เทคนิคเกษตร
โครงการก่อสร้างแก้มลิงหนองโนนต่าย เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิภาคโรตารีไทยกับกรมชลประทาน ตั้งอยู่ที่บ้านเสาวัด ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร มีพื้นที่ทั้งหมด 507 ไร่ 1 งาน กว้าง 812 เมตร ยาว 1,000 เมตร เก็บกักน้ำได้ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ผมในฐานะประธานมูลนิธิภาคโรตารีไทย ได้บรรยายให้กับเหล่าโรแทเรียนในการประชุมเมื่อปีที่แล้ว ถึงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จจากพวกเราไปนั้น พสกนิกรคนไทยทั้งแผ่นดินต่างสุดโศกเศร้าและก็เสียใจเป็นที่สุด คิดถึงพระองค์ท่าน แต่ผมคิดว่าเราคนไทยแสดงความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้ แล้วบอกว่าคิดถึงพระองค์ท่านอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจตลอด 70 ปี ที่ทรงครองราชสมบัติ และพระราชทานแนวคิดแนวปฏิบัติต่างๆ จนนำไปสู่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เพื่อให้พสกนิกรอยู่ดีมีสุข และโครงการแก้มลิงก็เป็นโครงการหนึ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะน้ำเป็นประโย
ปลาทู (mackerel) น่าจะเป็นปลาทะเลชนิดแรกๆ ที่ทั้งคนทะเลและคนบกได้ลิ้มลองรสชาติอร่อยๆ ของมันนะครับ ใน คำให้การชาวกรุงเก่า ฉบับหอหลวง เอกสารเก่าสมัยปลายอยุธยา มีตอนหนึ่งบอกว่า “..อนึ่ง เรือปากใต้ปากกว้าง ๖ ศอก ๗ ศอก ชาวบ้านยี่สารบ้านแหลม เมืองเพชรบุรี แลบ้านบางตะบูนแลบ้านทะลุบันทุกกะปิน้ำปลาปูเคมปลากุเราปลากะพงปลาทูปลากะเบนย่างมาจอดเรือขายแถววัดเจ้าพระนางเชิง..” แม้จะคิดว่าปลาทูในบันทึกคำให้การนี้น่าจะคือปลาทูนึ่งหรือปลาทูเค็ม แต่แค่นั้นก็เยี่ยมแล้วนะครับ ไม่เชื่อก็ลองหลับตานึกถึงปลาทูนึ่งย่างเกรียมๆ หรือทอดน้ำมันหมูหอมๆ หนังพองๆ ไม่ก็ต้มกะทิสายบัว หรือปลาทูเค็มตัวเล็กๆ ปิ้ง กินแนมแกงส้มเปรี้ยวๆ ดูก็ได้ พอนึกถึงปลาทูนึ่ง ผมก็สงสัยทุกครั้งนะครับ ว่าใครเป็นคนคิด คำเรียกสิ่งนี้ เพราะวิธีทำปลาทูนึ่งของคนแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม คือการเอาปลาสดมาควักไส้ออก แช่น้ำเกลือ หักหัวให้งุ้มลงแบบที่เรียก “หน้างอ คอหัก” แล้วเรียงยัดลงเข่งเล็ก วางซ้อนในถังใหญ่ เอาไม้ขัดไว้ไม่ให้ลอยปนกัน ต้มจนสุก แล้วยกขึ้นให้สะเด็ดน้ำนั้นน่ะ มันคือการ “ต้ม” ชัดๆ เลย ปลาทูนึ่งเอามาทำกับข้าวกินแบบง่ายที่สุดก็คือทอด จะกินก
“ผักคาวตอง” เป็นพืชผักที่ไม่ค่อยมีคนนิยมกินกันมากนัก รูปสวยน่ากิน แต่กลิ่นรสชาติคาวขื่น/เอียน ติดตามประจำตัวแรง ทำให้เป็นผักที่หลายคนเมินหน้า แต่ด้วยรูปลักษณ์ ใบรูปหัวใจสีเขียวสด สีเขียวตองอ่อน ขนาดใบและยอดกำลังเหมาะแก่การเคี้ยวกลืนกินแกล้มลาบ ยำ ก้อย พล่า เป็นผักแกล้มอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม กลิ่นคาวของผักคาวตองช่วยลดหรือดับกลิ่นคาวของเนื้อ ของหมู ที่นำมาเป็นอาหารได้ดี และที่สำคัญเป็นสมุนไพรแก้โรคต่างๆ ได้ดีทีเดียว “ผักคาวตอง” เป็นชื่อทางภาคเหนือเรียกกันในแต่ละภาคก็แตกต่างกันไป เช่น ภาคอีสาน เรียก ผักคาวทอง ภาคกลาง เรียก ผักเข้าตอง พลูแกง พลูคาว เป็นพืชล้มลุกแต่มีอายุอยู่ต่อเนื่องกันหลายปี เป็นผักที่มีลำต้นใต้ดิน แผ่เลื้อยไปทั่ว และจะแตกรากและยอดชูขึ้นเป็นช่อยอดใบ ลำต้นใต้ดินหรือที่เรียกว่า รากหรือไหลที่เลื้อยมีสีขาว มีข้อปล้องพร้อมที่จะแตกยอดหรือต้นขึ้นบนดินใหม่ได้ทั่วไป ถ้าปลูกไว้ในกระถางจะเลื้อยขดเต็มกระถาง และชูยอดขึ้นมาเพื่อแตกยอดหรือต้นใบใหม่ ถ้าปลูกในพื้นดินเป็นแปลงก็จะแผ่ขยายไปได้เยอะมาก ใบแก่สีเขียวเข้ม ใบอ่อนสีเขียวตองอ่อน ใบกว้าง 1-1.5 นิ้ว ยาว 1-2 นิ้ว ปลายใบแหลม ฐานใบ
