เทคนิคเกษตร
“กะเพรา” ถือเป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ใครพอมีพื้นที่สักนิด หรือแค่ที่วางกระถางต้นไม้เล็กๆ สักหน่อย แค่หว่านเมล็ด รดน้ำก็ปลูกขึ้นแล้ว แต่ถ้าใครกินบ่อยก็อาจจะแตกยอดไม่ทันใจนัก เรามีเทคนิคให้ต้นกะเพราแตกใบเยอะๆ มาฝากกัน เป็นเคล็ดลับที่ไม่ลับของชาวสวนกะเพรา ผู้เด็ดใบขายมานับไม่ถ้วน! โดยวิธีนั้นง่ายมากคือ ทุกๆ เช้าให้เด็ดยอดอ่อนของใบกะเพราทุกวัน (ยอดที่เป็นดอก) อย่าให้ออกดอกได้ เพราะเจ้าดอกกะเพรา คือ การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของมัน ถ้าเราคอยเด็ดดอกออก ต้นกะเพราก็จะเข้าใจว่าไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ ทำให้ต้องรีบแตกหน่อ ออกดอก ออกใบให้เยอะขึ้น เป็นการแกล้งให้กะเพราเข้าใจผิด (คงเข้าใจผิดว่าจะสูญพันธุ์ต้องรีบ ออกดอก ออกลูก มาเพิ่ม) “กะเพรา” เป็นทั้งอาหารและยาชั้นเลิศใช้ทางการแพทย์อายุรเวทมายาวนานกว่า 5 พันปี ในภาษาฮินดี เรียกว่า Tulsi หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้ กะเพรา มี 2 สายพันธุ์คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง ประโยชน์ของกะเพราต่อร่างกายมีมากมาย ดังนี้ ด้านสมอง-อารมณ์ พบว่าช่วยลดความวิตกกังวล ความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ ซึ่งลดความเครียด ปรับสมดุลธาตุในร่างกายและจิตใจ ด้านการมองเห็น พบ
นวัตกรรมนี้ช่วยลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่เกษตรของไทย เพราะเกษตรกรไม่ต้องเผากำจัดเศษวัสดุในพื้นที่ ลดปัญหาด้านสุขภาพอันเนื่องมาจาก PM 2.5 ลดการนำเข้าถ่านกัมมันต์จากต่างประเทศ โดยการใช้ถ่านที่ผลิตได้ทดแทน เครื่องผลิตถ่านกัมมันต์ ประกอบด้วย 5 ส่วนหลักๆ คือ เตาปฏิกรณ์ ฮีตเตอร์ หม้อไอน้ำ มอเตอร์ และตู้ควบคุม โดยส่วนของตัวเตาปฏิกรณ์ใช้สำหรับบรรจุถ่านชีวภาพที่ได้จากกระบวนการไพโรไลซิส และมีฮีตเตอร์ฝังอยู่ด้านบนตัวเตาพร้อมหุ้มด้วยผนังที่มีฉนวนป้องกันการสูญเสียความร้อนภายในเตา โดยมีมอเตอร์เป็นต้นกำลังที่ใช้สำหรับหมุนเตาปฏิกรณ์ ส่วนหม้อไอน้ำ ทำหน้าที่ผลิตไอน้ำเพื่อป้อนให้กับกระบวนการกระตุ้นในการผลิตถ่านกัมมันต์ โดยมีตู้ควบคุมสำหรับควบคุมอุณหภูมิ อัตราการป้อนไอน้ำ และเวลาในการทำปฏิกิริยา อยู่ด้านล่างของเตาปฏิกรณ์ เกษตรกรและนักลงทุนเกิดแรงจูงใจในการทำเกษตรและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ในสภาวะที่ราคาปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ เนื่องจากของเสียในการทำปาล์มน้ำมันสามารถก่อให้เกิดรายได้เพิ่มเติมได้ ประโยชน์ของการใช้นวัตกรรม สามารถกำจัดวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตน้ำมันชีวภาพ คือ กากทางและทะลายปาล์มน้ำมันได้ 100% เพ
