เทคนิคเกษตร
นักประดิษฐ์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน คว้าเหรียญทองแดง จากการประกวดในเวทีนานาชาติ งาน “The 5th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo” จากการนำลวดลายของใบบัวมาออกแบบและพัฒนาเป็นของใช้ตกแต่งบ้าน และเตรียมขยายผลเชิงพาณิชย์แก่ชุมชนทอผ้าในอนาคต สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนผลงานสิ่งประดิษฐ์ “การออกแบบและพัฒนาชุดของตกแต่งบ้านลวดลายใบบัว” ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมธ์วดี พยัฆประโคน อาจารย์ประจำสาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คณะศิลปกรรมและออกแบบอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ ในงาน “The 5th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo” ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 15 – 17 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมธ์วดี พยัฆประโคน ผู้ประดิษฐ์เปิดเผยถึงแนวคิดในการนำลวดลายของใบบัวมาใช้เป็นแนวทางการออกแบบและพัฒนาของใช้ของตกแต่งบ้าน เนื่องมาจากบัวเป็นพืชน้ำชนิดหนึ่ง ดอกมีรูปทร
ชื่อสามัญ : แปะตำปึง, กิมกอยมอเช่า, จินฉี่เหมาเยี่ย, จักรนารายณ์, ผักพันปี ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynura divarigata วงศ์ : Compositae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มเตี้ย ลำต้นอวบน้ำ (Herbaceous) สีเขียวอ่อนปนม่วง ดอกเป็นช่อตรงก้านดอกยาวชูตรง ดอกมีสีเหลืองสวยงามน่ารัก ออกดอกเป็นระยะตลอดทั้งปี ใบหนาอวบน้ำเช่นกัน ใบมีลักษณะ 2 แบบ คือทั้งแบบกลม และใบรี สรรพคุณไม่ต่างกัน แต่ชนิดใบกลมจะมีขนอ่อนๆ คลุมหนากว่าชนิดใบรีหน่อยหนึ่ง เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย ปลูกง่าย ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ชอบน้ำ สามารถอยู่ได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม เวลาปลูกชิดกันเป็นกอ ก็จะแน่น ดูสวยงาม ใช้เป็นไม้คลุมดินในงานจัดสวนได้เลย ผู้เขียนก็ใช้อยู่บ่อยๆ ปลูกสลับกับไม้คลุมดินอื่นๆ ได้ดี เพื่อเพิ่มสีสันให้สวนสวย เนื่องจากใบสีเขียวอ่อนสดชื่นสบายตา แปะตำปึง นำเข้ามาในบ้านเราเมื่อ 5-6 ปี ที่แล้ว พร้อมๆ กับหญ้าปักกิ่ง สรรพคุณทางยา แปะตำปึง จัดว่าเป็นสมุนไพรประเภทครอบจักรวาลก็ว่าได้ เช่น ฟอกโลหิตสตรี ช่วยขับสารพิษต่างๆ รักษาเริม งูสวัด ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการภูมิแพ้ บำบัดโรคริดสีดวงทวาร และอื่นๆ วิธีรับประทาน ให้เด็ดใบสดมาล้างน้ำให้สะอา
มะงั่ว เป็นไม้จำพวกส้มชนิดหนึ่ง ที่หาดูต้นของจริงได้ยาก แม้จะมีชื่อและข้อมูลปรากฏในตำราเก่าๆ อยู่บ้าง แต่จะหาภาพถ่ายจากต้นจริงไม่ค่อยได้ ดังนั้น จึงเป็นไม้ผลที่พวกเราควรจะมาทำความรู้จักให้มากขึ้น ใน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ฉบับนี้ จะได้เลิกคิดว่า มะงั่ว เป็นแต่เพียงผลไม้ในตำนานเสียที แล้วก็มาดูย้อนหลังกันว่า คนโบราณท่านใช้มะงั่วเป็นยาอย่างไรบ้าง มะงั่ว เป็นไม้ผลที่มีชื่อเรียกต่างกันไปในแต่ละถิ่น แถบอีสาน เรียกว่า หมากเว่อ เชียงใหม่ เรียกว่า มะโว้ช้าง และในถิ่นอื่นๆ เรียกต่างไปอีกว่า มะนาวควาย มะนาวริปน ส้มนาวคลาน และ ส้มละโว้ เป็นต้น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้บันทึกเรื่องของมะงั่ว ไว้ว่า “มะงั่ว น. ชื่อไม้ต้นขนาดเล็ก ชนิด Citrus ichangensis Swing. ในวงศ์ Rutacea ผลคล้ายส้มโอ รสเปรี้ยวจัด ใช้ประสมกับขมิ้นเพื่อย้อมผ้า” ทางภาคอีสานท่านจัดให้ มะงั่ว เป็นผลไม้พวกเดียวกับส้มซ่า นอกจากจะใช้น้ำเป็นของเปรี้ยวแทนมะนาวแล้ว เราก็ได้ทราบเพิ่มเติมอีกว่า คนสมัยก่อนใช้น้ำมะงั่วในการย้อมผ้าสีเหลืองอีกด้วย เข้าใจว่าคงจะช่วยทำให้สีสดขึ้นหรือติดทนทานยิ่งขึ้นกระมัง? การที่เราจะระบุว่าผลไม้หรือต้นไม้ชนิดใ
