ่มเห็นผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทุกปี จึงมีเกษตรกรหลายรายเริ่มตระหนักและหันกลับมาสู่การเกษตรอินทรีย์ โดยมีรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ เข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการอินทรีย์ 1 ล้านไร่ โครงการ Smart Farmer และการจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ มีเกษตรกรห
ท่ามกลางผืนทุ่งกุลาร้องไห้ที่ในอดีตเคยแห้งแล้งและราบเรียบ วันนี้กลับเขียวขจีด้วยรวงข้าวที่พร้อมรอวันเก็บเกี่ยว ซึ่งผลผลิตเหล่านี้คือหยาดเหงื่อความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรที่ร่วมแรงร่วมใจกันพลิกฟื้นผืนดินอันแห้งแล้งให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ตลอดกว่า 20 ปี ที่พวกเขาเลือกการทำนาข้าวปลอดสารพิษตามแบบวิถีเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการยกระดับคุณภาพจนได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ที่แห่งนี้คือ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ” ที่นำโดยหนึ่งใน “เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer)” ผู้ที่ขับเคลื่อนแนวคิดการทำนาอินทรีย์ให้กลายเป็นต้นแบบของการเกษตรยุคใหม่ ที่ผสมผสานภูมิปัญญากับนวัตกรรมได้อย่างงดงาม ชื่อของเขาคือ นายบุญถิร ศุภศร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ชายผู้ผันตัวจากอดีตผู้รับเหมาก่อสร้าง สู่เกษตรกรต้นแบบแห่งศรีสะเกษ บุญถิร เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการทำนาว่า เขาเติบโตที่ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ในครอบครัวชาวนา ซึ่งใช้ชีวิตผูกพันกับผืนนามาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะออกไปทำงานเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอยู่ระยะหนึ่
ข้าว ไม่ได้เป็นเพียงอาหารหลักของคนไทย แต่คือวิถีชีวิต และความมั่นคงทางอาหารของชาติ วันนี้ การทำนาไม่ใช่เพียงอาชีพดั้งเดิม แต่กำลังถูกต่อยอดด้วยความรู้และเทคโนโลยี กรมการข้าวจึงมุ่งขับเคลื่อน ‘เกษตรกรปราดเปรื่อง’ หรือ Smart Farmer ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างอนาคตข้าวไทยที่ยั่งยืน จากเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่เคยใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ก่อนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อกลับมาสานต่ออาชีพทำนาของครอบครัว เขาคือ ‘คนปลูกข้าว’ ผู้ที่พลิกโฉมการทำนาให้กลายเป็นอาชีพที่ ‘Smart’ กว่าที่เคย นายสมศักดิ์ กล่อมปัญญา ประธานกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนเกษตรกรตำบลบ่อแก้ว ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรปราดเปรื่องด้านข้าว (Smart Farmer) เล่าถึงจุดเริ่มต้นบนเส้นทางอาชีพเกษตรกรว่า เดิมทีตนทำงานอยู่ร้านคอมพิวเตอร์ รับซ่อมประกอบคอมพิวเตอร์ จำหน่ายอะไหล่ และให้บริการลูกค้า “ที่บ้านมีแต่พ่อแม่ทำนา ซึ่งท่านมีอายุมากและเรี่ยวแรงก็หดหายไป จึงคิดว่าเราต้องกลับมาสานต่ออาชีพทำนาให้มีความมั่นคงยั่งยืน และเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลัง เพื่อที่จะให้มีอาชีพนี้อยู่คู่กับชุมชนไทยต
ในโลกของธุรกิจไอทีที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยการแข่งขัน มีภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผืนนาเขียวขจีที่บ้านหนองสิมใหญ่ อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ แต่สำหรับ เทวินทร์ ผันอากาศ อดีตนักธุรกิจด้านไอทีที่ทำงานในสายช่างและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากว่า 10 ปี ได้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งสำคัญ เขาทิ้งโลกของเทคโนโลยี หันมาพลิกฟื้นผืนดินที่ได้รับมรดกให้กลายเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจ พลิกวิถีเก่า เดินหน้าลุยเกษตรอินทรีย์ “แต่ก่อนก็ไม่คิดว่าจะมาทำเกษตร เพราะคิดว่าจะดำเนินเส้นทางในเรื่องของธุรกิจส่วนตัว แต่เมื่อมีโอกาส เราต้องเปลี่ยน!” เทวินทร์เริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนเมื่อมีโอกาสได้ลงมือทำ หลังได้รับมรดกจากครอบครัวเป็นผืนนา แต่เขาตระหนักดีว่าการทำเกษตรแบบเดิมอาจไม่ใช่คำตอบ จึงเลือกที่จะ “คิดใหม่ ทำใหม่” โดยศึกษาเรื่องการทำเกษตรที่สามารถเพิ่มผลผลิตแต่ประหยัดต้นทุน และที่สำคัญที่สุดคือ ปลอดภัย ทั้งต่อตนเองและผู้บริโภค ซึ่งนำมาสู่การตัดสินใจทำเกษตรอินทรีย์ “การที่เราจะมาทำอินทรีย์ แน่นอนครับ อันดับแรกอยู่ที่ใจเราก่อน ถ้าใจเรายอมรับที่จะเ
กรมส่งเสริมการเกษตร ชี้ภาคเกษตรไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ จากแรงขับของกติกาการค้าระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยด้านอาหาร และความยั่งยืน เช่น Carbon Footprint, ESG, SPS, EUDR และ CBAM ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั่วโลก นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เราเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญแล้ว ด้วยเหตุปัจจัยจากกติกาการค้าของโลกที่ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็น Carbon, ESG, SPS, EUDR, หรือ CBAM เป็นต้น ซึ่งการได้รับรองมาตรฐานดังกล่าว จะส่งผลให้สินค้าเกษตรสามารถเข้าสู่ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ อันเป็นเครื่องหมายที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค รวมทั้งแนวโน้มความต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและเภสัชภัณฑ์อีกทั้ง สถาบันการเงินยังให้มีนโยบายสนับสนุนการลงทุนในโครงการที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล รวมถึงราคาของเทคโนโลยีถึงจุดคุ้มทุนในระดับที่สร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถลงทุนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อลดการสูญเสีย เพิ่มผลผลิต โ
จากผังเมืองที่สวยงามที่สุดของประเทศ สู่แหล่งรวมพืชเศรษฐกิจ GI มูลค่าสูง “จังหวัดยะลา” เดินหน้าสร้างรากฐานความเป็นตักศิลาแห่งภาคใต้ พร้อมต่อยอด “ดีเอ็นเอ” เกษตรยะลาผ่านงานวิจัย พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เผยมุมมองพัฒนาเมืองยะลาที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ พหุวัฒนธรรม และพลังของความอบอุ่นที่ขับเคลื่อนเมืองให้ก้าวสู่ความสำเร็จ ต้นทุนหลากมิติ หนุนยะลาเป็นเมืองที่ดีที่สุด หากพูดถึง “จังหวัดยะลา” หลายคนอาจมีภาพที่ถูกบดบังด้วยเรื่องราวในอดีต แต่จริง ๆ แล้ว ยะลาคือเมืองที่มีลักษณะพิเศษและเต็มไปด้วยต้นทุนอันน่าภาคภูมิใจมากมาย ซึ่งกำลังถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวว่า ยะลาเป็นเมืองที่มีลักษณะพิเศษอย่างแท้จริง โดยมีความโดดเด่นหลากหลายมิติที่ไม่เหมือนใคร เริ่มตั้งแต่รากฐานของเมือง นั่นคือ ผังเมืองที่ดีที่สุดในประเทศไทย เเละได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 23 ของเมืองที่มีผังเมืองที่ดีที่สุดในโลก นอกจากนี้ยะลาได้ชื่อว่าเป็น เมืองที่มีความสะอาด ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด ได้รับรางวัล
หากคุณกำลังมองหาแหล่งพลังงานดี ๆ และเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งในดินแดนใต้สุดของสยาม “จังหวัดยะลา” คือจุดหมายที่คุณไม่ควรพลาด! เพราะยะลาไม่ได้มีดีแค่ธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตร หรืออาหารอร่อยเท่านั้น แต่ที่นี่คือเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติศาสนาที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พาเดินทางตามรอย “สายศรัทธา” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองยะลา เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต และสัมผัสพลังบวกจากอารยธรรมที่หล่อหลอมยะลาให้กลายเป็นเมืองที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร