เทคนิคเกษตร
ในภาวะสงครามตะวันออกกลางที่ส่อแววยืดเยื้อจนกระทบต่อทุกภาคส่วน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ขอเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงเคียงข้างพี่น้องเกษตรกรไทย เพื่อร่วมกันหาทางรอดท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณณัฐ-ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง บุคคลต้นแบบที่เตรียมพร้อมรับมือกับทุกวิกฤตได้อย่างยอดเยี่ยม โดยคุณณัฐได้ฉายภาพผลกระทบโดยตรงที่เกษตรกรต้องเผชิญว่า เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตแทบทุกขั้นตอนก็ขยับตัวตามทันที ตั้งแต่การใช้เครื่องจักรกลในแปลง การแปรรูป ไปจนถึงการขนส่ง นอกจากน้ำมันที่เป็นหัวใจหลักแล้ว ราคาปัจจัยการผลิตอย่างปุ๋ยและยาก็ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่คนทำเกษตรต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน “อย่างตัวผมเองจะเน้นการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่การดำรงชีพ การกิน การอยู่ การผลิต ปัจจัยการผลิต อะไรที่เราทำเองได้เราก็ทำ อย่างเช่น ปุ๋ย เมื่อก่อนเราจะซื้อปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้วัวมาเตรียมทำสวนในรอบถัดไป ตอนนี้เราหันมาปลูกหญ้าเพื่อนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยคอก รวมถึงเรื่องพลั
ไผ่ เป็นพืชที่มีความสำคัญผูกพันต่อวิถีชีวิตของคนและชุมชนตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน โดยนำมาเป็นไม้ใช้สอยและเพื่อบริโภค รวมทั้งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานหน่อไม้กระป๋อง การเลี้ยงหอยทะเล ไม้ตะเกียบ ไม้เสียบอาหาร ไม้จิ้มฟัน เฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมกระดาษ ทำให้ไม้ไผ่ที่อยู่ตามธรรมชาติถูกทำลายเหลือน้อยลง ทางศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน (พืชสวน) จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไผ่เพื่อทดแทนและปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้แก่ครอบครัว ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน (พืชสวน) สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำเทคนิคการขยายพันธุ์ไผ่ว่ามีหลายวิธี เช่น การขยายด้วยเมล็ด การแยกกอหรือเหง้า การตัดปล้องปักชำ การปักชำกิ่งแขนง การตอนกิ่งแขนง และการเพาะเนื้อเยื่อ สำหรับวิธีการขยายพันธุ์ไผ่ที่สะดวก ประหยัด และง่าย ได้ผลดี ได้แก่ การปักชำกิ่งแขนง ซึ่งทางศูนย์ได้นำเอานวัตกรรมมาปรับใช้และประสบความสำเร็จ เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้ในพื้นที่ เคล็ดลับการปักชำกิ่งแขนง เลือกกิ่งแขนงไผ่ที่สมบูรณ์ อายุไม่เกิน 1 ปี สังเกตกิ่งแขนงจะไม
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ภายใต้แนวคิด “Cassava Solution 2026 : ปฏิวัติมันสำปะหลังด้วยเทคโนโลยี” โดยได้นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิตมันสำปะหลัง อาทิ การเตรียมดินและระบบน้ำ ท่อนพันธุ์สะอาดและการจัดการ โรคแมลง การผลิตน้ำหมักชีวภาพ การประยุกต์ใช้ BCG Model และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร นางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท รับผิดชอบ การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง รวมกว่า 513,000 ไร่ โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 2,880 กิโลกรัมต่อไร่ อย่างไรก็ตาม พบว่า เกษตรกรต้นแบบในพื้นที่จังหวัดสระบุรีสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต จนเพิ่มผลผลิตได้ถึง 8,000 กิโลกรัมต่อไร นางธัญธิตา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงาน Field Day ครั้งน