ช่วงนี้หลายๆ บ้าน นิยมปลูกผักสวนครัวไว้ทำอาหารเอง การปลูกผักสวนครัว นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย มีผักสะอาด ปลอดสารเคมีไว้กินเองแล้ว หากปลูกเป็นจำนวนมากและมีเหลือก็สามารถขายได้ด้วย ผักสวนครัวมีหลากหลายชนิด แต่วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะมาแนะนำผักสวนครัว อายุสั้น ที่ใช้เวลาปลูกไม่นาน ที่สามารถกินได้ภายใน 40 วัน สามารถนำเคล็ดลับไปปลูกตามกันได้เลย ง่ายนิดเดียว ☘️สะระแหน่ สะระแหน่เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีกับสภาพดินที่มีความร่วนซุยระบายน้ำได้ดี ต้องการแสงสว่าง และชอบอากาศที่เย็น ดังนั้น แสงแดดที่ร้อนเกินไปจึงไม่เป็นผลดีต่อการปลูกมากนัก การปลูกในที่ร้อนจัดจึงโตไม่ดี การปลูกจะต้องอาศัยที่รำไร หรือกลางซาแรนช่วยพรางแสงและฝนให้ด้วย เพราะหากโดนฝนมากไปก็จะทำให้เกิดโรคเชื้อราและใบเน่าได้ สะระแหน่ไม่ชอบปุ๋ยเคมีเลย เจอเป็นยุบ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรต่างๆ การขยายพันธุ์ : ใช้วิธีแยกไหล ชำก้าน ที่ยังไม่แก่จัด หรือยอดที่ไม่อ่อนมากนัก บางส่วนถ้าหาก้านที่เริ่มออกรากบ้างแล้ว ก็จะปลูกติดได้เร็วขึ้น หรือถ้าซื้อสะระแหน่มาจากตลาด สามารถชำกิ่งก้านเพื่อให้ออกรากเล็กน้อยได้ โดยเมื่อเด็ดยอดไปกินแล้ว ก้านที่เหล
การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ น้ำ คือ สิ่งสำคัญ ไม่มีน้ำก็ปลูกพืชไม่ได้ คุณเมย์-เมธยา ภูมิระวิ อยู่บ้านเลขที่ 343 หมู่ที่ 6 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เกษตรกรรุ่นใหม่สานต่องานเกษตรที่พ่อสอน บนเนื้อที่ 27 ไร่ การเริ่มต้นทำเกษตรของคุณเมย์ เริ่มจากแนวคิดง่ายๆ คือ ทำสิ่งที่ตนเองชอบและมีความสุขก่อน คือการเลี้ยงสัตว์ มีไก่นานาชนิด ไก่พื้นเมือง ไก่ต๊อก ไก่งวง ห่าน ไก่ดำ เลี้ยงจนชำนาญสามารถเพาะขยายพันธุ์แจกเพื่อนบ้าน ได้แบ่งปันเริ่มมีความสุข เริ่มคิดว่าการทำเกษตรก็เหมือนห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ต้องศึกษาหาความรู้ที่ในทฤษฎีไม่ได้บอก อยากรู้ต้องลงมือทำ เพราะถ้ามีแต่องค์ความรู้ แต่ทำไม่เป็น ก็ได้แค่มอง เธอจึงเลือกที่จะลงมือปฏิบัติจากสิ่งง่ายๆ จากการขยายพันธุ์สัตว์จนสำเร็จได้มีความสุขไปแล้ว จึงขยับมาทำงานสวนต่อ ปลูกไม้ผล ทำสวนป่า ในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะภายในสวนจะทำน้ำหมักไล่แมลงเอง ทำน้ำหมักปรับโครงสร้างดินแต่ละสูตร ทำปุ๋ยหมักบำรุงพืชเอง เช่น น้ำหมักจาวปลวกเป็นสูตรที่ทำง่ายแต่ได้ผลดี ซึ่งการทำเกษตรของคุณเมย์ จะให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำมาเป็น อันดับ 1 มีการจัดระบบน้ำที่ดี
