แปรรูปสินค้าเกษตร
การนำหมากเม่าหรือมะเม่ามาแปรรูปเป็นไวน์ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาเพิ่มมูลค่าของไม้ผลท้องถิ่นได้อย่างดีมาก ทำให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกให้ชาวบ้านในท้องถิ่นเกิดความรักหวงแหน พร้อมกับช่วยอนุรักษ์ไม้ชนิดนี้ ซึ่งนับเป็นพื้นบ้านสำคัญที่ทรงคุณค่าให้อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่พบว่ามีพื้นที่ต้นหมากเม่ามากกว่าแห่งอื่นคือที่เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร เหตุนี้จึงมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์ไม้ท้องถิ่นชนิดนี้ พร้อมไปกับการสร้างคุณค่าและมูลค่า จนประสบผลสำเร็จด้วยการผลิตเป็นไวน์ส่งไปประกวดต่างประเทศได้รับรางวัลกลับมาสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงต่อยอดด้วยการผลิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขนม และเครื่องสำอาง ไม่เพียงเท่านั้นกากเม่ายังนำไปผสมเพื่อใช้เป็นอาหารให้สัตว์กิน คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของการนำหมากเม่ามาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชนิดจนโด่งดังมาจากจุดเริ่มต้นภายในรั้วของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จากคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานอยู่คณะทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น รายงานพิเศษจังหวัดสก
นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า “กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดงานใหญ่ OTOP ภูมิภาคในจังหวัดขนาดใหญ่ครอบคลุมทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 5 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ถึงวันที่ 12 มกราคม 2560 ประกอบด้วย OTOP ภูมิภาค จังหวัดอุบลราชธานี พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์อันเกิดจากการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าภาคภูมิใจ การใช้ทรัพยากรในชุมชนเพื่อสร้างสรรเป็นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อสร้างช่องทางการตลาด สร้างงาน สร้างรายได้ในแต่ละพื้นที่ สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสู่ตลาด และสร้างโอกาสขยายตลาดส่งออกสินค้า OTOP เพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อีกทั้งยังเป็นการช่วยส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ซึ่งในการจัดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ดังกล่าวเป็นเวทีให้กับผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าจากภูมิปัญญาไทย เป็นศูนย์รวมของงานหัตถศิลป์ล้ำค่า ที่บ่งบอกอัตลักษณ์สำคัญของแต่ละท้องถิ่น ภายในงานประกอบด้วยบูธจำหน่าย
จากปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำโดยช่วงเปิดฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ปี 2559 ชาวนาถูกพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อข้าวเปลือก กข 15 กิโลกรัมละ 5-6.50 บาท หรือประมาณ 5,000-6,500 บาท/ตัน ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากต้นทุนการผลิตข้าวขยับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าเตรียมดิน ค่าปุ๋ย และค่าเก็บเกี่ยวข้าว เป็นต้น ทางรัฐบาลต้องเร่งระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ได้เร่งประสานความร่วมมือขบวนการสหกรณ์กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำด้วย โดยมุ่งเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์ เพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือกช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิก นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาตลาดและราคาข้าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ว่า นอกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนิน “โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร” ปีการผลิต 2559/60 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยรัฐบาลได้จัดสรรสินเชื่อให้สหกรณ์กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและแปรรูปข้าวผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