จากกรณีข้อเสนอในที่ประชุมวุฒิสภาที่แนะให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือหากสงครามยืดเยื้อ ด้วยการปลูกผักและเลี้ยงไก่ไข่ไว้บริโภคเองบ้านละ 2 ตัว แม้ฟังดูเป็นเรื่องท้าทายและเป็นไปได้ยากสำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่จำกัด แต่หากใครพอมีที่ว่างเล็กน้อยและบริหารจัดการไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้าน เทคโนโลยีชาวบ้าน มีเทคนิคการเลี้ยง “ไก่ไข่” มาฝาก เป็นเทคนิคการเลี้ยงของ คุณแจ่มศรี พจนาธารงพงศ์ พนักงานประจำ ใช้เวลาว่างช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ มาปลูกผักเพราะต้องการบริโภคผักปลอดสารพิษ ในบ้านจัดสรร 100 ตารางวา ที่แบ่งพื้นที่ 25 ตารางวา เป็นพื้นที่ปลูกผัก ในตำบลหนองแฝก อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยในพื้นที่คุณแจ่มศรี เลี้ยงไก่ไข่ไว้จำนวน 2 ตัว เนื่องจากเป็นคนชอบกินไข่ไก่เลยหาไก่ไข่มาเลี้ยง และทำคอกไก่เล็กๆ ในมุมนั้นไว้ลองเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ เพื่อเก็บไข่ไว้กินในครัวเรือน ซึ่งการเลี้ยงไก่ก็ต้องดูแลดีเป็นพิเศษหน่อยเพื่อไม่ให้นำเชื้อโรคและส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเพื่อนบ้าน ด้วยการหมั่นผสมแกลบกับถ่านสำหรับปูพื้นเล้าไก่เป็นประจำ และผสมน้ำกับน้ำส้มควันไม้ น้ำ EM และฉีดพ่นทั่วเล้าไก่ทุกอาทิตย์ ส่วนอาหารไก่จะให้อาหารเม็ดกับเศษผักผลไม้ทั้
ทุกวันนี้ ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกอย่าง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในทิศทางขาลง หากเกษตรกรคนใดต้องการลดต้นทุนการผลิต ขอแนะนำวิธีที่ทำได้ง่ายและต้นทุนถูก คือ ปลูกปุ๋ยพืชสด ที่สามารถตอบโจทย์ 3 ข้อ ที่เกษตรกรต้องการมากที่สุด คือ ช่วยให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิต และช่วยปรับปรุงบำรุงดินไปพร้อมๆ กัน รู้จัก “ปุ๋ยพืชสด” กันรึยัง? ปุ๋ยพืชสด คือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูง ย่อยสลายง่าย โดยใช้วิธีการไถกลบ ต้น ใบ และส่วนต่างๆ ของพืชที่ยังสดอยู่ลงในดิน เพื่อให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ระยะเวลาที่พืชปุ๋ยสดจะให้คุณประโยชน์สูงสุด คือช่วงระยะออกดอก เพราะเป็นช่วงที่พืชมีธาตุอาหารสูงสุด โดยจะตัดส่วนเหนือดินไถลบลงดินแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชหลักที่จะปลูกตามมา พืชปุ๋ยสดที่คนส่วนใหญ่รู้จักและได้รับความนิยมมากที่สุดคือ พืชตระกูลถั่ว เพราะหาเมล็ดพันธุ์ปลูกได้ง่าย เมื่อนำไปจำหน่ายก็ได้ราคาดี พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนแอฟริกัน โสนอินเดีย ปอเทือง อัญชัน ไมยราบไร้หนาม พืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม เป็นต้น การปล