สับปะรด พืชเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ส่งออกครองอันดับ 1 ในตลาดโลกมาอย่างยาวนาน แต่ราคาสับปะรดโรงงานไม่ค่อยจะสมดุลกับต้นทุนการผลิตของชาวไร่ มักจะสวิงมาก ไม่เสถียรเท่าที่ควร ประกอบกับผลผลิตต่อไร่ที่ชาวไร่ทั่วไปทำได้ คือ 4-5 ตันต่อไร่ ยังต่ำกว่าศักยภาพการผลิตของพืชชนิดนี้ จึงสะท้อนกลับมาที่ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า รายได้ของชาวไร่ไม่คุ้มกับการลงทุน จำเป็นต้องพัฒนาวิธีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นจากเดิม คุณชาญวิทย์ วงษ์สมุทร กูรูสับปะรดปัตตาเวีย ของจังหวัดระยอง มีวิธีการปลูกสับปะรดอย่างไร ได้ผลผลิตไร่ละ 10-12 ตัน โมเดลนี้อาจพลิกผันวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ หากคนสายสับปะรดนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม ตามไปดูรายละเอียดกันครับ คุณชาญวิทย์ วงษ์สมุทร ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอนิคมพัฒนา ชาวไร่สับปะรดระดับแนวหน้าของจังหวัดระยอง ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการทำไร่สับปะรด มานานกว่า 20 ปี เป็นอีกผู้หนึ่ง เน้นปลูกเพื่อขายโรงงานแปรรูป และแบ่งผลผลิตตัดขายผลสดบ้างสัก 20-30 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตรวม คุณชาญวิทย์ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ผ่านทางผู้เขียนไว้อย่างหมดไส้หมดพุง เพื่อเป็นวิทยาทานให้คนสายสับปะรดนำไปต่อยอด น
“กลิ่นคอกหมู” คือหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องเผชิญ ไม่เพียงสร้างความรบกวนให้กับผู้อยู่อาศัยโดยรอบ แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพของทั้งคนและสัตว์ในฟาร์ม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการอย่างเหมาะสม อาจกลายเป็นปัญหาสะสมที่ยากต่อการแก้ไข ในขณะที่หลายฟาร์มเลือกใช้สารเคมีเพื่อควบคุมกลิ่น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูง และความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม วันนี้มีอีกหนึ่งทางเลือกที่ทั้ง “ประหยัด ปลอดภัย และได้ผลจริง” นั่นคือ “น้ำหมักมะเฟือง” สูตรธรรมชาติที่เกษตรกรหลายพื้นที่นำมาใช้แก้ปัญหากลิ่นคอกหมูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใครมีปัญหาคอกหมูมีกลิ่น ไม่ว่าจะคอกดินหรือคอกปูน ล้างเท่าไหร่กลิ่นก็ยังเหม็น🍃 วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านขอนำเสนอ “สูตรน้ำหมักมะเฟือง” สูตรที่ใช้ให้หมูกินเพื่อความแข็งแรงและลดปัญหากลิ่นเหม็นในคอกหมู วิธีทำง่ายมากๆ สามารถนำไปทำตามกันได้ ทำไมคอกหมูถึงมีกลิ่นแรง? กลิ่นเหม็นในคอกหมูส่วนใหญ่เกิดจากการย่อยสลายของมูลสัตว์และเศษอาหารที่ตกค้าง โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงและการระบายอากาศไม่ดี จะทำให้เกิดก๊าซ เช่น แอมโมเนีย และก๊าซไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) ซึ่งเป็นต้นเหตุของก
