เทคนิคเกษตร
อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุข เทศกาลแห่งการให้ ปีนี้ภาคีเครือข่ายวัฒนธรรมข้าว รื้อฟื้น “เทศกาลข้าวใหม่” เพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าของ “ข้าวใหม่” และซึมซับในเสน่ห์ของกลิ่นข้าว ที่วันนี้แทบจะถูกลืมเลือนไปแล้ว อาคารเทวาลัยเมื่อวันแถลงข่าวจึงหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นข้าวจากหม้อหุงข้าวทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่นับได้ 6 หม้อ ที่สมาชิกในภาคีเครือข่ายช่วยกันหอบหิ้วมาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้แขกที่มาในงานได้ลิ้มลองและทำความรู้จักกับ “ข้าวใหม่” สำหรับคนกรุงส่วนมากความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ข้าวใหม่” คือเวลาหุงให้ใส่น้ำแต่พอดี ถ้าเป็น “ข้าวเก่า” ให้ใส่น้ำมากหน่อย ที่สำคัญคือ ข้าว ในสายตาของคนทั่วไปจะมองกันแค่ “คุณค่า” ของข้าวในแง่ของการให้ “สารอาหาร” แต่ไม่ค่อยได้มองลึกเข้าไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการได้ข้าวมาแต่ละเมล็ด…ชาวนา สร้อยคำของ “ชาวนา” ที่เคยเป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศ ทุกวันนี้หายไปแล้ว ช่วงปลายปีเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่จะส่งเสริมให้มอบ”ข้าวใหม่” เป็นของขวัญแก่กัน รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า พูดถึง
ชาวไทยกับมอญมีสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนาน ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เราก็ยังแนบแน่น ในประเทศไทยเรา ชาวไทยเชื้อสายรามัญมีไม่น้อย กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดภาคกลาง อาทิ กาญจนบุรี ราชบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี เป็นต้น ชาวไทยเชื้อสายมอญ มีเครื่องมือของใช้ที่โดดเด่น และเป็นแบบฉบับของตนเองชนิดหนึ่งคือ กะตู หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า หมวกปีกแมงดา กะตู ก็คือ หมวกของมอญสานจากหวาย ลักษณะรูปร่างเหมือนตัวแมงดานาจริงๆ ด้านบนสุดคล้ายหัวแมงดา ปีกหมวกที่ยื่นลงมาเหมือนตัวแมงดา เมื่อคนสวมใส่ตัวคนก็พลอยคล้ายตัวแมงดานาไปด้วย กะตู หรือหมวกปีกแมงดา นอกจากใช้บังแดดได้ดีแล้ว ยังเหมือนเป็นเครื่องประดับกายและป้องกันสัตว์ร้ายได้อีกด้วย คราครอบลงไปเหมือนครอบโล่ป้องกันสัตว์ต่างๆ อย่างเช่น งู หากเดินผ่านงูไป งูเกิดอาการหงุดหงิดฉกด้านหลัง รับประกันได้ว่างูเจ้าอารมณ์ทำอะไรไม่ได้ เพราะกะตูแข็งแรงมาก เขี้ยวอสรพิษไม่อาจทะลุทะลวง ชาวมอญทั้งชาวไร่ ชาวนา และนักเดินทาง สามารถใช้กะตูเป็นเครื่องบังแดดบังฝนได้ การสานกะตูใช้ เชื่อ
องุ่นพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส (BEAUTY seedless) เป็นหนึ่งในสายพันธุ์องุ่นไร้เมล็ดที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะมีรสชาติอร่อย หวานกรอบ ผลทรงผลรี มีขนาดปานกลาง สีดำ ช่อใหญ่ ออกดอกติดผลง่าย อายุต่ำ หลังตัดแต่งกิ่งจะเก็บผลผลิตได้ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือนครึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูและสภาพพื้นที่เป็นหลัก เนื่องจากองุ่นพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส มีรสชาติอร่อย หวานกรอบและมีคุณประโยชน์ดีต่อร่างกาย มีสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์ น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโคส วิตามินซี