วอร์มอัปก่อนมู! รู้จักยะลาให้มากกว่าเดิมที่ “พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา“ ก่อนจะไปไหว้ ไปขอพร เรามาทำความรู้จักกับต้นทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของยะลาให้ลึกซึ้ง ที่แรกที่ต้องปักหมุดคือ พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา (MUSEUM OF YALA CITY) พื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่เทศบาลนครยะลาตั้งใจสรรค์สร้าง เสมือนห้องรับแขกที่รวบรวมเรื่องราวของเมืองยะลาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และก้าวไปสู่อนาคตไว้อย่างครบถ้วน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 นิทรรศการหลัก
พาย้อนรอยเส้นทางยางพาราจังหวัดยะลา ยางพรีเมียมคุณภาพจากข้อได้เปรียบทางสภาพภูมิประเทศเฉพาะตัว จากพืชสวนหลังบ้านสู่ธุรกิจยั่งยืน 100 ปี ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ประเทศมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท “ต้นทุนทางธรรมชาติ” จุดแข็งยะลาคว้าเบอร์ต้นของไทย ปัจจุบันประเทศไทยคือหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกยางพาราที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีพื้นที่ปลูกยางครอบคลุมกว่า 60 จังหวัด รวมกว่า 22 ล้านไร่ และกว่าร้อยละ 58 ของพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในภาคใต้ แต่มีเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้นที่ถูกยกให้เป็นแหล่งยางพาราคุณภาพที่ตลาดโลกให้การยอมรับ และหนึ่งในนั้นคือ “จังหวัดยะลา” ผู้ผลิตยางพาราอันดับที่ 5 ของไทย “เรามีพื้นที่ปลูกยางอยู่ราว 1.2 ล้านไร่ มีผลผลิตกว่า 2.5 แสนตัน สร้างมูลค่าให้กับจังหวัดยะลา คิดเป็นมูลค่าราว 3 หมื่นกว่าล้านบาท ด้วยสภาพพื้นที่การเกษตรของยะลาเหมาะสมกับการปลูกยางพาราอย่างมาก ทั้งเนื้อดินและสภาพภูมิอากาศ ทำให้ต้นยางพาราเจริญเติบโตได้ดี มีการวิจัยออกมาว่ายางพาราของจังหวัดยะลามีคุณภาพออกมาดีที่สุด ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบตั้งแต่ในเรื่องของสภาพพื้นที่ ประกอบกับต้นยางที่มีอายุนานกว่า 15 ปี และตัวเกษตรกรเองที่มีความชำ
พาลุยตลาดเข้าสวนลิ้มรส “ของดียะลา” แดนใต้สุดสยาม ผลผลิตจากสวนหลังบ้านสู่พืชเศรษฐกิจระดับชาติที่นักท่องเที่ยวต้องตามหา ทั้งทุเรียนสะเด็ดน้ำ กล้วยหินบันนังสตา และข้าวพื้นเมืองยะลา พืชอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นในดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์และขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร ลิ้มรสทุเรียนสะเด็ดน้ำ ทุเรียนพื้นบ้าน ราชาผลไม้แดนใต้ หากใครได้เดินทางมายะลาในช่วงฤดูกาลผลไม้ (กรกฎาคม-กันยายน) สิ่งแรกที่จะต้องสะดุดตาคือความคึกคักที่ ตลาดแยกมลายูบางกอก แหล่งซื้อขายผลไม้ที่ส่งตรงจากสวนมาเรียงรายอยู่ริมทาง ซึ่งจุดเด่นของทุเรียนยะลานั้นแตกต่าง และได้รับการการันตีคุณภาพคือการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ภายใต้ชื่อ “ทุเรียนสะเด็ดน้ำ” ครอบคลุม 6 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ หมอนทอง ชะนี ก้านยาว พวงมณี มูซังคิง และโอวฉี่หรือทุเรียนหนามดำ ความโดดเด่นของทุเรียนยะลา คือการปลูกในพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ทุเรียนเนื้อแห้ง อร่อย มีเอกลักษณ์ ให้รส