“โรคเกาต์” เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจนเกิดการตกผลึกของยูเรตตามเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ข้อ (ทำให้เกิดข้ออักเสบ) ไต (ทำให้เกิดนิ่วในไตและไตวาย) ส่วนสาเหตุที่ทำให้กรดยูริกในเลือดสูงก็เนื่องมาจากร่างกายสร้างกรดยูริกมากกว่าปริมาณที่ขับออก (นอกจากกรดยูริกในเลือดสูงจะเป็นผลมาจากการที่ร่างกายขาดยีนในการสลายกรดยูริกแล้ว ยังพบว่าอาจเป็นผลมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอาหารที่มีสารพิวรีนสูง และจากกระบวนการสลายสารพิวรีนในร่างกาย โดยการสลายโปรตีนและได้สารพิวรีนออกมา ซึ่งกรดยูริกในร่างกายส่วนใหญ่จะเกิดจากกระบวนการนี้) หรือเกิดจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกเป็นปกติแต่ปริมาณที่ขับออกจากร่างกายมีน้อยกว่า กรดยูริกที่สร้างขึ้นจะมีการขับออกจากร่างกายได้ 2 ทางหลัก คือ ขับออกทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะขับออกได้ประมาณ 1 ใน 3 และส่วนที่เหลือจะขับออกทางไตได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณกรดยูริกที่ร่างกายสร้างได้ในแต่ละวัน ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 90% จะมีความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต การรักษาด้วย สมุนไพรรักษาโรคเกาต์ เราอาจเริ่มจากสมุนไพรที่ช่วยบำรุงไตให้แข็งแรง เพิ่ม
อุทัยธานี ดูเป็นจังหวัดเงียบๆ ที่ผมไม่ค่อยเคยไปบ่อยนัก แต่จำได้ว่ามีความหลากหลายของกลุ่มชนมาก เช่น กลุ่มลาวคั่ง ลาวด่าน กะเหรี่ยงโพล่วง ผมเคยได้ย่าม ผ้าปูกราบพระ ผ้าซิ่นทอมืองามๆ จากแม่ๆ ชาวลาวคั่งบ้านทัพหลวงเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน จนเดี๋ยวนี้หลายใบก็ยังถูกใช้ติดมืออยู่ เสียดายที่สมัยก่อนผมไม่ค่อยสนใจเรื่องอาหารการกินมาก เลยจำไม่ค่อยได้ว่าเคยได้กินอะไรแปลกๆ บ้าง เวลาไปตามถิ่นชนบทของอุทัยธานี จนเวลาผ่านไป การที่วันนี้ได้มานั่งฟังคนสูงอายุชาวบ้านไร่เล่าถึงอดีตนาข้าวซึ่งกลายเป็นไร่อ้อย ข้าวโพด และมันสำปะหลังเต็มพรืดไปเสียทุกหนทุกแห่งชั่วเวลาแค่สิบกว่าปีก่อน บอกกล่าวถึงการเลี้ยงผีเจ้าบ้านในเดือน 6 ที่มีรำนางด้ง รำแคน กลางลานบ้านใหญ่ แล้วเริ่มขยับเข้ามาทำพิธีในวัดพุทธ กระทั่งต่อมา พื้นที่แถบบ้านไร่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีคนเข้ามาเที่ยวกันมากมายในช่วงเทศกาล และต้องการมาดูแหล่งปลูกสตรอเบอรี่และดอกไม้เมืองหนาวของภาคกลาง ที่มี “อากาศหนาวที่สุด” ที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ก็ทำให้ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว “แต่ก่อน แค่ทุ่มสองทุ่มน