วันที่ 7 ธันวาคม 2559 จากการที่จังหวัดหนองคาย อุณหภูมิลดลงต่อเนื่องมาหลายวัน ส่งผลให้อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาว และไม่ชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 20 – 25 องศาเซลเซียส นอกจากจะส่งผลดีกับพืชผลการทางการเกษตร และสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่แล้ว ยังส่งผลดีกับจิ้งหรีดที่เกษตรกรบ้านโพนงาม ต.วัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย เลี้ยงง่าย โตเร็ว อัตราการตายน้อยกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับช่วงนี้จิ้งหรีดราคาดีถึงกิโลละ 150 บาท ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ทั้งในจังหวัดหนองคายและ สปป.ลาว ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น และเกษตรกรได้ขยายพื้นที่เลี้ยงเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด อีกทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดยังไม่ประมาทกับอากาศที่จะหนาวจัดที่จะกระทบกับการเลี้ยงจิ้งหรีด โดยได้มีการเตรียมความพร้อมของโรงเรือนที่ใช้เลี้ยงให้มิดชิด และเตรียมหลอดไฟที่จะสร้างความอบอุ่นให้กับจิ้งหรีด อีกทั้งได้มีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ให้มีความแข็งแรงทนทานต่อทุกสภาพอากาศมากขึ้น และมีอัตราการตายน้อย นายบุญร้อย โพชราช สองสามีภรรยา เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดบ้านโพนงาม ตำบลวัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย บอกว่า ช่วงนี้อากาศดี ไม่ร
วันที่ 5 ธันวาคม นายมงคล จอมพันธ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สวนมะพร้าวใน อ.เมือง และ อ.ทับสะแก พื้นที่กว่า 40,000 ไร่ เริ่มพบการระบาดของหนอนหัวดำและแมลงดำหนามรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวสภาพอากาศแห้ง ส่งผลกระทบกับผลผลิตมะพร้าวในภาพรวมที่ออกสู่ตลาดลดลงอย่างมาก ทำให้ราคามะพร้าวในปัจจุบันสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปี ล่าสุดมะพร้าวผลใหญ่จำหน่ายผลละ 25-28 บาท โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าวจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้มะพร้าวนำเข้าบางส่วนเพื่อทดแทนวัตถุดิบที่ขาดหายไป ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดฯ ได้รายงานสภาพปัญหาไปยังส่วนกลางและรอการจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ขณะเดียวกันได้แนะนำให้เกษตรกรดูแลบำรุงรักษาต้นมะพร้าวให้มีความแข็งแรงเพื่อลดปัญหาการระบาดของศัตรูพืชและซื้อสารเคมีที่ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรดำเนินการฉีดพ่นเพื่อบรรเทาปัญหาในเบื้องต้น นายศุภกิจ แสงจันทร์ พ่อค้าจำหน่ายน้ำกะทิ ตลาดสดเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ปัญหาจากราคามะพร้าวผลราคาแพงสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลกระทบกับยอดขายน้ำกะทิสดลดลงกว่า 40% เนื่อ
โครงการการริเริ่มข้าวที่ดีขึ้นแห่งเอเชีย (Better Rice Initiative Asia-BRIA) หรือ “เบรีย” เป็นโครงการที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2557 จนถึง 2560 โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ในนามของกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในการผลิตข้าว การเชื่อมโยงตลาด และการปรับปรุงโภชนาการในภาคอาหาร ซึ่งมี 4 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทย โครงการเบรียดำเนินการโดยความร่วมมือกับกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และไบเออร์ ครอปซายน์ โดยล่าสุดโครงการเบรียลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการ และมอบเกียรติบัตรให้แก่ชาวนาในพื้นที่ที่ผ่านการอบรม “มนตรี พรหมลักษณ์” ผู้ประสานงานโครงการการริเริ่มข้าวที่ดีขึ้นแห่งเอเชีย จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า โครงการเบรียในประเทศไทยปีนี้จัดทำการนำร่องการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน (SRP – Sustainable Rice Production) โดยนำร่องที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี จำนวน 2 ศูนย์ข้าวชุมชน ได้แก่ ศูนย์ข้าว
