เทคนิคเกษตร
งาน Sustainability Expo (SX2024) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลักของการจัดงาน “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” มีเครือข่ายพันธมิตรจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมแสดงพลังเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน มีการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับโลกใบนี้ สำหรับการจัดงาน Sustainability Expo (SX2024) ในปีนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร ) ได้นำเสนอแนวคิด การพัฒนาสังคมควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ให้เกิดความมั่งคงและยั่งยืนไปพร้อมกับการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มชุมชนผู้สูงอายุได้มีงานทำและมีรายได้ โดยการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรคือ ใบแห้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก รองรับการท่องเที่ยววิถีชีวิตเกษตรกรนาแห้ว อ.ศรีประจันต์ ภายใต้โครงการ “ ใบแห้ว ราชมงคล ” ” แห้วสุพรรณ ” เป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI )
เข้าสู่วันที่ 4 ของงาน SUSTAINABILITY EXPO 2024 (SX 2024) เต็มอิ่ม 10 วัน กับ 10 โซนกิจกรรมสุดล้ำ พร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่คุณไม่ควรพลาด! ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) แน่นอนว่าความยั่งยืนที่ขาดไม่ได้คือความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน คือ ประชากรสามารถเข้าถึงอาหารได้โดยไม่ขาดแคลน เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ปลอดภัย ตอบสนองต่อความต้องการ เพียงพอต่อการบริโภคเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีจิตใจที่สดใสเบิกบาน หากท่านใดเป็นสายรักสุขภาพ กำลังมองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เชิญมาพบกันที่โซน SX Food Festival ปีนี้มาในธีม Back to The Future มหกรรมด้านอาหารยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี พาทุกท่านย้อนเวลากลับไปสู่อนาคตด้วยอาหารที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พบกับ Celebrity Chefs มากมาย รวมถึงผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์เมนูอาหารที่ช่วยสร้างสมดุลที่ดีต่อโลกและดีต่อคุณ โดยไฮไลต์ที่จะนำเสนอในวันนี้อยู่ที่โซน A (Functional Foods) อาหารเพื่อสุขภาพ ที่รวบรวมสมุนไพรบำรุงร่างกายกว่า 20 ชนิด หลากหลายสรรพคุณ มาไว้ที่นี่แล้ว โกฐจุฬาลัมพา สรรพค
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม นายพลพงษ์ ตันติพิพัฒน์พงศ์ หรือน้องมัช อายุ 17 ปี นักเรียนเกรด 12 จากโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และแต่ละปีหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตของสับปะรด เกษตรกรต้องนำใบสับปะรดไปขายเป็นปุ๋ย ขณะที่เกษตรกรบางกลุ่มนำใบสับปะรดแปรรูปเป็นกระดาษจากเส้นใย โดยใช้ใบ 30 กิโลกรัม (กก.) จะได้ใยสับปะรด 15 กก. จากนั้นนำไปผลิตกระดาษจากใยสับปะรดได้ 60 แผ่น ขายได้ในราคาไม่เกินแผ่นละ 10 บาท นอกจากนี้เกษตรกรยังนำกระดาษจากใยสับปะรดผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านหลายประเภทแต่ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร นายพลพงษ์กล่าวว่า เพื่อเพิ่มมูลค่าของใบสับปะรด จึงเริ่มก่อตั้งโครงการ Ever leaves เพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรไร่สับปะรด ปรับปรุงพัฒนาการผลิตกระดาษจากใยสับปะรดให้มีคุณภาพดี มีความคงทนสวยงามมากขึ้น และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย มีรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ของคนยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เช่น ทำเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ หรือเครื่องเขียน กระเป๋าใส่บัตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยขายได้มากกว่า 20 เท่า
หลายคนอาจสับสนระหว่างมะนาวและเลม่อน เนื่องจากทั้งคู่มีรสเปรี้ยวเหมือนกัน และมักนำมาใช้ในการปรุงอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว ทั้งสองมีความแตกต่างในหลายด้าน วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะมาไขข้อสงสัย “มะนาว” ที่มีความเปรี้ยวเหมือนกัน แต่ก็มีเอกลักษณ์ที่ต่างกัน สีก็ต่าง นำมาประกอบอาหารก็ต่างกันอีก แยกฝาแฝดให้ออกยังไง อยากรู้มาดูกันเลย มะนาวไลม์ (Lime) กับ มะนาวเลม่อน (Lemon) โดยมะนาวทั้งสองชนิดจัดอยู่ในสกุลเดียวกันกับส้ม มีจุดเด่นที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มะนาวชนิดนี้มีลักษณะผลกลม หรือรี ผิวเปลือกระยะสุกแก่มีสีเหลือง เปลือกหนา ผลมีขนาดใหญ่ เนื้อมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม มาดูกันว่าอะไรที่ทำให้มะนาวกับเลม่อนมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 1. รูปลักษณ์ภายนอก มะนาว : ผิวของมะนาวมีสีเขียวสด (และเมื่อสุกมากจะออกเหลืองนิดๆ) ผิวค่อนข้างเรียบและเงา ขนาดมักจะเล็กกว่าเลม่อน เลม่อน : ผิวของเลม่อนเป็นสีเหลืองสดใส ผิวค่อนข้างหนาและหยาบกว่า มีลักษณะยาวรี และมีขนาดใหญ่กว่ามะนาว 2. รสชาติ มะนาว : มีรสเปรี้ยวจัดและเข้มข้น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนใหญ่มักใช้ในการปรุงอาหารไทยหรือทำเครื่องดื่ม เลม่อน : มีรสเ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hemigraphis alternata (Burm. f.) ชื่อวงศ์ Acanthaceae ชื่อสามัญ Red lily, Red flame ivy, Waffle plant. ชื่ออื่นๆ ฮ่อมครั่ง ห่งจี้อั้ง สำหรับกลุ่มเกษตรกรสวนกล้วยไม้ เรียก ผักแหวง หญ้าบังแห ฉันมีชื่อที่ส่วนหนึ่งของชื่อไปเกี่ยวข้องกับสารโลหะชนิดหนึ่ง ที่เมื่อผู้คนได้ยินแล้วไม่อยากเข้าใกล้หรือสัมผัส ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ เนื่องจากสารตัวนี้มันอยู่ใกล้ชิดรอบๆ ตัวทั่วสิ่งแวดล้อม แต่ฉันเองภูมิใจกับชื่อตัวเองที่เขาเรียกชื่อเต็ม เมื่อใครๆ ได้มองเห็นความแววเป็นมันเลื่อม ราวกับว่าสะท้อนแสง เขาจึงเรียกว่า “ดาดตะกั่ว” แต่คำหลังที่เป็น “ตะกั่ว” นี่แหละที่ฉันกลุ้มใจ ฉันจึงไปค้นหาและถามผู้รู้ว่า ทำไมคำว่า ตะกั่ว จึงมีคนกลัวกันนัก พอดีไปพบข้อมูลสรุปไว้ให้รู้จักถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตะกั่วนี้ แต่เขาเขียนว่า “สารตะกั่ว” จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ สารตะกั่ว เป็นโลหะหนักสีน้ำเงิน หรือสีเทาอมเงิน มีคุณสมบัติอ่อนตัว ถูกนำไปใช้ในทางด้านอุตสาหกรรมหลายรูปแบบ ที่คนเราจะปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอยู่รอบๆ ตัวเราและผู้คนทุกระดับ เช่น สีทาบ้าน น้ำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clerodendrum inerme (L.) Gaertn. ชื่อวงศ์ Labiatae (Lamiaceae) ชื่ออื่นๆ สำปันงา (สตูล) สัมเนรา (ระนอง) เขี้ยวงู (ประจวบคีรีขันธ์) สักขรีย่าน (ชุมพร) สำมะลีงา (ภาคกลาง) สำลีงา สามพันหวา (ฉะเชิงเทรา) คนจีนเรียก เช่าอึ้งเต็ง หนูถูกเรียกหลายชื่อจนสับสนไปหมด แต่ก็มีความสุขทุกครั้งถ้าใครเรียกหนูว่า สำปันงา หรือ สำลีงา เพราะฟังดูเป็นสาวทอมๆ แก่นๆ ดี เหมือนเนื้อไม้เถาเลื้อยได้แต่แข็งแกร่ง แม้ว่าหนูเป็นพืชพื้นบ้าน แต่ก็พบหนูได้ยาก จนใครๆ เขาพูดว่าหนูเป็นพืชสมุนไพรหายาก ซ้ำยังเป็นไม้กึ่งรอเลื้อย มีญาติหนูที่อายุมาก เขาเลื้อยขึ้นนั่งร้าน แล้วยังพาดไปยังต้นไม้อื่นๆ ได้ตั้งหลายเมตร แต่ถ้าอยู่ตามป่าละเมาะริมทะเลจะพบหนูเป็นลักษณะไม้พุ่ม สูงได้ 2-3 เมตร หนูมีใบเดี่ยวสีเขียวสด รูปไข่ หรือรูปหอก โคนใบมน เรียงตรงข้าม และแผ่นใบด้านล่างมีขนนุ่มๆ แต่ก้านใบออกแดง หรืออมม่วง เคยมีหนุ่มๆ มาขยี้ใบหนูแล้วดมดู บอกว่าเหม็นเขียว จึงพากันรังเกียจกลิ่นใบตัวหนู สิ่งที่หนูคิดอยากจะอวดมากๆ คือ ดอก เพราะมั่นใจว่าสวย ตรงที่มีดอกเป็นช่อตามซอกใบ บานแล้วเห็นกลีบดอก 5 กลีบ สีขาวได้รูป ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป และ
คําถาม จากข้างกระสอบปุ๋ย เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมสนใจการเกษตรมาแล้วระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อน จึงมีคําถามอยู่ในใจหลายอย่าง วันนี้ผมเขียน จ.ม. มาถามคุณหมอเกษตรว่า ตัวเลขข้างกระสอบปุ๋ย เขียนว่า 12-24-12 น้ำหนัก กระสอบละ 50 กิโลกรัม ดูแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี รู้เพียงว่าเป็นปุ๋ยเร่งดอกเท่านั้น ขอคําอธิบายจากคุณหมอเกษตรด้วยครับ ด้วยความนับถือ ศิริชัย แก้วโพธิ์ เลขที่ 58/2 บ้านหนองบัวสร้าง ตําบลอุมจาน อําเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร 47230 ตอบ : คุณศิริชัย แก้วโพธิ์ ตัวเลขข้างกระสอบปุ๋ยที่คุณยกตัวอย่างมานั้น เป็นตัวเลขข้างต้นนั้นเป็นระบบสากล ในความหมายนั้นบอกว่า ในกระสอบปุ๋ย น้ำหนัก 100 กิโลกรัม มีธาตุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ต้นไม้นําไปใช้ประโยชน์ – 12 ตัวแรก คือ ปริมาณ N (ไนโตรเจน) ช่วยเร่งการเจริญเติบโต สร้างใบ เพิ่มความเขียว – 24 ตัวถัดมา คือ ปริมาณ P (ฟอสฟอรัส) ช่วยเร่งการแตกใบและการผสมเกสร เพิ่มความแข็งแรงให้ลำต้น – 12 ตัวสุดท้าย คือ ปริมาณ K (โพแทสเซียม) ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มขนาด น้ำหนัก และรสชาติ ความหวาน 12, 24 และ 12 กิ
“งาขี้ม้อน” อาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูของใครหลายต่อหลายคนมากนัก เมื่อกล่าวถึงงาขี้ม้อน หลายคนก็อาจนึกภาพไม่ออกว่างาขี้ม้อนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร มีเม็ดเล็กและมีรูปร่างคล้ายกับงาแบบทั่วไปที่เรารู้จักหรือไม่ แล้วงาขี้ม้อนมาจากพืชชนิดไหน สามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาทำความรู้จักกับงาขี้ม้อน เจ้างาเม็ดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสรรพคุณและการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายกัน งาขี้ม้อน หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Perillafrutescens (L.) Britton อยู่ในวงศ์กะเพรา Labiatae (Lamiaceae) เป็นพืชล้มลุกและถือเป็นพืชน้ำมันที่มีถิ่นกำเนิดในทางภาคเหนือ โดยงาขี้ม้อนนี่จะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ออกดอกในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน มีใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ มีขอบหยักฟันเลื่อย ออกดอกเป็นช่อ มีขนปกคลุม และออกผลรูปทรงกลม สีน้ำตาลขนาด 2 มิลลิเมตร ซึ่งเจ้าผลของาขี้ม้อนนี้เองที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ โดยงาขี้ม้อนนั้นจะติดผลในช่วงฤดูหนาวในเดือนธันวาคมและมกราคม การใช้ประโยชน์งาขี้ม้อน ในพื้นที่ถิ่นกำเนิดอย่างภาคเหนือ จะนิยมนำงาขี้ม้อนไปคั่วในกระทะให้หอมแล้วนำไปตำเข้ากับข้าวเหนียว และนำไปปรุง
“ทุเรียน” เป็นหนึ่งในผลไม้และพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ด้วยรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้ทุเรียนไม่เพียงแต่เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยผู้หลงใหลและชื่นชอบในทุเรียนเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมในต่างประเทศอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มูลค่าในการส่งออกและราคาขายของทุเรียนนั้นมีราคาสูง แต่ก่อนจะคิดเริ่มทำสวนทุเรียน เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาดู 7 โรคพืชที่อาจทำให้สวนทุเรียนของคุณพังได้ทั้งสวน! โรครากเน่าโคนเน่า โรคยอดฮิตในทุเรียน ที่มีสาเหตุจากเชื้อ Phytpphthora Palmivora ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุเรียนในทุกช่วงระยะการเจริญเติบโต โดยมักมักทำลายทุเรียนทั้งรากบริเวณคอดิน กิ่ง ลำต้น ใบ ปลายยอด และสร้างความเสียหายให้ผลทุเรียน เมื่อเชื้อเข้าไปทำลายระบบราก ใบของต้นทุเรียนจะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และหากเชื้อลุกลามไปยังโคนก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุเรียนตายได้ การป้องกันรากเน่าโคนเน่า ในการคำนวณเรื่องระยะแปลงปลูก ควรเว้นระยะให้ทั้งสวนมีการระบายน้ำที่ดี ไม่เสี่ยงต่อการท่วมขัง ตัดแต่งทรงพุ่มของต้นทุเรียนให้มีความโปร่ง เพื่อให้แสงแดดสาม
การเลี้ยงวัวก็เหมือนกับกระปุกออมสินมีชีวิต ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เวลาเดือดร้อนก็สามารถเป็นเงินเก็บไว้คอยช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังได้ขี้วัวหรือปุ๋ยคอกเอาไว้เป็นปุ๋ยในไร่นาและจำหน่ายเป็นรายได้อีกด้วย คุณขจร แสงศรีเรือง หรือ คุณสีโก อายุ 45 ปี เรียนจบปริญญาตรี สาขาสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออก และอดีตผู้จัดการฟาร์ม ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 110 หมู่ที่ 2 บ้านกงกลาง ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โทร. 081-407-8882 คุณขจร กล่าวว่า การทำปุ๋ยหมักอินทรีย์นั้นในตอนแรกต้องขนขี้วัวออกจากคอกเอามาเทกองไว้ให้ผสมกับใบไม้ทิ้งไว้ประมาณ 1 ปี ขี้วัว ใบฉำฉาจะนำมากองไว้ เราเอามาเทลง ความชื้นดูดลงดิน เราใช้เวลา 1 ปี แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เดือน 3 คนจะเอาขี้วัวขี้ควายไปใส่นาแล้วจะไถกลบทำนาเดือน 6 อีก 3 เดือน ช่วงเดือนสิงหาคมข้าวก็จะตั้งต้นงาม แต่ละวันจะได้ปุ๋ยเท่าไหร่ วัว 1 ตัวจะกินหญ้า 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หากวัวหนัก 400 กิโลกรัมจะกินหญ้า 40 กิโลกรัมต่อวัน วัว 8 ตัวจะได้ขี้วัว 200 กิโลกรัม (เปียก) ต่อวัน จะเหลือครึ่งต่อครึ่งขายมวลแห้ง แต่จะเหลือจริงๆ ประมาณ 80 กิโลกรัม (ผสมกับใ