ศิลปะท้องถิ่นของแต่ละภาค ล้วนมาจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และอาชีพของผู้คน ในท้องถิ่น ในชุมชนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น หมอลำ ของทางภาคอีสาน เพลงฉ่อย เพลงเรือ ของภาคกลาง มโนราห์ หนังตะลุง เพลงบอก ของทางภาคใต้ ศิลปะหรือมหรสพแต่ละแขนง ต่างก็เป็นที่นิยมแพร่หลายมาหลายชั่วอายุคน เพลงบอกเป็นศิลปะประจำถิ่นของภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราช เป็นที่นิยมชมชอบเป็นพิเศษและมีศิลปินที่มีชื่อเสียงของสองจังหวัดนี้มากมาย จนศิลปินบางท่าน ได้รับเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ เพลงบอกจึงกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาตั้งครั้งโบราณ เพลงบอก คือบทร้อยกรองประเภทหนึ่ง ที่ร้องกันตามงานบุญประเพณี ทั้งงานบวช งานศพ หรืองานบุญทอดผ้าป่า ทอดกฐิน โดยเฉพาะ ช่วงวันสงกรานต์ จะมีคณะเพลงบอก จะเดินไปตามบ้าน ร้องเพลงบอกยกย่อง ชื่นชมเจ้าของบ้าน แล้วจบลงด้วยการบอกบุญ เรี่ยไรเงินทองเข้าวัด ในงานเดือนสิบ ซึ่งเป็นงานประจำปีของจังหวัดนครศรีธรรมราช เขาก็ได้จัดการแข่งขันเพลงบอกเป็นประจำทุกปี ตอนสมัยเป็นเด็กเคยตามหลังเป็นลูกสร้อยของคณะเพลงบอกไปตามบ้านต่าง ได้กินขนมพื้นบ้านอร่อยๆ ที่เจ้าของบ้านนำออกมาจ่ายแจก ได้ทั้งอิ่มท้องและสนุกสนาน จึงเป
ในบรรดา “ของขม” สะเดาน่าจะเป็นของที่ผมกินได้เป็นรายล่าสุด หลังจากผ่านด่านขี้เหล็ก มะระจีน มะระขี้นกมาแล้ว มันอาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ ผมไม่ชอบวิธีกินที่พวกผู้ใหญ่แถวบ้านกินกัน คือราดน้ำปลาหวานกินกับปลาดุกย่างหรือกุ้งเผา ถ้าเกิดตอนนั้นมีใครเอามายำ แบบที่คนเขมรชอบทำยำสะเดารสขมอ่อนๆ ใสปลากรอบปิ้ง รสเผ็ดน้อยๆ เปรี้ยวนิดๆ (บางครั้งใส่วุ้นเส้นด้วย ยิ่งอร่อยไปใหญ่เลย) ละก็ ผมอาจกินสะเดาระเบิดเถิดเทิงมานานแล้วก็ได้ ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยเห็นผ่านตาในตำรากับข้าวเก่าเล่มไหน ว่าแต่ก่อนคนไทยภาคกลางก็ไม่ได้กิน “น้ำปลาหวาน” ที่หน้าตาเป๊ะแบบทุกวันนี้ เอาไว้หาเจอแล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ แต่จำได้ว่าคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าสะเดามันกินกับอย่างอื่นได้อร่อยด้วย ก็คือ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น. ณ ปากน้ำ สมัยผมเคยได้ทำงานกับอาจารย์อยู่ช่วงหนึ่งเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน หลายครั้งก็ได้กินข้าวร่วมวงกับอาจารย์ เป็นที่รู้กันนะครับว่า “อาจารย์ยูร” ซึ่งเขียนหนังสืออาหารรสวิเศษของคนโบราณ (พ.ศ.2531) นั้นเป็นกูรูผู้ช่างกินโดยแท้ ทีนี้มีอยู่มื้อหนึ่ง ผมเอาน้ำพริกเผาที่แม่ทำให้มาเข้าวงสำรับกลางวัน ส่วนอาจารย์มีสะเดาลวก ปลา
เปิดศักราชปีจอด้วยเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านมีรอยยิ้ม กับเรื่องราวของ “ไร่ป่านี้” ซึ่งทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านเก็บตกสิ่งละอันพันละน้อยในช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มาเล่าสู่กันฟัง โดยช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของฤดูหนาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ได้รับความเมตตาจาก “หลวงพ่อวิชัย เขมิโย” เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ครูบาอาจาร์ยพระกัมมัฏฐาน ให้ออกเดินทางไปปฏิบัติธรรมพร้อมคณะศิษย์จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ “ไร่ป่านี้” บนพื้นที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ท่ามกลางบรรยากาศทุ่งไร่อ้อยและไร่ข้าวโพดสลับกันไป ริมสองข้างทางระหว่างขึ้นวังน้ำเขียว เรามาถึงจุดหมายปลายทางไร่ป่านี้ด้วยเวลาบ่าย 3 โมงเศษๆ สภาพอากาศหนาวเย็นเหลือเชื่อ พร้อมกับลมที่พัดแรงจนทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวไปหมด ยกเว้นครูบาอาจารย์ซึ่งท่านมีพลังสมาธิแข็งแกร่งทำให้ท่านไม่กระทบกับสภาพอากาศที่เย็นยะเยือก ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ย 9-10 องศาเซลเซียส และเมื่อมาถึงก็ได้มีโอกาสทราบว่าเจ้าของไร่ป่านี้ สละเงินส่วนตัวและเวลาที่เหลือจากธุรกิจในกรุงเทพฯ มาเนรมิตพื้นที่ 50 ไร่ ที่ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นพืชไร่ผสมครบวงจร พร้อ
เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 16 ก.พ.2561 ณ บริเวณทุ่งทอง หมู่ 5 ต.ท่าช้าง อ.บ้านลาด นายสมชาย บำรุงทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันวัวเทียมเกวียนชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2561 และงานบ้านลาด 101 ปี ซึ่ง อ.บ้านลาดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 ก.พ. นี้ โดยมี น.ส.สุนีย์รัตน์ ภู่ขำ นายอำเภอบ้านลาด จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล นายกเทศมนตรีตำบลบ้านลาด พ.ต.อ.เชิญ พรายมี ผกก.สภ.บ้านลาด นายบุญเรียน ทับน้อย ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบ้านลาด นายประสงค์ หอมนาน นายก อบต.ท่าเสน ประธานชมรมวัวลานจังหวัดเพชรบุรี และผู้นำชุมชนในพื้นที่พร้อมด้วยผู้บริหารท้องถิ่นในเขตอำเภอบ้านลาดให้การต้อนรับ ท่ามกลางนักท่องเที่ยว และสื่อมวลชนเป็นจำนวนมากร่วมงาน น.ส.สุนีย์รัตน์ เปิดเผยว่าวัวเทียมเกวียนเป็นกีฬาพื้นบ้านที่ชาว อ.บ้านลาดละเล่นกันมานาน โดยนำเกวียนจำนวน 2 เล่ม มาเทียมวัวที่มีฝีเท้าดี เล่มละ 2 ตัว มีคนบังคับวัวประจำอยู่บนเกวียนนำมาวิ่งแข่งกันในกระทงนาระยะทางประมาณ 100-150 เมตร วัวเทียมเกวียนเล่มใดวิ่งเข้าเส้นชัยก่อน
ป่าร้างกลางแดดแผดร้อน สะท้อนความทุกข์ยุคเข็ญ คูคลองหนองน้ำลำเค็ญ มองเห็นหายนะสะเทือน ภูโล่งโป่งเลี่ยนเตียนโล้น ถูกโค่นถูกถางสร้างเขื่อน สนองตอบความคิดบิดเบือน ซ่อนเงื่อนครอบงำอำพราง ………………………………. บันดาลป่าดงพงดิบ เอื้อมหยิบแย่งยื้อมือสาว แผ่นฟ้าป่ากว้างทางยาว ระนาวร้าวรานมารครอง ภูโล่งโป่งเลี่ยนเปลี่ยนรูป ถ้าสูบเสียจนหม่นหมอง แผ่นดินสิ้นน้ำฉ่ำนอง เมืองทองครองทุกข์ยุคทมิฬฯ “เดือนแรม ประกายเรือง” (ไม่อยากให้โลกแล้ง-จงร่วมแรงรักษาป่า) ผมขออนุญาตหยิบยกนำกลอนหก ที่กล่าวขานไว้ตอนต้นมาเกริ่นนำอารมณ์ของจิตสำนึกแห่งความหวงแหนผืนป่าที่เป็นที่มาแห่ง “ต้นน้ำ” ซึ่งท่านผู้ประพันธ์ได้เขียนไว้ถึง 7 บทกลอน แต่ได้ตัดต่อเพียง 2 บทแรก และ 2 บทสุดท้าย มาเรียงร้อยถ่ายทอดความรู้สึก เพื่อมิให้เกิดความสะเทือนใจมากกว่านี้ ถ้าหากบทกลอนนี้เป็นความจริง จึงขอให้เหตุการณ์ในบทกลอนเป็นเพียง “จินตนาการ” ของท่านผู้ประพันธ์ ดังที่ท่านได้ตั้งชื่อบทกลอนนี้ว่า “เดียวดาย” พร้อมภาพประกอบที่มีเพียงต้นไม้สูงใหญ่เพียงต้นเดียวกลางแดดจ้ากับเมฆฝนก้อนเล็กๆ ไกลลิ