“ปลูกพืชคลุมดิน” พืชที่ปลูกหรือหว่านให้มีการเจริญเติบโตอย่างหนาแน่น มีใบหนามีระบบรากแน่นสำหรับคลุมหรือยึดดิน เจริญคลุมพืชทุกอย่างที่อยู่บนดิน เพื่อช่วยให้ดิน มีสิ่งรองรับแรงปะทะ และพัดพาจากกระแสน้ำ และกระแสลม ใครที่กำลังมองหา “พืชคลุมดิน” ที่นอกเหนือจากการปูหญ้า ยังมีพืชชนิดอื่นๆ ที่ใช้ปลูกเพื่อคลุมดินได้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านรวบรวมมาให้ทั้งหมด 8 ชนิดด้วยกัน อีกทั้งยังสามารถปลูกไว้กินได้อีกด้วย นอกจากช่วยคลุมดิน ตกแต่งสวนได้แล้ว กินได้อีกด้วย จะมีชนิดไหนกันบ้างตามมาดูกันเลย ผักแว่น วัชพืชพุ่มเตี้ยขนาดเล็กขึ้นปกคลุมผิวดินเป็นกลุ่ม ลำต้นมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ลักษณะเป็นรูปหัวใจ ปลายใบเว้ารูปทรงคล้ายใบโคลเวอร์ ดอกมีสีเหลืองออกดอกตลอดทั้งปี ลำต้นไหลทอดยาวไปตามพื้นดิน การปลูก : เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและชุ่มชื้น จึงงอกงามมากในช่วงหน้าฝน โดยไม่ต้องดูแลตัดแต่ง ทนต่อการเหยียบย่ำพอสมควรจึงปลูกแทนหญ้าได้ นิยมนำมาปลูกตามลานดิน ปลูกไว้ตามซอกหินหรือระหว่างทางเท้า ชะพลู เป็นพืชคลุมดินที่นิยมปลูกกันทั่วประเทศ เป็นไม้คลุมดินสูง 50-70 เซนติเมตร ชอบแสงรำไร มักปลูกคลุมดินใต้ต้นไ
คุณสมบัติ รัตติกาลสุขะ หรือ คุณหนุ่ม ปลูกเมล่อนด้วยเทคนิคการใช้น้ำทะเลเป็นส่วนผสมร่วมกับปุ๋ยหมักทางธรรมชาติ สร้างความแข็งแรงให้ต้น ช่วยเพิ่มจำนวนผลผลิตได้มากกว่าแนวทางเดิม ให้ผลขนาดใหญ่ มีรสหวาน พร้อมใช้แนวทางนี้กับองุ่นและมะเขือเทศกินสด เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ถูกจับจองล่วงหน้าชนิดไม่พอขาย จนได้รับขนานนามว่า “หนุ่มบูรพา เมล่อนฟาร์ม” คุณหนุ่มไม่ได้ตั้งใจหรือมีแรงบันดาลใจอะไรให้ทำสวนผลไม้ เพียงแต่เกิดความบังเอิญเมื่อซื้อเมล่อนมากินแล้วติดใจ จึงทดลองปลูกบริเวณริมรั้วบ้านมีผลเติบใหญ่ กินได้อร่อย นำไปแจกจ่ายคนรอบข้างที่ต่างชื่นชมว่ามีรสอร่อยเลยขยายผลปลูกอย่างจริงจัง พร้อมพัฒนาปรับปรุงวิธีปลูกและสูตรปุ๋ย กระทั่งประสบความสำเร็จสามารถปลูกเมล่อนใช้เวลาสั้น เก็บผลผลิตขายได้เร็วขึ้น แล้วอัตราการไว้ผลต่อต้นได้จำนวนมากกว่า ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นข้อดีเมื่อเทียบกับการปลูกเมล่อนทั่วไป คุณหนุ่มสงสัยว่าแท้จริงแล้วเมล่อนที่มีคุณภาพทั้งขนาด รสชาติ และกลิ่น ควรปลูกแบบใด ควรใช้วัสดุปลูกอะไรที่เหมาะสม วิธีปลูกแบบใดให้ผลผลิตมากที่สุด จึงสร้างแบบทดสอบเปรียบเทียบการปลูกในภาชนะที่ต่างกัน เช่น ปลูกแบบถุงพลาสติก
