เทคนิคเกษตร
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมในการผลิต “ปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องมีการเติมอากาศและไม่ต้องมีการพลิกกลับกอง” ให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีที่มีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 โดยเสร็จภายในเวลาเพียง 60 วัน ด้วยเหมือนกัน ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อม คือไม่ก่อให้เกิดกลิ่น น้ำเสีย และแมลงวัน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้จะเบา นุ่ม และไม่มีกลิ่น มีคุณภาพเหมือนกับที่ผลิตด้วยระบบกองเติมอากาศทุกประการ วัตถุดิบในการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” มีเพียงเศษพืชและมูลสัตว์เท่านั้น ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” มีดังนี้ 1. นําฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบ โปรยทับด้วย มูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ (ตัวอย่างเช่น วางฟาง 16 เข่ง หนา 10 เซนติเมตร โรยทับด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เป็นต้น) ทําเช่นนี้ 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความ
การผลิตทุเรียนคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมเพื่อการส่งออกนั้น ชาวสวนทุเรียนในหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาทั้งเรื่องโรคแมลงศัตรูพืช และสิ่งที่สำคัญอีกนั้นก็คือสัตว์กัดแทะที่ทำลายทุเรียนในระยะพัฒนาผลทำให้เกิดความเสียหาย ถึงแม้จะใช้ถุงตาข่ายทางการเกษตรห่อทุเรียนเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชซึ่งป้องกันหนอนรังได้ แต่ก็ยังประสบปัญหาว่าไม่สามารถป้องกันเพลี้ยแป้งกับราดำได้ ทำให้ผิวทุเรียนไม่สวยและเกิดความเสียหาย จากปัญหาเหล่านี้ตัวช่วยที่ดีที่สุดคือ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงแก้ปัญหาโดยใช้ยาฆ่าแมลงในการฉีดพ่น ซึ่งนอกจากจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นยังเกิดปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย สวทช. ได้พัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อการทดสอบประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่าทุเรียน โดยมอบหมายทีมวิจัยสิ่งทอ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมมือกับคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำองค์ความรู้เรื่องวัสดุศาสตร์พัฒนาสูตรผสมเม็ดพลาสติก (polymer compound) ร่วมกับเทคโนโลยีการขึ้นรูปนอนวูฟเวน โดยวัสดุนอนวูฟเวนนี้จะมีคุณสมบัติให้น้ำและอากาศผ่านเข้าออกได้โดยง่าย รวมถึงมีคุณ
ในมุมมองของคนทำเกษตร “วัชพืช” มักถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญของแปลงปลูก เพราะเข้ามาแย่งทั้งน้ำ แสงแดด และธาตุอาหารจากพืชหลัก หลายพื้นที่จึงเลือกกำจัดวัชพืชทันทีที่เริ่มพบเห็น แต่ในอีกมุมหนึ่ง วัชพืชอาจกำลังทำหน้าที่เป็น “สัญญาณจากธรรมชาติ” ที่ช่วยบอกสภาพของดินและระบบนิเวศในพื้นที่โดยที่หลายคนไม่ทันสังเกต แท้จริงแล้ว วัชพืชแต่ละชนิดไม่ได้ขึ้นแบบสุ่ม แต่จะเลือกเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตัวเอง บางชนิดชอบดินแน่น บางชนิดขึ้นได้ดีในดินกรด หรือบางชนิดมักพบในพื้นที่ที่มีธาตุอาหารไม่สมดุล จึงทำให้เกษตรกรสามารถใช้ “วัชพืช” เป็นตัวช่วยสังเกตคุณภาพดินเบื้องต้นได้ วัชพืช คือ “ตัวบอกสภาพดิน” ตามธรรมชาติ ในระบบนิเวศทางการเกษตร