ท่ามกลางความท้าทายของวงการข้าวไทย ทั้งปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และวิกฤตขาดแคลนแรงงานจากโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย กรมการข้าว เร่งเดินหน้าผลักดันโครงการ “ส่งเสริมและพัฒนการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีอัจริยะครบวงจร” เพื่อยกระดับศักยภาพชาวนาและภาคการผลิตข้าวทั้งระบบ หวังสร้างความมั่นคงทางอาหารและทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 60 ล้านไร่ และหล่อเลี้ยงเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน แต่ปัจจุบันข้าวไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตที่น่ากังวลโดยเฉพาะปัญหาโครงสร้างประชากรเกษตรกรที่มีอายุเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 60 ปี ซึ่งทำให้การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เป็นไปอย่างยากลำบาก ส่งผลให้การผลิตขาดประสิทธิภาพในหลายด้าน
ปัญหาดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตตกต่ำสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเสี่ยงในการเพาะปลูก เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ กรมการข้าวจึงได้วางแนวทาง “เกษตรอัจฉริยะครบวงจร” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การวางแผนเพาะปลูก การจัดการพื้นที่ การบำรุงรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการตลาด เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานคุณภาพข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
โครงการนำร่องจากห้องวิจัยสู่แปลงนา
รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า กรมการข้าวได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อปูทางสู่การเป็นเกษตรกรอัจฉริยะมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และผลงานวิจัยสู่เกษตรกรผ่านเครือข่าย “ชาวนาอาสา” และสนับสนุนเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น โดรนเกษตร เครื่องวัดค่าพีเอชในดิน รถเกี่ยว และเครื่องอบลดความชื้น ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มเกษตรกร “นาแปลงใหญ่” และ “ศูนย์ข้าวชุมชน” ที่มีความเข้มแข็งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

นางสาวภัทรนภา สกุณวัฒน์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว ได้ดำเนิน “โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะครบวงจร” โดยจัดอบรมเกษตรกรอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 โดยในปี 2568 ได้จัดอบรมไปแล้ว 5 รุ่น ได้แก่ อุดรธานี นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา และนครสวรรค์ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 500 ราย เพื่อสร้างความเข้าใจและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ “มิติใหม่” ครั้งสำคัญในปี 2569
มิติใหม่ปี 2569 ติดปีกชาวนาด้วยเทคโนโลยี
นางสาวภัทรนภา เปิดเผยว่าในปีงบประมาณ 2569 โครงการฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง จำนวน 6 รายการ ให้กับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีโอกาสได้ใช้งานเครื่องมือเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 1) โดรนถ่ายภาพพร้อมกล้องมัลติสเปกตรัม ใช้สำรวจแปลงนาเพื่อพยากรณ์โรคและแมลง 2) โดรนเกษตร ขนาด 50 ลิตร สำหรับฉีดพ่นสารเคมี หว่านเมล็ดพันธุ์ และหว่านปุ๋ย ประหยัดเวลาและแรงงาน 3) เสา RTK (Real-Time Kinematic) เทคโนโลยีระบุพิกัดที่แม่นยำสูงในระดับเซนติเมตร 4) พวงมาลัยอัจฉริยะ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติช่วยให้การเพาะปลูกแม่นยำ 5) สถานีตรวจวัดอากาศ (Weather Station) วัดข้อมูลสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยวางแผนการผลิต และ 6) ระบบน้ำอัจฉริยะ ควบคุมการใช้น้ำในนาข้าวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ประหยัดน้ำและพลังงาน
“สองปีที่ผ่านมา เราให้ความรู้เบื้องต้นว่าเกษตรอัจฉริยะจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร และในปี 2569 เกษตรกรจะมีโอกาสได้ใช้จริง เทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับเกษตรกร” นางสาวภัทรนภากล่าว

“แปลงต้นแบบ” สร้างแรงบันดาลใจ
นายธำรง ทัศนา เกษตรกรอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี คือหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จจากการนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะมาปรับใช้ในแปลงนาของตนเอง เขาต้องเผชิญกับปัญหาสะสมมายาวนาน ทั้งผลผลิตตกต่ำและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการนำร่องกับศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี เขาได้เริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ตั้งแต่การปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ (Laser Land Leveling) ที่ช่วยให้การควบคุมน้ำทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการใช้ระบบเปียกสลับแห้งร่วมกับท่อวัดน้ำอัจฉริยะ ใช้พลังงาน Solar Cell และใช้ สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ (Weather Station) เพื่อวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่ง จากเดิมที่เคยได้ผลผลิตเพียง 70-80 ถังต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 120-130 ถังต่อไร่ และที่สำคัญคือช่วยลดต้นทุนได้อย่างชัดเจน “เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะจำเป็นมากครับ เพราะตอนนี้แรงงานมีน้อย เราเป็นเกษตรรุ่นใหม่ต้องปรับตัว” นายธำรงกล่าว
นางจารุวรรณ ชื่นมาธูรไพจิตร นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี กล่าวว่า ปัจจุบัน แปลงนา 8 ไร่ของนายธำรง ไม่เพียงเป็น “แปลงต้นแบบ” ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการเรียนรู้และขยายผลสู่แปลงอื่นๆ ทั้ง 60 ไร่ของเขาเองเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ที่ทำให้เขาสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 70 ตันต่อฤดู นอกจากนี้ยังทำให้ชาวบ้านในพื้นที่สนใจและเริ่มเปลี่ยนแปลงไปด้วย
จากห้องเรียนสู่ทุ่งนา เมื่อคนปลูกข้าวพร้อมเปิดใจ
จากการอบรมเกษตรกรหลายรุ่นทั่วประเทศ ผู้เข้าร่วมต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานและเวลาในการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม นายฐิติโชค คำไทย รองประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านกกแดง อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรม กล่าวว่า “เทคโนโลยีโดรนเกษตรช่วยลดปัญหาแรงงานน้อยลงได้จริง สมาชิกหันมาใช้ในขั้นตอนการพ่นปุ๋ยยาเกือบ 100% ลดความเสียหายในแปลง ลดเวลา และปลอดภัยตัวผู้ผลิต”
ขณะที่ นางศรีสุข และนายโกวิทย์ ลาหนองแคน คู่รักเกษตรกรที่ผันตัวจากงานบริษัทมาทำนาเต็มตัวและเข้าร่วมโครงการยืนยันว่า การหันมาปรับใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน รวดเร็ว และสามารถควบคุมกระบวนการผลิตและวางแผนการผลิตได้ ทั้งยังช่วยลบภาพเก่าๆ ของการทำนาที่ต้องลงแรงหนัก เปลี่ยนเป็นความทันสมัยที่เข้ามาอำนวยความสะดวก สามารถวางแผนและควบคุมการผลิตได้ด้วยสมาร์ทโฟน
สำหรับก้าวต่อไปในปี 2569 กรมการข้าว เตรียมยกระดับจาก “หลักสูตรอบรม” สู่การสร้าง “ศูนย์การเรียนรู้การผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะครบวงจร” 11 แห่งทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้และเก็บข้อมูลจริงจากแปลงสาธิตในบริบทพื้นที่ที่หลากหลาย ทั้งโรคแมลง ผลผลิต และต้นทุน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และถ่ายทอดกลับสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ
กรมการข้าวเชื่อมั่นว่า “เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะครบวงจร” จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมภาคการเกษตรของไทยให้แข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืน และสร้าง “ชาวนาอัจฉริยะ” รุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