อภัยภูเบศรสาร ปีที่ 17 ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2563 คอลัมน์พืชใกล้ตัว โดย ภก.ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ บอกไว้ว่า จากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดในประเทศไทย ทำให้หลายๆ ท่านต้องอยู่บ้านหยุดเชื้อ เพื่อชาติ ลดการแพร่กระจายของเชื้อ จึงเป็นโอกาสที่ท่านผู้อ่านจะได้ใช้เวลาทำงานอดิเรกที่ชอบ ทำอาหาร ทำขนมรับประทานเอง ในบางครั้งก็อร่อยจนหยุดรับประทานไม่ได้ ส่งผลทำให้เกิดอาการแน่นท้อง คล้ายอาหารไม่ย่อย มีรายงานว่า มีคนประสบปัญหาอาการนี้ถึงหลักล้านคนทั่วโลก สาเหตุอาจเกิดได้จากแผลในกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ลำไส้อักเสบ ยาสามัญประจำบ้านที่คุ้นเคยกัน ส่วนใหญ่ได้แก่ยาน้ำขับลม แก้จุกเสียด แน่นท้อง ที่มีส่วนผสมของ อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (aluminium hydroxide) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (magnesium hydroxide) มีคุณสมบัติลดภาวะการเป็นกรดในกระเพาะอาหาร กลไกของยาน้ำชนิดนี้จะปรับค่า pH ให้เป็นกลาง ข้อดีคือ ออกฤทธิ์เร็ว แต่มีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อย เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อาการท้องเสียจะเจอได้บ่อยกว่าท้องผูก เป็นต้น รวมทั้งมีข้อควรระวังเรื่องการใช้ยาลดกรดร่วมกับยาตัวอื่นหลายชนิด เพราะอาจส่งผลให้ยาตีกันหรือผู้ป่วยที่เป็น
แพทย์หญิงณุตตรา วิบูลย์ธนสาร อาจารย์แพทย์อนุสาขาศัลยกรรมทางมือและจุลศัลยกรรม สาขาวิชากระดูกและข้อ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่า ในปัจจุบันนี้พบผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อและเอ็นข้อมืออักเสบเพิ่มมากขึ้น อาจเป็นเพราะพฤติกรรมการใช้ข้อมือและกล้ามเนื้อมือในการใช้โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งทุกคนควรสังเกตอาการและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนที่จะเกิดการอักเสบรุนแรง โรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ หรือ De Quervain tenosynovitis เป็นโรคที่เกิดจากการเสียดสีของเส้นเอ็นกับปลอกหุ้มเส้นเอ็นนิ้วโป้งบริเวณข้อมือ จนเกิดการอักเสบขึ้น ส่วนมากมักเกิดในช่วงอายุ 30-50 ปี พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานข้อมือและนิ้วโป้งที่มากเกินไป ในท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และสัมพันธ์กับการทำงาน เช่น งานบ้าน อุ้มเด็ก หรือการพิมพ์คอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันพบผู้ป่วยมากขึ้นจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือ โดยผู้ป่วยมักมีอาการปวด โดยเฉพาะเวลาหยิบจับสิ่งของ ผู้ที่เป็นมากอาจคลำพบการหนาตัวของปลอกหุ้มเส้นเอ็นได้ การรักษาในปัจจุบันทำไ
คนไทยคงรู้จักเอาใบกะเพรามาปรุงกับข้าวมานานมากแล้ว เมื่อครั้งราชทูตฝรั่งเศส มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ เข้ามาอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เขาบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า น้ำจิ้มของชาวสยามนั้น “..ทำกันอย่างง่ายๆ ใช้น้ำนิดหน่อยกับเครื่องเทศ หัวกระเทียม หัวหอม กับผักลางชนิดที่มีกลิ่นดี เช่น กะเพรา..” แสดงถึงการใช้กะเพราเป็นผักปรุงกับข้าวในภาคกลางมาตั้งแต่สี่ร้อยปีก่อน และด้วยอิทธิพลความรู้แบบ “ตำรากับข้าว” เราจึงอาจเผลอเข้าใจไปว่า คนครัวที่ใช้ใบกะเพราคงมีแต่ในย่านภาคกลาง ที่เดี๋ยวนี้ก็ยังปรุงแกงป่าสูตรมาตรฐานโดยใส่ใบกะเพราเป็นหลัก ยังไม่ต้องกล่าวถึงผัดกะเพรา อาหารยอดฮิต ซึ่งแม้จะพบหลักฐานในช่วงหลังๆ ว่า คนเพิ่งรู้จักทำกินกันราวก่อน พ.ศ. 2500 ไม่นานนัก แต่มันก็กลายเป็นสำรับประจำชาติไทยไปแล้ว อย่างไรก็ดี ชุมชนที่ใช้ใบกะเพราหนักมือมากๆ ด้วยเช่นกัน คือกะเหรี่ยงในหมู่บ้านย่านชายแดนตะวันตก ริมเทือกเขาตะนาวศรี ตั้งแต่เพชรบุรีขึ้นไปจนถึงอุทัยธานีและตาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีกะเพราพันธุ์ดีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมากมายมาแต่เดิม อย่างแหล่งที่ผมเคยเก็บได้มากๆ ก็เช่น ริมทางก่อนเข้าตัวอำเภอห้วยกระเจา จังหว
“ซีอิ๊ว” หนึ่งในเครื่องปรุงรสยอดนิยม ที่แทบทุกบ้านจะต้องมีไว้ติดครัวอยู่เสมอ ก็เพราะซีอิ๊วใช้เป็นน้ำจิ้มอาหารประเภทต่างๆ ก็ได้ ใช้เหยาะในอาหารพวกข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวผัด หรือแม้กระทั่งใช้เป็นเครื่องปรุงรสในอาหารชนิดต่างๆ ได้อีกมากมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอาหารจีนทั้งหลายมักมีซีอิ๊วเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยเสมอ เรื่องราวน่าสนใจของซีอิ๊วนั้นยังมีอีกมากมาย เรามาทำความรู้จักกับซีอิ๊วให้มากขึ้นกันดีกว่า หนึ่งในเครื่องปรุงรสยอดนิยม ที่แทบทุกบ้านจะต้องมีไว้ติดครัว ซีอิ๊ว จัดเป็นเครื่องปรุงรสประเภทหนึ่ง ซึ่งทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ให้คำจำกัดความของ ซีอิ๊ว หรือ น้ำซีอิ๊ว ไว้ดังนี้ “น้ำซีอิ๊ว” หมายถึง ผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองด้วยการหมัก จะนำมาแต่งรส และ/หรือ สี หรือไม่ก็ได้ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แล้วนำไปผ่านการพาสเจอไรซ์ ประเภทของซีอิ๊ว ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่ มอก. 252-2521 ได้แบ่งประเภทและให้ความหมายของซีอิ๊วแต่ละประเภทไว้ดังนี้ น้ำซีอิ๊ว แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ ซีอิ๊วขาว หมายถึง ผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองด้วยการหมัก
อาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเป็นกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) รวมถึงอาการปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อและเอ็น (Tendinitis) มักเกิดขึ้นจากปัญหาการนั่งทำงาน หรือการใช้คอมพิวเตอร์รวมถึงโทรศัพท์มือถือ เป็นระยะเวลานาน มักจะทำให้เกิดภาวะปวดเมื่อยหรือภาวะตึงของกล้ามเนื้อตามมา ทีมนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คิดค้นนวัตกรรมสเปรย์ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทย ในรูปแบบสเปรย์นาโนสูตรเย็น เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย คลายความเครียด และความกังวลจากอาการปวดเมื่อยที่เกิดจากการทำงาน และจากภาวะออฟฟิศซินโดรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำนักวิจัย และนักประดิษฐ์ จากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมการประกวดนวัตกรรม “The 5th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo” ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 15-17 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งนวัตกรรม “สเปรย์สมุนไพรนาโนสูตรเย็น บรรเทาอาการปวดเมื่อย” ของ นางสาววราภรณ์ โชติสวัสดิ์, และคณะ แห่งหน่วยชีวเคมี ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกร
ชื่อภาษาอังกฤษ : Sapodilla ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acharas zapota วงศ์ : SAPOTACEAE “อารมณ์เสีย อย่าปล่อยให้เสีย ต้องเคี้ยวชิกเคล็ท” ยังพอจำสโลแกนนี้ได้ไหมครับ ใครจำได้บ้างเอ่ย จำได้แสดงว่าต้องเป็นวัยรุ่นตอนปลายยุค ’70 แน่ๆ ทราบไหมครับว่า หมากฝรั่ง นั้นทำมาจากอะไร นี่เลย ยางละมุดนี่แหละเป็นส่วนประกอบสำคัญของหมากฝรั่งที่พวกเราชอบเคี้ยวเล่นกันนั่นเอง ละมุด เดิมเป็นไม้แถบอเมริกากลาง เม็กซิโก และหมู่เกาะอินเดียตะวันตก และคงจะมีการนำเข้ามาปลูกในบ้านเรานานกว่าร้อยปีแล้ว แต่ในไทยเราก็ยังมีละมุดพันธุ์พื้นเมืองอยู่แล้ว เป็นพันธุ์ชนิดผลเล็ก เรียกว่า ละมุดสีดา ส่วน ละมุดฝรั่ง นั้น ผลใหญ่กว่ามาก ผลกลมรี แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ เท่าที่ทราบ มีไม่น้อยกว่า 6 พันธุ์ สาลี่ มะฝ่อ กระสวย ไข่ห่าน ฝาชี และพันธุ์มะกอก แต่ที่นิยมปลูกกัน มีเพียง 2 พันธุ์ คือ มะกอก กับ ไข่ห่าน พันธุ์มะกอก ชื่อก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า ผลเล็ก รูปร่างรีๆ คล้ายผลมะกอก ใบแคบ ยาว สีเขียวเข้ม เวลาสุก เนื้อสีน้ำตาลแดง เนื้อละเอียด กรอบ หวาน มีความแข็งมากกว่าพันธุ์ไข่ห่าน ชาวสวนรุ่นเก่ามีเทคนิคง่ายๆ ที่ทำให้รสชาติของละมุดหวาน หอม นุ่มนวล ละม
หนูเป็นสาวใต้ลูกน้ำเค็ม สาวชนบทพื้นบ้านที่ชอบอยู่ในป่าธรรมชาติรอบๆ หมู่บ้าน แต่เด่นดังเพราะเคยมีเรื่องราวของหนูถูกนำไปเขียนไว้ในหนังสือประกอบงานสมัชชาเกษตรกรรมทางเลือก ครั้งที่ 2 ในงานมหกรรมเกษตรและอาหารปลอดสารพิษ จัดที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เกือบ 20 ปีมาแล้ว โดยเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ได้ให้สมญานามว่า “ผักเหมียง…ราชินีแห่งผักพื้นบ้านภาคใต้” แม้ว่าได้ชื่อเป็นราชินีแห่งผักพื้นบ้าน แต่หนูก็ไม่ได้ใฝ่ฝันที่จะเข้าเป็นสาวเมืองกรุง อาจเป็นเพราะว่าชื่อของหนูเรียกเพี้ยนๆ คล้ายๆ กันแต่ละจังหวัดภาคใต้ และเวลาออกเสียงเป็นภาษาใต้ สำเนียงหนังตะลุง คนกรุงมักจะต้องถามว่า “ผักอะไรนะ?” “ชื่ออะไรนะ?” หนูรำคาญมาก เขาชอบพูดกันว่าชื่อแปลกดี แล้วยังออกเสียงยากอีก ถ้าจะเรียกชื่อหนูว่า “หนูเหมียง” ก็ฟังไม่เพราะ เรียก “ผักเหลียง” ก็ฟังแล้วบ้านน๊อกบ้านนอก คนในเมืองจึงเรียกหนูว่า “ใบเหลียง” หนูว่าน่ารักดี ความจริงหนูมีถิ่นกำเนิดในเอเชียคาบสมุทรมลายู แต่กระจายขึ้นมาอยู่ทางภาคใต้ ที่ กระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี ชุมพร และหนูก็มีหลายสายพันธุ์ ในเมืองไทยตระกูลของหนูก็เป็น Var. Tenerum เป็นพืชผักป่าธรรมชาต