ธรรมชาติจะพยายามสร้างสมดุลให้กับพื้นที่อยู่เสมอ เมื่อดินมีปัญหาในลักษณะใด มักจะมีพืชบางชนิดเข้ามาปกคลุมพื้นที่นั้นโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยฟื้นฟูหรือปรับสภาพดินในระยะหนึ่ง เกษตรกรสมัยก่อนในหลายพื้นที่จึงนิยม “อ่านดินจากวัชพืช” ควบคู่ไปกับการสังเกตสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ความชื้น สีดิน หรือแมลงที่พบในแปลง แม้จะไม่สามารถใช้แทนการวิเคราะห์ดินทางวิทยาศาสตร์ได้ทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นภ
การพัฒนาการผลิตมะม่วง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกและผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP เพื่อให้ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ ให้มีการจัดการสวนที่ดีด้วยการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน หรือใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต และทำให้ได้รับผลตอบแทนมากขึ้น การขยายพันธุ์ปลูก ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเสียบยอดมะม่วง เพื่อเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดี เป็นหนึ่งวิธีการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นหนึ่งวิธีลดต้นทุนการผลิตเมื่อได้ดำเนินการเสียบยอดด้วยตนเอง มีวิธีการง่ายๆ คือ นำยอดพันธุ์ดีมาเสียบกับต้นตอหรือกิ่งของต้นพันธุ์ไม่ดี เมื่อรอยแผลของยอดพันธุ์ดีกับต้นตอเชื่อมติดกันดีแล้ว ก็จัดการดูแลใส่ปุ๋ยให้น้ำพอเพียง ต้นมะม่วงและยอดพันธุ์ดีเจริญเติบโตก็จะมีผลมะม่วงให้เก็บเกี่ยวได้ภายใน 1 ปี และให้ผลผลิตนานหลายปี เมื่อเกษตรกรมีการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดีและเหมาะสม คุณแรงเทียน หัวไผ่ เกษตรกรเสียบยอดเปลี่ยนเป็นมะม่วงพันธุ์ดี เล่าให้ฟังว่า วิถีชีวิตคนเรานั้นมีขึ้นมีลง มีผิดหวังและสมหวัง ดังเช่นก่อนหน้านี้ พ่อ-แม่ได้มอบสวนมะม่วงที่สร้างไว้ให้ดูแลรักษาต่อ แต่อยากจะรวยไวๆ จึงได้ปล่อยทิ้งสวนมะม
เมืองไทย เป็นแผ่นดินทองของการเพาะปลูกพืช เพราะดินดี น้ำดี มีโอกาสรับลมฝนตลอดทั้งปี เริ่มจากพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ได้ฝนจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พอเดือนมีนาคมถึงเมษายน ก็ได้ฝนจากลมมรสุมในช่วงปลายฤดูหนาวต้นฤดูร้อน เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ได้น้ำฝนจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ได้น้ำฝนจากอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จนถึงช่วงปลายปี ประมาณเดือนตุลาคม ก็ได้น้ำฝนในช่วงปลายฝนต้นหนาวอีกครั้ง แม้เมืองไทยจะไม่เคยขาดฝน แต่มีจุดอ่อนในเรื่องการจัดการพื้นที่เพื่อควบคุมน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่ชลประทานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังมีจำนวนจำกัดไม่ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงปลูกพืชโดยพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้มีความเสี่ยงสูง แม้จะได้รับน้ำฝนในช่วงต้นฤดูฝนจากอิทธิพลลมมรสุมมหาสมุทรอินเดีย แต่เมืองไทยก็ได้ปริมาณน้ำฝนไม่เต็มที่ เพราะน้ำฝนจะมาเรี่ยๆ ดิน แถมมีภูเขาขวางกั้นมาเป็นระยะๆ เช่น ภูเขาผานาง เป็นกำแพงกั้นลมฝน ทำให้อำเภอกบินทร์บุรีได้รับน้ำฝนในช่วงต้นฤดูฝนน้อยมาก ส่วนภาคอีสานมักเจอปัญหาฝนแล้ง เพราะมีภูเขาผานาง เทือกเขาสันกำแพงกับเทือกเขาพนมดงรัก เป็นกำแพงขวา
