แปรรูปสินค้าเกษตร
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านแก่นท้าว หมู่ที่ 2 ต.เสมา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา บรรดาผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ได้หาอาชีพเสริมด้วยการแกะมะขามเปียกเพื่อขายให้กับพ่อค้าคนกลางกันอย่างคึกคัก ภายหลังจากที่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่างเว้นจากการทำอาชีพเกษตรกร เนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักของจังหวัดนครราชสีมา เหลือน้ำน้อย ซึ่งทางชลประทานจังหวัดนครราชสีมา ไม่มีการส่งน้ำให้เกษตรกรเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงทำให้ชาวบ้านว่างงาน คนวัยหนุ่ม สาว จึงออกไปทำอาชีพรับจ้างรายวันในตัวเมือง และในโรงงานต่างๆ ทิ้งไว้แต่ผู้สูงอายุให้อยู่ในหมู่บ้าน ดังนั้นผู้สูงอายุเหล่านี้จึงได้หาทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ด้วยการไปรับซื้อมะขามสุกจากต้น ที่อยู่ในหมู่บ้านต่างๆ แล้วนำมาแกะเมล็ดออกจากฝัก เพื่อขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่จะมารับซื้อถึงหมู่บ้าน นางสมพร ซอสูงเนิน อายุ 72 ปี ชาวบ้านเปิดเผยว่า ช่วงนี้ในหมู่บ้านเหลือแต่คนเฒ่า คนแก่ เนื่องจากคนหนุ่ม สาว ออกไปหาทำอาชีพรับจ้างทั่วไปในตัวเมือง ทำให้คนเฒ่า คนแก่ ซึ่งเคยทำไร่ ทำนา อยู่ไม่เป็นสุขต้องหาทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ช่วงว่างจากภ
“กะทิ” วัตถุดิบคู่ครัวไทยที่ต้องมีไว้ติดบ้าน แต่ในสังคมยุคใหม่ที่แสนเร่งรีบ ความสะดวกคือปัจจัยสำคัญ “กะทิกระป๋อง” จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ สวนมะพร้าวเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นต้นทางของ “กะทิออร์แกนิค” ซึ่งการันตีความปลอดภัยในทุกหยดในเมนูอาหาร “เมอริโต้” แบรนด์ดังที่อาจยังไม่คุ้นหูคนไทย แต่น่าภาคภูมิใจที่เดินทางไปไกลทั่วโลก โดยได้รับการรับรองมาตรฐานสากลให้เป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคแท้จากสถาบันต่างๆ ทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อังกฤษ บราซิล และญี่ปุ่น พีรโชติ จรัญวงศ์ หรือคุณแซม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารเมอริท จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสวนเมอริโต้เป็นสวนมะพร้าวเกษตรอินทรีย์แห่งแรก และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศที่มีเจ้าของคนเดียว อาณาเขตวิมานมะพร้าวมีเนื้อที่ 2,200 ไร่ ตั้งอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี เพาะปลูกมะพร้าวสายพันธุ์ลูกผสม “พันธุ์มาวา” ซึ่งได้จากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างมะพร้าว 2 ชนิด คือ พันธุ์มลายูสีเหลือง และพันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง ลักษณะเด่นจากต้นแม่ คือ ระบบรากจะแข็งแรงเข้ากับสภาพดินและภูมิ
การเพาะเห็ดเศรษฐกิจส่วนใหญ่นิยมเพาะแบบถุง โดยบรรจุส่วนผสมของวัสดุเพาะในถุงพลาสติกด้วยแรงงานคนจำนวนมาก ทำให้คุณภาพและความหนาแน่นของวัสดุในถุงไม่สม่ำเสมอซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อและการงอกของดอกเห็ด การบรรจุวัสดุเพาะด้วยมือ มีโอกาสที่จะทำให้ถุงเกิดรูเข็มและรอยปริแตก เนื่องจากแรงที่กดอัดขี้เลื่อยด้วยมือมีมากและไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ก้อนเชื้อเสียหายระหว่างการเพาะให้เชื้อเจริญเติบโต สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยฝ่ายวิศวกรรม ออกแบบและพัฒนา “เครื่องบรรจุวัสดุใส่ถุงแบบต่อเนื่อง” เพื่อนำไปใช้งานจริงในฟาร์มเห็ด ซึ่งนอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพและความหนาแน่นของวัสดุเพาะในถุงแล้ว ยังสามารถช่วยประหยัดเวลาและช่วยลดการนำเข้าเครื่องจากต่างประเทศอีกด้วย หลักการทำงาน ใช้ระบบนิวเมติกเป็นต้นกำลังควบคู่กับการควบคุมการทำงานด้วยระบบ PLC (Programmable Logic Control) แบ่งกลไกการทำงานเป็น 4 ส่วนหลักๆที่ทำงานแยกอิสระต่อกันแต่ทำงานสอดคล้องกัน ประกอบด้วย 1.กลไกช่วยในการจับถุงพลาสติก 2.กลไกการลำเลียงวัสดุเพาะเพื่อเตรียมปล่อ