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้ภายหลังจากสภาพอากาศหนาวเย็นต่อเนื่อง มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยที่ประมาณ 15-16 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยหนาว แต่สำหรับชาวบ้านตาล ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม หรือที่เรียกกันว่าหมู่บ้านอาชีพแปลก ถือเป็นโอกาสทองของชาวบ้านให้มีรายได้จากการทำอาชีพแปลก แปรรูปไส้เดือนมาตากแห้ง ส่งขายต่างประเทศ ปลายทางคือ จีน ไต้หวัน ถือเป็นหมู่บ้านแห่งเดียวในโลกที่มีอาชีพแปลกหมุนเวียนตลอดทั้งปีตามฤดูกาล คือ ฤดูแล้งจะทำการแปรรูปตุ๊กแก ฤดูฝนจะแปรรูปปลิง และในฤดูหนาวจะแปรรูปไส้เดือน ทำมานานกว่า 30 ปี ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนสะพัดจากการทำอาชีพปริศนาปีละหลาย 10 ล้านบาท เช่นเดียวกัน ในปีนี้ภายหลังเข้าสู่ฤดูหนาวเป็นโอกาสทองของชาวบ้านในพื้นที่บ้านตาล ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม ต่างเร่งทำเงิน ด้วยการไปหาไส้เดือน รวมถึงรับซื้อมาจากชาวบ้าน เนื่องจากในช่วงฤดูหนาว โดยธรรมชาติไส้เดือน ช่วงเช้าหรือสภาพอากาศหนาว มีหมอกชื้น จะมีการเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ในที่ชุ่มชื้น ทำให้ชาวบ้านไปเก็บไส้เดือนมาส่งขายในราคากิโลกรัมละประมาณ 30 บาท
คุณสุมนรัตน์ นาคมณี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน มะพร้าว ในอำเภอเกาะพะงันมีพื้นที่ปลูก 30,000 ไร่เศษ ทางอำเภอเกาะพะงันได้ยื่นจด จีไอ หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ปรากฏว่าผ่าน สาเหตุที่ได้รับ จีไอ นั้น เพราะผลผลิตมีคุณภาพดี โดยเฉพาะความมัน เมื่อนำเข้าห้องปฏิบัติการแล้ว ปรากฏว่ามีมากกว่าที่อื่น ช่วงนี้ (เดือนธันวาคม 2559) มะพร้าวราคาดีมาก จากแปลงปลูกของเกษตรกร จำหน่ายได้ ผลละ 17-19 บาท คุณสฤษดิ์ โชติช่วง ประธานศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลบ้านใต้ อำเภอเกาะพะงัน ในฐานะประธานศูนย์กำจัดศัตรูพืชชุมชนบ้านใต้ เล่าว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรต่อสู้กับศัตรูมะพร้าว คือ ด้วงแรด ด้วงงวง แมลงดำหนาม และหนอนหัวดำ โดยที่ไม่ได้ใช้สารเคมีกำจัด แต่ป้องกันโดยชีววิธี คือเลี้ยงแตนเบียนกำจัดศัตรูมะพร้าวที่กล่าวมา ซึ่งแตนเบียนแต่ละสายพันธุ์ จะกำจัดศัตรูมะพร้าวได้ต่างกัน “ปีที่ผ่านมาได้งบประมาณจาก อบจ. 1 ล้านบาท มาเลี้ยงแตนเบียน ผลการป้องกันกำจัดได้ผลดีมาก หากได้งบประมาณแต่ละปี 3 ล้านบาท จะสามารถป้องกันครอบคลุมได้ทั้งเกาะ และทำสัก 5
กรมส่งเสริมการเกษตรจัดเวทีขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน มุ่งสร้างวิทยากรหลักและถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ทั้งด้านการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ งานส่งเสริมและพัฒนาท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้นักส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยงพร้อมให้คำแนะนำแก่สมาชิกวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างมั่นคง ยั่งยืน นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็งนั้น เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบงานวิสาหกิจชุมชนทุกระดับ ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานวิสาหกิจชุมชนอย่างถ่องแท้ ซึ่งการสร้างวิทยากรหลักวิสาหกิจชุมชนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการสร้างวิทยากรหลักวิสาหกิจชุมชน หลักสูตร การดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ประจำปีงบประมาณ 2560 ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อชี้แจงการดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ ทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน แก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ รวม 105 คน ในประเ
คุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สามารถรวบรวมมาเป็นศูนย์รวม เป็นสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) สำเร็จแล้ว โดยมีจากพื้นที่มีสวนยางจำนวน 64 จังหวัด สวนยาง 19 ล้านไร่ ชาวสวนยางทั่วประเทศจำนวน 7 ล้านคน จากจำนวน 1.6 ล้านครัวเรือน มี 76 องค์กรชาวสวนยาง ทั้งนี้ สยยท. จะทำรับเบอร์แบงก์ ที่จังหวัดระยอง เป็นแห่งแรกของประเทศ และจะเป็นต้นแบบขยายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยใช้สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย ประจำจังหวัด (กยท.) เป็นสำนักงาน ซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้ว รับเบอร์แบงก์นั้นจะยึดเอาต้นแบบจากกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และบางแห่งได้พัฒนาเป็นธนาคารหมู่บ้าน เป็นสถาบันการเงิน ประสบความสำเร็จอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจะถอดแบบมาเป็นรับเบอร์แบงก์ เพื่อให้ชาวสวนยางได้เป็นสมาชิก และทำธุรกรรมทางด้านการเงิน เช่น ฝากเงิน กู้เงิน โดยเฉพาะชาวสวนยางเวลาปลูกยาง โค่นยาง จะมีเงินสงเคราะห์อยู่จำนวน 16,000 บาท/ไร่ ใช้เวลาใช้จ่ายอยู่ 6 ปี โดยจะนำเงินตรงนี้มาอยู่ในรับเบอร์แบงก์ ต่อยอดเป็นดอกเบี้ย ซึ่งชาวสวนยางจะได้รับปร