ท่ามกลางความท้าทายของวงการข้าวไทย ทั้งปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และวิกฤตขาดแคลนแรงงานจากโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย กรมการข้าว เร่งเดินหน้าผลักดันโครงการ “ส่งเสริมและพัฒนการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีอัจริยะครบวงจร” เพื่อยกระดับศักยภาพชาวนาและภาคการผลิตข้าวทั้งระบบ หวังสร้างความมั่นคงทางอาหารและทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 60 ล้านไร่ และหล่อเลี้ยงเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน แต่ปัจจุบันข้าวไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตที่น่ากังวลโดยเฉพาะปัญหาโครงสร้างประชากรเกษตรกรที่มีอายุเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 60 ปี ซึ่งทำให้การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เป็นไปอย่างยากลำบาก ส่งผลให้การผลิตขาดประสิทธิภาพในหลายด้าน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตตกต่ำสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเสี่ยงในการเพาะปลูก เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ กรมการข้าวจึงได้วางแนวทาง “เกษตรอัจฉริ
“120 ปี ยารา มองอดีตเพื่อก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่สโลแกน แต่คือคำมั่นสัญญาที่บริษัท ยารา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการพืชระดับโลก ยึดถือมาตลอดกว่าหนึ่งศตวรรษ ในการคิดค้นนวัตกรรมปุ๋ยที่ไม่เพียงแต่เพิ่มผลผลิต แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อมๆ กัน จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโลก ด้วย “ปุ๋ยไนโตรเจนจากอากาศ” ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2448 ที่ประเทศนอร์เวย์ สองนักวิทยาศาสตร์ แซม ไอเด (Sam Eyde) และ คริสเตียน เบิร์คแลนด์ (Kristian Birkeland) ได้คิดค้นวิธีการสกัดไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ผลิตปุ๋ย จึงเป็นจุดกำเนิดของ “ปุ๋ยเอ็นพีเค (NPK) ยารา” ซึ่งการผลิตปุ๋ยกลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงโลกครั้งสำคัญ ช่วยให้ยุโรปหลุดพ้นจากวิกฤตอาหาร และนำมาสู่การก่อตั้งบริษัทที่วันนี้รู้จักกันในชื่อ “ยารา” โดยประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ได้สัมผัสกับปุ๋ยนวัตกรรมของยารา นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 ที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เยือนโรงงานที่เมืองโนทอดเดน ประเทศนอร์เวย์ และทรงนำปุ๋ยสูตร ยาราลีวา (YaraLiva) กลับมาทดลองใช้ นับแต่นั้นยาราก็ผูกพันกับเกษตรกรไทยมาจนถึงปัจจุบัน มาถึงวันนี้ ด้วย
ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ตอกย้ำความผูกพันที่เติบโตเคียงข้างชุมชน และลูกค้า มาตลอด 20 ปี ในแคมเปญ “ซีเจ มอร์ ครบ ถูก คุ้ม ฉลองครบรอบ 20 ปี” ด้วยแนวคิดที่เป็นมากกว่าเรื่องราคาและโปรโมชัน ครบรอบ 20 ปี ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ย้ำแนวคิด “ครบ ถูก คุ้ม” สะท้อนความผูกพันที่เติบโตเคียงข้างชุมชนมาอย่างยาวนาน กับแคมเปญครบรอบ (Anniversary Campaign) “ซีเจ มอร์ ครบ ถูก คุ้ม ฉลองครบรอบ 20 ปี” เดินหน้าสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการช้อปปิ้งที่เข้าถึงง่ายและจริงใจ ดึงจุดเด่นมาชูเป็นไฮไลท์แคมเปญเอาใจลูกค้าสมาชิก ทั้งโปรโมชันสบายกระเป๋า สินค้าแลกแต้มที่คุ้มค่า และปูพรมจัดกิจกรรมหน้าสาขา “ซูเปอร์แฟร์” ทั่วประเทศตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ยาวจนถึงสิ้นปี สะท้อนการเป็นพื้นที่ที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนในชุมชนอย่างแท้จริง คุณผูกขวัญ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “20 ปีที่ผ่านมา เราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านเท่านั้น แต่เราตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่เราไปตั้งอยู่ และเราเชื่อว่าการที่ธุรกิจจะเติบโตได้นั้น ชุมชน ลูกค้า และพันธมิตรของเราจะต้อง