ใครที่ชอบปลูกต้นไม้ น่าจะคุ้นเคยกับ “กาบมะพร้าวสับ” ซึ่งเป็นวัสดุปลูกยอดฮิต เพราะหาง่าย ระบายอากาศดี และเก็บความชื้นเยี่ยม แต่รู้ไหมว่า…ถ้าเราเอากาบมะพร้าวมาใช้เลยโดยไม่หมักก่อน อาจทำให้ต้นไม้ชะงักการเจริญเติบโต หรือรากเน่าได้ง่าย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะมาเปิดสูตรหมักกาบมะพร้าวให้พร้อมใช้ ที่ทำเองได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก และพืชก็จะโตไวอย่างเห็นผลจริง กาบมะพร้าวสับ คือ นำเปลีอกมะพร้าวที่แห้งแล้วมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งเป็นที่นิยมในการนำมาทำเป็นวัสดุปลูกต้นไม้ เนื่องจากกาบมาพร้าวสับสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายอุปกรณ์การเกษตรทั่วๆ ไป ทำไมต้องหมักกาบมะพร้าว? กาบมะพร้าวสดมีแทนนินและสารฟีนอล ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่พืชบางชนิดไม่ชอบ เพราะมันขัดขวางการดูดน้ำและอาหารของราก รวมทั้งยังมีแป้งและน้ำตาลที่ทำให้เชื้อราหรือจุลินทรีย์ไม่ดีเติบโตได้ง่าย หากไม่หมักให้สลายสารพวกนี้ก่อน อาจเกิดปัญหารากเน่า หรือพืชไม่โตได้เลย ก่อนใช้กาบมะพร้าวสับปลูกต้นไม้ ต้องแช่น้ำล้างแทนนินก่อน ก่อนจะนำกาบมะพร้าวสับไปใช้ต้องนำมาแช่น้ำก่อน เพราะมีสาร “แทนนิน” ซึ่งเป็นสารสีน้ำตาลที่มีกรดอ่อนรสฝาด เม
อาชีพเกษตรกรรม นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ค่อนข้างจะมีอิสระสูง ที่ไม่ว่าใครหากสนใจและมีความพยายามก็สามารถที่จะเป็นเกษตรกรได้ โดยที่ไม่ต้องแบ่งแยกการศึกษา ทุกคนสามารถเป็นได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งหากเริ่มนับช่วงหลายปีหลังที่ผ่านมานี้ วงการเกษตรไทยถือเป็นอาชีพที่ผู้คนทุกแวดวงให้ความสนใจ จนกระทั่งยอมที่จะลาออกจากงานเพื่อมาเป็นเกษตรกร หรือแม้กระทั่งมนุษย์เงินเดือนก็เต็มใจที่จะสะละเวลาอันมีค่าช่วงวันหยุดเพื่อที่จะมาเป็นเกษตรกร ด้วยเหตุผลและเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป คุณวิสุทธิ์ อินทร์กลั่น อยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 2 ตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ หนุ่มสถาปนิก ผู้ที่ชื่นชอบและสนใจในงานด้านการเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ เขาพยายามใช้เวลาว่างที่มีอยู่อันน้อยนิดทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อที่จะได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นก็คือ ความฝันที่อยากจะมีสวนปลูกผักไว้กินเอง ในบริเวณพื้นที่ข้างบ้าน จนถึงปัจจุบันนี้เขาได้ทำความฝันของเขาให้เป็นจริงแล้ว มาดูกันว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จ จะต้องเจอกับอุปสรรคอะไรมาบ้าง คุณวิสุทธิ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรว่า ปัจจุบันตนประกอบอาชีพเป็นสถาปนิกออกแบบคอ
“มะตาด” เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นที่คนไทยเชื้อสายมอญต่างรู้จักกันมาเนิ่นนาน สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ บางคนเรียกลูกมะตาดว่า แอปเปิ้ลมอญ เพราะผลสวยและมีรสเปรี้ยวๆ คล้ายแอปเปิ้ลฝรั่ง จนเรียกกันติดปากว่า “มะตาด คือ แอปเปิ้ลมอญ” นั่นเอง มะตาด (matat) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dillenia indica Linn. สามารถพบตามภาคต่างๆ ของไทย ภาคเหนือพบที่เชียงใหม่ เรียกว่า ส้านป้าว อีสานพบที่สุรินทร์ ภาคกลางพบในจังหวัดปทุมธานี กาญจนบุรี และปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ภาคใต้พบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และพังงา