ราคาปาล์มร่วง ราคายางตกช่วงนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ใด ๆ สำหรับ นายสมศักดิ์ ใสเพี๊ย เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยยอด จำกัด เจ้าของสวนไผ่เลี้ยงหวาน แห่งบ้านต้นโพธิ์ ต.นาวง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ที่ปลูกไผ่แซมยางพาราเป็นอาชีพเสริม บนเนื้อที่ 20 ไร่ จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 2-3 หมื่นบาทต่อเดือนจากการจำหน่ายหน่อและลำไผ่ โดยมีตลาดหลักเจ้าของฟาร์มเลี้ยงกุ้งในจังหวัดตรังและพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนหน่อไผ่จำหน่ายที่ตลาดในหมู่บ้าน โดยจุดเริ่มต้นของการปลูกไผ่เลี้ยงหวานของเขา มาจากการให้คำปรึกษาแนะนำของเจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตรห้วยยอด จำกัด เมื่อ 5 ปีก่อน ที่ต้องการให้สมาชิกสหกรณ์ฯมีรายได้เสริม โดยไม่หวังพึ่งพาอาชีพหลักจากราคายางเพียงอย่างเดียว พร้อมแนะนำให้ทำเรื่องขอกู้เงินผ่านโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ(เสริม) สมาชิกสหกรณ์ได้ หากไม่มีเงินทุนเพียงพอ โดยสามารถรณรงค์หาเสียงขอกู้ปีต่อปี ไม่มีอัตราดอกเบี้ยแต่อย่างใด วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท “ไผ่เลี้ยงหวานสีทองปลูกมา 12 ปีแล้ว ปลูกในร่องยาง เนื้อที่ 20 ไร่ ปีนี้กู้สหกรณ์มา 1 แสน ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 200 ต้น ปลูกขายหน่อที่ตลาดใกล้บ้านกิโลละ 60 บาท ส่
ถ้าพูดถึง “ต้นไม้” เวลาที่เลือกซื้อเคยสังเกตรูปทรงต่างๆ ของต้นไม้กันไหม ว่ามีหลากหลายรูปทรง ไม่ใช่ว่าต้นไม้ที่ซื้อไปปลูกจะสามารถปลูกตามมุมต่างๆ ของสวนได้นั่นเอง ใครกำลังมองหาต้นไม้ไว้ปลูกในสวน สิ่งสำคัญที่ต้องรู้จักและทำความเข้าใจก่อนปลูก การเลือกรูปทรงต้นไม้ให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่สวน ให้ตอบโจทย์การใช้งาน หลายคนอาจจะไม่ได้สังเกตถึงรูปทรงของต้นไม้มากนัก วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านรวบรวม 8 ทรงต้นไม้ มีลักษณะแบบไหนกันบ้างต้องไปดู 1. ทรงร่ม ต้นไม้รูปทรงนี้มักจะมีอายุหลายปี ลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่ โดยจะแผ่กิ่งก้านออกไปได้ไกล มักจะแผ่กว้างออกด้านข้างมากกว่าสูงขึ้น เป็นรูปทรงที่สะดุดตา ควรปลูกในพื้นที่โล่งที่ไม่มีต้นไม้ต้นอื่นร่วมด้วย เหมาะกับการปลูกในจุดที่ต้องการร่มเงาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใต้ร่มไม้ เช่น ลานกิจกรรม เนื่องจากมีกิ่งค่อนข้างทึบและรอบๆ ลำต้นโล่ง 🌳ต้นไม้ชนิดรูปทรงร่ม ได้แก่ จามจุรี ไทรย้อย โพ ไผ่น้ำเต้า หางนกยูง ประดู่อังสนา 2. ทรงกระบอก ต้นไม้รูปทรงนี้จะมีลักษณะเป็นแท่งสูง จะแผ่กิ่งก้านออกจากลำต้นในระยะเท่ากัน กิ่งของต้นจะชี้ขึ้นด้านบน มักปลูกเรียงชิดกันเพื่อใช้เป็นรั้วสำหรับช่
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ไม้ใบ” กลายเป็นหนึ่งในพืชประดับที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมอนสเตอร่า ฟิโลเดนดรอน อโลคาเซีย หรือไม้ใบฟอร์มสวยชนิดต่างๆ ที่หลายคนเลือกนำมาตกแต่งบ้านและพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร แต่สิ่งสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ “วัสดุปลูก” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการปลูกไม้ใบให้เติบโตสวยงาม แข็งแรง และมีระบบรากที่สมบูรณ์ หลายครั้งที่ต้นไม้มีอาการใบเหลือง โตช้า รากเน่า หรือหยุดการเจริญเติบโต ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากการรดน้ำหรือการใส่ปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากวัสดุปลูกที่ไม่เหมาะสม เช่น ดินแน่นเกินไป อุ้มน้ำมากเกินไป หรือระบายน้ำได้ไม่ดี จนส่งผลให้รากขาดอากาศและเกิดการสะสมของเชื้อราในที่สุด ทำไม “วัสดุปลูก” จึงสำคัญกับไม้ใบ ไม้ใบส่วนใหญ่มีลักษณะรากที่ต้องการอากาศถ่ายเทได้ดี หากวัสดุปลูกแน่นหรือชื้นสะสมมากเกินไป จะทำให้รากอ่อนแอและเกิดโรครากเน่าได้ง่าย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย วัสดุปลูกที่เหมาะสมจึงควรมีคุณสมบัติสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่ การสร้างสมดุลระหว่าง “ความโปร่ง” และ “ความชื้น” คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ไม้ใบสามารถเติบโตได้เต็มฟอร์ม ใบสวย สีชัด แ
การเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่เรื่องที่อาศัยเพียงประสบการณ์อย่างเดียว หากแต่ต้องมีองค์ความรู้ประกอบด้วย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณกอล์ฟ–จงกล พารา ผู้ที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกและจำหน่าย ได้อธิบายถึงพื้นฐานของการเป็น “นักเก็บเมล็ดพันธุ์” ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การรู้จักลักษณะประจำพันธุ์ ว่าพืชชนิดนั้นมีจุดเด่นอย่างไร เมื่อเข้าใจธรรมชาติของพันธุ์แล้ว จึงจะรู้ว่าควรคัดเลือกต้นแม่พันธุ์แบบไหน ต้นที่เรียกว่า “สมบูรณ์” ในมุมมองของนักเก็บเมล็ดพันธุ์ ไม่ได้หมายถึงเพียงต้นที่โตใหญ่เท่านั้น แต่ต้องให้ผลผลิตดี มีรสชาติที่ดี และมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เมื่อคัดเลือกต้นแม่พันธุ์ได้แล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการรู้จังหวะการเก็บเกี่ยว ว่าควรเก็บเมล็ดในช่วงไหน ซึ่งการเก็บเมล็ดพันธุ์นั้นควรเก็บในช่วงที่ “แก่จัด” เพราะจะให้คุณภาพเมล็ดดีที่สุด คุณกอล์ฟยกตัวอย่างให้เห็นภาพ “ผักสลัดคอส” หากปลูกเพื่อบริโภค ระยะเก็บเกี่ยวที่อร่อยที่สุดคือไม่เกิน 45 วันนับจากวันที่หยอดเมล็ด แต่หากปล่อยให้เจริญเติบโตนานเกินไป หรือเจอกับอากาศร้อนจัด ผักจะเริ่มมีรสขม ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายคนเข้าใจว่าสลัดคอ
ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา ในปัจจุบัน การจำหน่ายผักผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น “ความสดของผัก” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคโดยตรง ปัญหาที่มักพบในการจัดส่งผัก ได้แก่ การเหี่ยวเฉา การช้ำ หรือการเน่าเสียระหว่างขนส่ง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและวิธีการบรรจุหีบห่อที่ไม่เหมาะสม วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงรวบรวมแนวทางและเทคนิคการแพ็กผักอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของผลผลิตให้คงความสดใหม่จนถึงมือผู้บริโภค หลักการสำคัญ การรักษาสมดุลของความชื้นและอากาศ ผักเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังคงมีกระบวนการหายใจหลังการเก็บเกี่ยว หากมีการปิดกั้นอากาศมากเกินไป จะเกิดการสะสมความชื้นและก๊าซ ทำให้ผักเน่าเสียได้ง่าย ในทางกลับกัน หากผักสูญเสียความชื้นมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการเหี่ยว ดังนั้น หลักการสำคัญของการแพ็กผักคือ การเตรียมผักก่อนการบรรจุ ขั้นตอนการเตรียมผักถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพหลังการจัดส่ง เทคนิคการห่อผักตามลักษณะของพืช การห่อผักควรพิจารณาตามลักษณะทางกายภาพของผักแต่ละ