เหล็ก และ แคลเซียม ช่วยบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ บำรุงกำลังอีกด้วย ดังนั้นผู้บริโภคและร้านอาหารบางแห่งจึงนิยมนำองุ่นพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ไปคั้นเป็นน้ำองุ่นสดจำหน่ายในท้องตลาด บิวตี้ ซีดเลส เป็นสายพันธุ์องุ่นต่างประเทศ ที่ถูกนำเข้ามาปลูกในเมืองไทยเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน โดยทั่วไป องุ่นบิวตี้ ซีดเลส เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ เมื่อปลูกในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น ปัจจุบัน องุ่นพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส นับเป็นพืชเศรษฐกิจทำเงินที่ สร้างรายได้อย่างดีให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก หากปลูกองุ่นพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส อย่างถูกวิธีจะมีผลผลิต ภายในเ
ขนมจีนน้ำยากั้ง หนึ่งเดียวในสุราษฎร์ธานี ธนภัทร ชีระจินต์ ผู้สื่อข่าวข่าวสด แนะนำมาที่ร้านขนมจีน หม้อเพล้ง (น้ำยากั้ง) น.ส.พัชรีภรณ์ แซ่เอีย อายุ 38 ปี เจ้าของร้าน เล่าว่า เริ่มจากที่แม่ขายขนมจีนด้วยการนำน้ำยาใส่ในหม้อแกงสังกะสีเคลือบสีน้ำเงิน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หม้อเพล้ง” ใส่หาบมาขายที่เพิงหลังคาจากเล็กๆ บริเวณหาดนางกำ มากว่า 20 ปี แล้วเริ่มขยายร้านเมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบันแม่ไม่ได้ทำแล้ว ตนจึงนำสูตรน้ำยาขนมจีนของแม่มาต่อยอด แต่ยังคงใช้หม้อเพล้งเหมือนเดิมเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของร้าน เดิมมีแค่ขนมจีนน้ำพริกน้ำยาทั่วไป แต่ปัจจุบันมีน้ำยากว่า 7 ชนิด คือ น้ำยาปลา น้ำยากุ้ง น้ำยาปู น้ำพริกหวาน แกงไตปลา แกงไก่กะลาอ่อนมะพร้าว และที่ไม่เหมือนใครคือ ขนมจีนน้ำยากั้ง เนื่องจากใน อ.ดอนสัก ซึ่งมีพื้นที่ติดทะเล จะ มีกั้งมาก นำมาทำน้ำยาสดใหม่ทุกวัน ยกเว้นในช่วงที่มีพายุเข้าอาจจะไม่มีกั้ง ลูกค้าที่มาทานส่วนใหญ่สั่งเป็นชุดแบบจัดเต็ม ในหนึ่งจานจะมีขนมจีนน้ำยากั้ง ไข่ต้มหนึ่งฟอง และกั้งนึ่งสดใหม่สองตัว ราคา 80 บาท แต่ถ้าเป็นขนมจีนแกงไก่หรือน้ำยาทั่วไป แค่จานละ 30 บาทเท่านั้น ร้านขนมจีนหม้อเพล้ง (น้
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการเปิดเผยผลการวิจัยทางภาษาศาสตร์ของ มิเชล แฟร์ลูซ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ประจำสภาวิจัยแห่งชาติ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งตีพิมพ์เป็นบทความเรื่อง “คำเรียกข้าวในภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติค : ที่มาและการกระจาย” โดยมีข้อสรุปว่าคำศัพท์ ‘ข้าว’ ในภาษาไทยรวมทั้งตระกูลภาษาไท มีรากเหง้าเก่าแก่หลายพันปีมาแล้ว โดยน่าจะมาจากคำศัพท์ที่มีความหมายว่า ‘เผือก’ ในภาษาตระกูลมอญ-เขมร ซึ่งเป็นภาษาพูดของกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมในอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป แฟร์ลูซกล่าวว่า แม้ว่าพืชทั้ง 2 ชนิดจะแตกต่างกันมาก แต่ก็มีเรื่องราวต่างๆ ร่วมกัน และมักจะปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันอีกด้วย จึงน่าจะเป็นไปได้ว่าอาจจะนำคำเรียกเผือกไปใช้เรียกข้าว นักพฤกษศาสตร์หลายรายก็เชื่อว่าข้าวเป็นพืชธรรมชาติดั้งเดิมที่ขึ้นอยู่ในบริเวณเดียวกับเผือกมาแต่เดิม คำพื้นเมืองดั้งเดิมของบางภาษาในกลุ่มมอญ-เขมร (เช่น ภาษากลุ่มกะตุอิค ภาษามอญ และภาษาเขมร) ที่ใช้เรียกข้าวเปลือกหรือข้าวสภาพธรรมชาติ น่าจะมาจากคำศัพท์เรียกเผือก ซึ่งเป็นพืชใช้กินเป็นอาหารหลักก่อนคนรู้จักปลูกข้าว ทั้งนี้ บทความดังกล่าวมีการแปลและเรียบเ
ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ ยูนิโคล่ ถือโอกาสจัดเวิร์กช็อปห่อของขวัญสไตล์ญี่ปุ่น นำโดย หมู-อัญชลี ศรีไพศาล ที่ปรึกษาให้กับไลฟ์สไตล์แบรนด์ อาจารย์วิชาประวัติศาสตร์แฟชั่น และนักเขียนอิสระ ผู้หลงรักในการห่อของขวัญสไตล์ญี่ปุ่น และพลอย จริยะเวช ไลฟ์สไตล์ กูรูชื่อดัง มาแนะนำเทคนิคในการเลือกของขวัญ โดยแนะนำไอเดียการห่อของขวัญในสไตล์ญี่ปุ่น 4 รูปแบบ รูปแบบที่ 1 เป็นไอเดียที่เหมาะสำหรับการห่อของขวัญประเภทถุงมือ ถุงเท้า อุปกรณ์ : ผ้า 1 ผืน วิธีทำ 1.เริ่มจากการวางสิ่งของทั้ง 2 ชิ้นแยกกันไว้ตรงกลาง 2.จากนั้นพับผ้าเข้าหากึ่งกลางและพับครึ่งอีกหนึ่งครั้ง 3.จับปลายผ้าทั้งสองด้านและมัดเข้าไว้ด้วยกัน รูปแบบที่ 2 ไอเดียสนุกๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการห่อเสื้อยืดได้ อุปกรณ์ : ผ้า 1 ผืน วิธีทำ 1.กางผ้าออกวางลงบนโต๊ะ 2.ม้วนเสื้อยืดหรือของที่อยากห่อให้เป็นทรงกระบอก 3.จับมุมผ้าพับเข้ามาแล้วสอดเสื้อยืดหรือของที่อยากจะห่อที่ม้วนเข้าไปด้านใน 4.ม้วนผ้าจนสุดแล้วจับชายผ้าทั้งสองด้านขึ้นมาผูกเข้าไว้ด้วยกัน รูปแบบที่ 3 ไอเดียนี้จะเปลี่ยนจากการห่อด้วยผ้ามาเป็นซองเอกสารที่มีราคาย่อมเยาและสามารถหาซื้อได้ง่ายกันบ้าง อุปกรณ์ :
ปลายปากกาเขียนเทียน จันติ้ง (Canting หรือ Tjanting) จุ่มน้ำเทียน เขียนลวดลายอันละเอียดประณีตลงบนผืนผ้า เกิดเป็น ผ้าบาติก ลวดลายงดงามทรงคุณค่าที่บ่งบอกถึงศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ ของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน การทำผ้าบาติกในระยะแรกนิยมทำกันเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง หรือทำเฉพาะในราชสำนัก แต่ก็มีผู้ให้ความเห็นขัดแย้งว่า“น่าจะเป็นศิลปะพื้นบ้านที่ใช้กันเป็นสามัญทั่วไป” แต่กระนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถระบุถึงที่มาที่ไปของแหล่งกำเนิดของผ้าบาติกที่แท้จริงได้ โดยนักวิชาการส่วนใหญ่คาดว่า ผ้าบาติกเกิดขึ้นในแถบกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญ ลวดลายที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าสามารถสื่อความหมายถึงสถานะและตำแหน่งของผู้ที่สวมใส่ได้ จึงมีการกำหนดให้ ลวดลาย Udan liris เป็นลวดลายที่สงวนไว้สำหรับพระมหากษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ขณะที่ลวดลาย Udan liris มีลักษณะของความอุดมสมบูรณ์ ความหวัง ความเจริญรุ่งเรือง ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นที่จะปกครองประเทศชาติ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ประชาชนธรรมดาไม่สามารถสวมใส่ลวดลายนี้ได้” ที่กล่าวมานี้เป็นเพราะ หอศิลป์ บ้านจิมทอมป์สัน กำลังจัดนิ
ระหว่างที่ “ตูน บอดี้สแลม”-ก้าวคนละก้าว ผ่านกรุงเทพมหานครไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือน วันนี้เริ่มเข้าไปใกล้หลักชัย “แม่สาย” เชียงราย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ได้รับบริจาคใกล้หลัก 700 ล้านบาท มีเงินบริจาคของคิง เพาเวอร์ถึง 100 ล้านบาท ขออนุโมทนา ทุกย่างก้าวของ “ตูน” หมายถึงเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผ่านจากมือคนไทยสู่มือ “ตูน” ไปสู่มือหมอพยาบาล และที่สุดไปสู่คนไทยที่เจ็บป่วยในโรงพยาบาลให้ได้รับการรักษาจากเครื่องมือแพทย์ตามที่ “ตูน” อาทิวราห์ คงมาลัย “บอดี้สแลม’ ตั้งเป้าหมายไว้ มี รัชวิน “ก้อย” วงศ์วิริยะ แฟนสาว วิ่งเป็นกำลังใจตลอดเส้นทาง ตลอดเวลาที่ผ่านมา “ตูน” พูดถึงผู้ที่เสียสละกว่าเขา คือแพทย์และพยาบาล ไม่ใช่ตัวเขาเอง ทั้งยังยืนยันว่า การออกกำลังกายคือการสร้างสุขภาพให้ตัวเองแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เรื่องของโรงพยาบาลที่มีไม่เพียงพอ ทั้งตัวโรงพยาบาล เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ทุกประเภท ขาดแคลนด้วยเหตุหลายประการ โรงพยาบาลทุกแห่งโดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ ตั้งแต่สถานีอนามัย โรงพยาบาลตำบล อำเภอ ถึงจังหวัด และศูนย์พยาบาลขนาดใหญ่ที่เป็นสถาบันทางการแพทย์เฉพาะทางมีความจำเป็นต้องจัดตั
เครื่องมือของใช้สำหรับการแต่งตัว ผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชายแน่นอน สมัยเก่าก่อนผู้หญิงใช้เข็มขัด ทั้งเข็มขัดเงิน เข็มขัดนาก คนรวยๆ อาจจะมีเข็มขัดทอง สำหรับเราชาวบ้าน แค่มีเข็มขัดเงินก็หรูแล้ว การใช้เข็มขัดของผู้หญิงนั้น มักใช้คาดเวลาไปทำบุญ หรือออกไปไหนมาไหน ถ้าอยู่บ้านไม่ค่อยจำเป็นนัก เพราะสุภาพสตรีมีความสามารถในการนุ่งผ้าถุงเป็นอย่างดี อย่างไรก็ไม่หลุดง่ายๆ ยกเว้นเผอเรอจริงๆ สมัยผู้เขียนยังเป็นเด็ก ราว พ.ศ. 2520 จำได้ว่ามีโจรออกอาละวาดปล้นเข็มขัดเงินแถวๆ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และเขตอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โจรเลือกปล้นผู้หญิงที่กลับจากไปทำบุญที่วัด เรื่องที่ขำไม่ออกก็คือ ปล้นไปแล้วเมื่อเห็นว่าเป็นเข็มขัดเงินปลอม มันหันรถมาแล้วใช้เข็มขัดฟาดผู้หญิงเคราะห์ร้าย ข้อหาใส่ของปลอมด้วย กลายเป็นเรื่องเล่าขานกันไม่รู้จบ สาวๆ ในปัจจุบัน อาจไม่เชี่ยวชาญกับการนุ่งซิ่นด้วยใช้ชายผ้ารัด เนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ทำให้สาวๆ หันไปนุ่งกระโปรงหรือไม่ก็กางเกงกัน ส่วนผ้านุ่ง ผ้าซิ่น นานๆ ถึงจะได้หันมานุ่งสักครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะต้องมีตัวช่วย สาวไทยไม่เหมือนสาวในประเทศลาว พวกเธอต้องนุ่งผ้
เว็บไซต์ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศว่า เสียงแคนของชาวลาว ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ จากยูเนสโก โดยระบุว่า เสียงแคนของชาวลาวซึ่งเป็นเครื่องดนตรีแบบเป่า ทำขึ้นจากการประกอบขลุ่ยหลายเลา ซึ่งทำขึ้นจากลำไผ่ที่มีความยาวที่แตกต่างกันออกไป เพื่อสร้างเสียงที่แตกต่างกัน และผู้เล่นจะต้องเป่าลมเข้าไปภายในเพื่อสร้างเสียงดนตรีขึ้นมา เพลงที่บรรเลงจากแคนเป็นที่นิยมกันอย่างมากในทุกภูมิภาคของประเทศลาว และนิยมนำไปเล่นกันตามงานเทศกาลตามหมู่บ้านต่างๆ และเพื่อให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วมกับเพลงและการเต้นรำ แทนที่จะนั่งฟังเฉยๆ เพลงที่เล่นจากแคนนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวลาวที่สนับสนุนการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครอบครัวและสังคม โดยครอบครัวถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดศิลปะและคนเป่าแคนให้ยังคงอยู่ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ยังมีการเรียนศิลปะเหล่านี้อยู่ โดยในหลายชุมชนท้องถิ่น สมาคมและกลุ่มต่างๆได้ริเริ่มการสนับสนุนการศึกษาทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ในปี 2548 ได้มีการก่อตั้งสมาคมศิลปะแคนขึ้น และมีงานเทศกาลอีกหลายงานที่จัดขึ้นเพื่อส