มนุษย์ใช้ประโยชน์จากขนของสัตว์ปีกในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย เช่น อุตสาหกรรมเสื้อผ้า และเครื่องนอน เนื่องจากเป็นขนที่มีน้ำหนักเบาและให้ความอบอุ่นได้ดี ปัจจุบันการบริโภคไก่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย และเฉพาะในอังกฤษมีการบริโภคไก่กว่า 945 ล้านตัวต่อปี ทำให้มีขนไก่สีขาวจำนวนมากที่ถูกนำไปทิ้ง นักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัย Imperial College ในกรุงลอนดอน กำลังพัฒนาวิธีเปลี่ยนขนไก่เหลือทิ้งเหล่านี้ ให้กลายเป็นวัสดุที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้น Elena Dieckmann แห่งมหาวิทยาลัย Imperial College กล่าวว่า ขนไก่คือวัสดุมหัศจรรย์ เพราะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องสัตว์ปีกจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย มีทั้งความเบาและสามารถป้องกันความร้อนและความเย็นได้ดี อีกทั้งยังสามารถกันน้ำและย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม Elena Dieckmann ชี้ว่า มนุษย์ยังหาวิธีใช้ประโยชน์จากขนไก่หรือขนสัตว์ปีกได้ไม่มากนัก เธอจึงได้ร่วมมือกับ Ryan Robinson ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาเอก จาก National Heart and Lung Institute เพื่อหาวิธีเปลี่ยนขนไก่เหล่านั้นให้เป็นวัสดุที่มีความทนทานสูง และสามารถใช้ประโยชน์ได
จากกระแสคนเมืองหันปลูกผัก ทำการเกษตร ทำให้วงการธุรกิจการเกษตรคึกคักขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุด บริษัทอีสท์เวสท์ ซีด จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม “ศรแดง” ได้ออกมาลุยตลาดนี้ ด้วยการผลิตเมล็ดพันธุ์ ผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน เอาใจคนเมืองสุดๆ ภายใต้ผลิตภัณฑ์ Go Grow ที่มีสโลแกน สั้นๆ ว่า “ใครๆก็ปลูกได้” นั่นคือ จะมีคู่มือการปลูก การให้ปุ๋ย การป้องกันโรคและแมลงแบบเข้าใจง่ายๆ แนะนำอยู่ข้างซอง พร้อมดีไซน์รูปแบบซองที่ทันสมัย ตอบโจทย์กลุ่มเกษตรกรขนาดย่อม และกลุ่มผู้ปลูกรับประทานในครัวเรือน ที่อาจไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการปลูก รวมทั้งกลุ่มคนเมืองที่กำลังนิยมหันมาปลูกผักเพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยตั้งเป้าไว้ถึง 115 ชนิด ภายในปีนี้ คุณวิชัย เหล่าเจริญพรกุล (ขวามือ) คุณวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสต์ ซีด จำกัด เผยถึง ปี 2560 บริษัท ครบรอบ 35 ปี จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Go Grow อันจะเป็นการพลิกวงการเมล็ดพันธุ์ผักไทย ที่มีการเจาะกลุ่มลูกค้าเกษตรคนเมือง และเกษตรกรรายย่อย อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ยังเผยถึง การเติบโตของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ของประเทศไทย ว่า ในปี 2560 นี้ มีมูลค
4 ปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นประจักษ์แล้วว่า บึงกาฬเป็นเมืองหลวงของยางพาราของภาคอีสาน แสดงให้เห็นว่าพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีทิศทางการทำสวนยางเป็นอย่างไร โดยเฉพาะการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น หมอนยาง การทำสนามฟุตซอล ตุ๊กตา แผ่นปูพื้น เป็นสิ่งที่เกษตรกรชาวสวนยางสามารถดำเนินการได้ ซึ่งในพื้นที่บึงกาฬมีวัตถุดิบมหาศาล พร้อมทั้งมีความร่วมมือเพื่อเพิ่มมูลค่าด้านวิชาการเข้ามาร่วมกันหาแนวทางวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการก้าวสู่ยุคดิจิตอล 4.0 ซึ่งจะเน้นให้การทำสวนยางพารามีความพัฒนายิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ เครื่องกรีดยางอัตโนมัติ การผลิตยางอัดแท่งจากยางก้อนถ้วย เปิดช่องทางออนไลน์ให้ค้าขายได้โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง คุณเฉิน หู้เซิง (โทนี่ เฉิน) ผู้อำนวยการ ฝ่ายประเทศไทย บริษัท รับเบอร์ วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัด ประเทศจีน กล่าวว่า งานยางพาราและกาชาดบึงกาฬ เป็นเหมือนวันตรุษจีนยางพารา เป็นงานที่บริษัท รับเบอร์ วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัทผู้ประกอบการจากประเทศจีน พลาดไม่ได้ที่จะเข้ามาร่วมงานด้วยเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้เชิญชาวจีนจากหลายบริษัท เช่น Qingdao CIHevea Precision
นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ในเครือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เผยว่า บริษัทได้ลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ในการสร้างโกดังเก็บสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากโรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) หมู่บ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในเนื้อที่ 22 ไร่ รวมทั้งสร้างห้องแล็บในพื้นที่นี้ด้วยวงเงินประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อเน้นการทำวิจัยด้านการขยายพันธุ์ด้วยเนื้อเยื่อ ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างหนึ่ง เพราะหน้าที่ของดอยคำคือการพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีให้ถูกต้อง เพื่อเกษตรกรจะได้ลดความเสี่ยงในการปลูก จากนั้นส่งผลผลิตให้กับโรงงานแปรรูป โดยทางดอยคำจะสอนวิธีการปลูกสมัยใหม่ให้มีประสิทธิภาพ และวิธีการทำงานที่ง่ายขึ้น รวมทั้งการเน้นให้เกษตรกรรู้จักการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ในเครือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เผยว่า บริษัทได้ลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ในการสร้างโกดังเก็บสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากโรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) หมู่บ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในเนื้อที่ 22 ไร่ รวมทั้งสร้างห้องแล็บในพื้นที่นี้ด้วยวงเงินประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อเน้นการทำวิจัยด้านการขยายพันธุ์ด้วยเนื้อเยื่อ ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างหนึ่ง เพราะหน้าที่ของดอยคำคือการพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีให้ถูกต้อง เพื่อเกษตรกรจะได้ลดความเสี่ยงในการปลูก จากนั้นส่งผลผลิตให้กับโรงงานแปรรูป โดยทางดอยคำจะสอนวิธีการปลูกสมัยใหม่ให้มีประสิทธิภาพ และวิธีการทำงานที่ง่ายขึ้น รวมทั้งการเน้นให้เกษตรกรรู้จักการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
ผู้สื่อข่าวรายงานจากอุดรเมล่อนฟาร์ม เลขที่ 88 หมู่ที่ 6 ตำบลผักตบ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ว่า ฟาร์มอุดรเมล่อน ได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าไปเยี่ยมชมนานานแล้ว และได้ให้ประชาชนสลักชื่อคู่รัก หรือหัวใจต่างๆ ลงที่ลูกที่เมล่อน เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์เมล่อนถึงช่วงเก็บเกี่ยว สุก ประชาชนได้ไปรับและรับงานที่ตัวเองสั่งเอาไว้ บางคนก็มาเขียนข้อความคำว่า รัก สั่งจองไว้แต่ยังไม่ได้เมล่อนไปฝากคนรัก นางสาวปิตินุช พิศชวนชม ผู้จัดการอุดรเมล่อนฟาร์ม กล่าวว่า จากการสลักชื่อคนรัก/ทำรูปหัวใจ หรือเขียนข้อความเกี่ยวกับความรัก ได้รับการตอบรับที่ดีมาก กระทั่งลูกค้าประจำคือ ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต โรบินสัน สาขาอุดรธานี ได้เมล่อนไม่เพียงพอ ซึ่งในปีต่อๆ ไปทางฟาร์มจะได้ปรับปรุงจำนวนให้เพียงพอ เพื่อรองรับลูกค้าให้มากกว่านี้ และที่ฟาร์มยังมีสตรอเบอรี่สดๆ ไว้จำหน่ายด้วย ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
จากปัญหาราคาข้าวตกต่ำในช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปีคือเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ราคาตันละประมาณ 5,000-6,000 บาท ผลผลิตเฉลี่ย 500 กิโลกรัม/ไร่ หรือคิดเป็นเงิน 2,500-3,000 บาท/ไร่ ซึ่งรายได้ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตด้วยซ้ำไป ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน จากปัญหาดังกล่าวสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย โดย คุณอำพน ศิริคำ เกษตรอำเภอกันทรวิชัย เห็นว่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) มีนิสิตและคณาจารย์กว่า 35,000 คน หากมาสนับสนุนด้านการตลาดจะช่วยเหลือชาวนาได้มาก ดังนั้น จึงได้นำคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และชาวนาชั้นนำ เข้าพบ ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อหารือการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ คุณอำพน กล่าวว่า ฤดูการผลิตข้าวนาปี 2559/2560 มีผลผลิตออกสู่ตลาดค่อนข้างมาก และเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางว่า ผลผลิตข้าวโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ในระดับดีมาก ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ คาดว่าจะมีผลผลิตทั้งประเทศราว 30 ล้านตัน ในส่วนของอำเภอกันทรวิชัย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 172,000 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 83,000 ตัน ใช้เพื่อบริโภคและเก็บไว้ทำพันธุ์ใ