เรียกว่า แส้น นอกจากนี้ มะตาด ยังมีชื่อเรียกตามพื้นเมืองว่า ส้านกวาง ส้านท่า ส้านใหญ่ ส้มปรุ และชื่อทั่วๆ ไป เรียกว่า ส้าน มะตาดเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในป่าดิบชื้นหรือป่าฝนเขตร้อนใกล้แม่น้ำ ป่าพรุ ในภาคใต้ของไทย นอกจากนี้ ยังการกระจายตัวของต้นมะตาดอยู่ในประเทศต่างๆ ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ยูนนาน คาบสมุทรมลายู ลาว เวียดนาม กัมพูชา ชวา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มะตาดเป็นไม้ไม่ผลัดใบ เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 15 เมตร ใบยาว 15-36 เซนติเมตร เส้นใบเห็นเด่นชัด ดอกมีขนาดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับหนึ่งของโลก และมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 93,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อนำไปใช้ผลิตอาหาร พลังงานชีวภาพ และไบโอพลาสติก แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกำลังประสบปัญหาในการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง พืชขาดน้ำ การระบาดของไวรัสใบด่างในมันสำปะหลัง ผลผลิตเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรขาดแคลนต้นพันธุ์ปลอดโรคเพื่อใช้ในการเพาะปลูก จากปัญหาที่เกิดขึ้น เกษตรกรจึงเลือกใช้พลาสติกคลุมดิน (Plastic Mulch) เพื่อปรับอุณหภูมิและเก็บกักความชื้นภายในดิน รวมถึงควบคุมวัชพืช และป้องกันหน้าดินเสื่อมสภาพจากสภาวะอากาศแปรปรวน โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมใช้ที่ทำจากพลาสติกชนิดโพลิเอธิลีน (PE) ซึ่งสลายตัวได้ยากในธรรมชาติ จึงอาจทิ้งสารพิษตกค้างและก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมในระยะยาว นอกจากนี้ การกำจัดพลาสติกชนิดนี้ยังทำได้ยากและมีต้นทุนสูงเพราะต้องใช้แรงงานและอุปกรณ์เฉพาะ ปัจจัยเหล่านี้ ได้ส่งผลต่อศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกมันส
เทคนิคการปลูกผักในกะละมัง 1. เริ่มจากการนำกะละมังมาเจาะรู เพื่อไว้สำหรับระบายน้ำให้ทั่วก้นกะละมัง ด้วยสว่านขนาด 3 หุน จำนวน 8 รู (โดยกะละมังที่นำมาปลูกผักมีขนาดความกว้าง 45 เซนติเมตร สูง 16 เซนติเมตร หาซื้อได้จากร้านขายพลาสติกทั่วไป)2. การปรุงดินปลูก ประกอบไปด้วย 1. ดิน 2 ส่วน 2. แกลบ 1 ส่วน 3. ขี้วัว หรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน 4. ขุยมะพร้าว 1 ส่วน และ 5. ใบไผ่ 1 ส่วน นำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วรดด้วยน้ำหมักจากเศษผัก ผลไม้ หมักทิ้งไว้ 7 วัน โดยให้ใช้ผ้าคลุมปิดไว้เพื่อไม่ให้ดินโดนแสงแดด ช่วยลดอุณหภูมิของส่วนผสมต่างๆ ให้ย่อยสลายได้ดีขึ้น3. หลังจากหมักดินจนได้ที่ ให้นำดินมาใส่ในกะละมังที่เจาะรูเตรียมไว้ แล้วหยอดเมล็ดผักที่ต้องการลงปลูกได้เลย4. อัตราการปลูกผักต่อ 1 กะละมัง หากเป็นผักสวนครัว อย่างเช่น ผักกาดขาว คะน้า กวางตุ้ง ขึ้นฉ่าย ต้นหอม สามารถปลูกผักได้ประมาณ 11 หลุม หยอดหลุมละประมาณ 4 เมล็ด หรือดูที่อัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ในแต่ละซองประกอบ ส่วนถ้าเป็นผักสลัด 1 กะละมัง สามารถปลูกได้ประมาณ 5 ต้น หรือ 5 หลุม ด้วยลำต้นที่มีขนาดใหญ่กว่าผักสวนครัว ทำให้ปลูกได้ในจำนวนต้นที่น้อยกว่า การดูแลรดน้