ในโลกของการเกษตรที่เต็มไปด้วยความท้าทาย “พริก” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไม่เพียงแต่สร้างรสชาติให้กับอาหาร แต่ยังสร้างโอกาสทางรายได้ให้กับเกษตรกรไทย หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือ “คุณธีรวัฒน์ รังสิกรรพุม” เจ้าของ สายมีฟาร์ม เกษตรกรผู้ปลูกพริกส่งออกยุโรปและญี่ปุ่น ส่งตรงสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ประสบการณ์การปลูกพริกมากกว่า 10 ปี คุณธีรวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า เป็นเกษตรกรที่ปลูกพริกอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ วางแผนการปลูกปีละ 60 ไร่ โดยแบ่งเป็นรุ่นละ 15 ไร่ 2 ครั้ง และรุ่นละ 10 ไร่ 3 ครั้ง จึงทำให้พริกที่ปลูกสามารถส่งขายหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี และเลือกปลูกพริกหลายสายพันธุ์ อาทิ พริกขี้หนูลูกผสม ซุปเปอร์ฮอท40, พริกหนุ่มเขียวลูกผสมมณีมรกต, กรีนฮอท 100 ทีเอ231 และ พริกขี้หนูลูกผสม แฟลชฮอท “พริกที่ผมเลือกปลูกแต่ละสายพันธุ์ ผ่านมาตรฐานในการส่งออก เพราะมีความเผ็ดมีกลิ่นที่หอม และมีผลที่ตรงสม่ำเสมอตลอดการเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งการส่งออกไปยังต่างประเทศนั้น จะต้องควบคุมในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างเข้มงวด” เน้นปลูกดูตามฤดูกาล ในขั้นตอนของการปลูกพริกจะน
“ดิน” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเพาะปลูก ไม่ว่าจะปลูกพืชชนิดใด หากดินไม่เหมาะสม พืชย่อมเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ทั้งโตช้า อ่อนแอ เสี่ยงต่อโรคและแมลงรบกวน แม้จะใส่ปุ๋ยคุณภาพดีเพียงใด ก็อาจไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง เพราะพืชไม่สามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ “การตรวจสภาพดิน” จึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มปลูกพืช แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องมือวัดค่า pH มากมาย แต่สำหรับเกษตรกรทั่วไป ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ง่าย ประหยัด และทำได้เองที่บ้าน นั่นคือการใช้น้ำจาก “ดอกอัญชัน” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ช่วยบอกค่าความเป็นกรด-ด่างของดินได้อย่างชัดเจน เตรียมอุปกรณ์ง่ายๆ จากของใกล้ตัว วิธีเตรียมน้ำทดสอบจากดอกอัญชัน เริ่มจากนำดอกอัญชันใส่ลงในภาชนะ เติมน้ำร้อนประมาณ 400 ซีซี แล้วแช่ทิ้งไว้ 10 นาที จะได้น้ำสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเกิดจากสาร “แอนโทไซยานิน” ที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนสีตามค่าความเป็นกรด-ด่าง จากนั้นแบ่งใส่แก้ว เพื่อเตรียมไว้สำหรับทดสอบ ขั้นตอนเตรียมตัวอย่างดิน ก่อนนำดินไปทดสอบ ควรเตรียมตัวอย่างให้เหมาะสม โดย วิธีทดสอบและการอ่านค่า ตักน้ำจากตัวอย่างดินประมาณ 2–4 ช้อน ใส่ลงในน้ำอัญชัน จาก