มากกว่าการช้อปปิ้ง คือ การเติบโตไปด้วยกัน เปิดเส้นทางแห่งการเชื่อมร้อยหัวใจของชุมชนของ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) หนุนคนตัวเล็ก ผลักดันสินค้า OTOP และ SMEs เสริมรายได้ผู้สูงวัย และสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน เพราะการเป็น “พันธมิตรของชุมชน” อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การ “ตั้ง” อยู่ในชุมชนเท่านั้น แต่คือการจับมือเพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน นี่คือพันธกิจที่ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ยึดมั่นมาตลอดการดำเนินธุรกิจตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และยังคงตอกย้ำบทบาทของ “การเชื่อมร้อยหัวใจของชุมชน” ผ่านการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมไปถึงโครงการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวคิดหลัก “ครบ ถูก คุ้ม” ที่เป็นมากกว่าแค่เรื่องของราคาหรือสินค้าภายในร้าน แต่คือการร่วมเติบโตไปกับชุมชน เปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กได้ก้าวต่อ และสร้างพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมให้ไปต่อได้อย่างมีคุณค่า เปิดเวทีของคนตัวเล็กได้มีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณค่า ซีเจ มอร์ ได้ขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธร
เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2568 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ ดร.รัชนี จันทร์เกษ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทยพร้อมด้วยนางสาวคัญฑมารา สิทธิไกรพงษ์ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการนวดไทย นายโกมลสิทธิ์ ชิตประเสริฐประธานวิทยาลัยการนวดไทยแห่งประเทศไทย นำคณะหมอนวดไทย เดินทางไปยังนครโอซาก้าประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมงาน World Expo 2025Osaka Kansai ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 เมษายน – 13ตุลาคม 2568 โดยกรมการแพทย์แผนไทย ฯ เข้าร่วมจัดนิทรรศการชั่วคราว (Temporary Exhibition)ภายใต้แนวคิด “Nuad Thai: Intangible Heritage and Thailand’s Herbal Gift” ระหว่างวันที่ 13 เมษายน โดยเน้นการดูแลสุขภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยการผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทย นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า สำหรับหมอนวดที่ทางกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้ส่งไปร่วมงานครั้งนี้มีทั้งหมด 7 คนเป็นหมอนวดทั้ง 150 ชั่วโมง และ 330 ชั่วโมงที่มีประสบการณ์ด้านการนวดมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีอีกทั้งเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรจากวิทยาลัยการนวดไทยแห่งประเทศไทย ผ่านการเก็บเคส 20รายจากทั
สำหรับบางคน พัดสานอาจเป็นเพียงเครื่องมือคลายร้อนแบบบ้าน ๆ ไทย ๆ ที่หาไม่ได้มีคุณค่าหรือความหมายอะไรมาก แต่สำหรับชาวชุมชนบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พัดสานทุกเล่มคือส่วนหนึ่งของความทรงจำ คือเรื่องราวที่ถูกถักทอผ่านเส้นตอก และลวดลาย อีกทั้งยังเป็นมรดกแห่งภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น สานแน่นไปด้วยวัฒนธรรม ฝีมือ และสายใยความผูกพันของครอบครัว เพื่อทำความรู้จักเรื่องราวของ “พัดสาน“ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขอพาลัดเลาะเข้าสู่ชุมชนบ้านแพรก หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อพูดคุยกับ คุณจินดา ขนายนาม และคุณสมปอง ตรส์กุล สองคุณแม่วัย 70 ปี ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของงานจักสานไว้ได้อย่างมั่นคง เพราะที่นี่…พัดสานไม่ใช่เพียงของใช้ แต่คือชีวิต ลมหายใจ และคือสิ่งที่บอกเล่าถึงกาลเวลาที่เคลื่อนผ่าน โดยที่ความงดงามของวิถีดั้งเดิมยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย สานภูมิปัญญา สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน ชุมชนบ้านแพรกเป็นแหล่งผลิตพัดสานจากไม้ไผ่ที่มีเอกลักษณ์มากว่า 50 ปี ด้วยฝีมือของชาวบ้านกว่า 200 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ร่วมกันสืบสานงานจักสานเป็นอาชีพหลัก วัตถุดิบทั้งหมดมาจากภายในชุมชน
