เทคนิคเกษตร
กลุ่มนักศึกษาวิศวกรรมเกษตรอุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) 14 คน ร่วมกันนำเสนอโครงงานขนาดเล็ก (Mini Project) ผลงาน “โรงเรือนปลูกข้าวอัจฉริยะแบบลอยน้ำ” โดยเน้นควบคุมระบบให้น้ำอัตโนมัติ อัตราการเจริญเติบโตแต่ละช่วงอุณหภูมิและความชื้น เพื่อออกแบบโรงเรือนแบบลอยน้ำ พัฒนาวิธีการปลูกข้าวที่ประหยัดแรงงาน เพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหนือแหล่งน้ำให้สูงขึ้น ผลงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 นำโดย นายภัทรดิษฐ์ สุทธิทรัพย์, นายฐาปกรณ์ เสร็จกิจ, น.ส.พรนภัส ชำนาญไพร, นายพีรพล พึ่งทวี, นายจักกฤษ มั่งมี, นายวิสิฐพงษ์ ไชยฟู, น.ส.อารีญา ทนช่างยา, นายณัฐกานต์ เอี่ยมบรรจง, นายจักรพันธ์ รัตนพันธ์, นายนันทิพัฒน์ วงปัตตา, น.ส.ยศวดี ศรีคง, น.ส.ณิชาภัทร บัวสำลี, น.ส.หทัยภัทร หนูสี และ น.ส.อัณณ์ญาดา กมลโรจน์ธนากุล ซึ่งมี รศ.ดร.เกรียงไกร แซมสีม่วง และ ดร.วิพุธ ตุวยานนท์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ตัวแทนกลุ่ม “ทิม” นายภัทรดิษฐ์ สุทธิทรัพย์ เล่าว่า โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นอย่างหนึ่งที่เสริมสร้างและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ผ่านการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม
กะทือ จัดเป็นสมุนไพรประจำบ้านที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในอดีตมีการปลูกเพื่อใช้เป็นประโยชน์ทั้งด้านอาหารและยา เป็นไม้ที่ขึ้นง่าย คิดจะปลูกลงดินเป็นแปลงใหญ่หรือปลูกในกระถางก็ได้ เนื่องจากบางพื้นที่นิยมนำเอาดอกมาปักแจกันเป็นไม้ประดับสวยงามซึ่งดอกอยู่ทนทานไม่เหี่ยวง่าย สีสดใสด้วย กะทือ เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเหนือดิน กลม สูง 1-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน ต้นจะเหี่ยวแห้งในหน้าแล้งแต่จะงอกขึ้นใหม่ในหน้าฝน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอก ออกเป็นช่อแทงออกจากเหง้าขึ้นมา ช่อดอกรูปทรงกระบอก มีใบประดับสีเขียวแกมแดง เรียงซ้อนกันแน่นเป็นระเบียบ ดอกสีเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกบานไม่พร้อมกัน ผล แบบผลแห้งแตก รูปทรงค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดสีดำชื่อสามัญในภาษาอังกฤษ มีเรียกหลากหลายชื่อตามแต่ละท้องถิ่น กะทือ เป็นพืชที่น่าสนใจ มีการตั้งชื่อเรียกตามประโยชน์ใช้สอยด้วย เช่น เรียกว่า Shampoo Ginger เพราะมีการใช้ส่วนของใบและลำต้นนำไปใช้ในการสระผม หรือ Bitter ginger หรือ Wild Ginger เพราะใช้เป็นอาหารได้เหมือนขิง แต่มีรสขม และที่เรี
ผมคิดว่า ผักบ้านๆ ที่ผมเริ่มกินได้เป็นชนิดแรกๆ ตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียนประถมศึกษา น่าจะคือ กระถิน (Leucaena) เพราะว่ารั้วบ้านแม่ที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีสมัยนั้นยังเป็นรั้วต้นไม้หลายชนิดปนๆ กัน กระถินก็เป็นหนึ่งในไม้รั้วพวกนั้น บ้านเราจึงมียอดกระถินอ่อนๆ จิ้มน้ำพริกกินเสมอ ผมก็พลอยได้เริ่มหัดกิน โดยเอามาจิ้มน้ำพริกถ้วยที่ตำพิเศษเผ็ดน้อย กินกับปลาทูนึ่งทอด อร่อยได้เกือบจะเท่าสำรับของพวกผู้ใหญ่เหมือนกัน เลยพลอยกินยอดกระถิน ดอกอ่อน ฝักอ่อน และเมล็ดในฝักแก่เคี้ยวกรอบๆ มันๆ อย่างติดอกติดใจมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว พอโตขึ้นมาหน่อย ถึงรู้ว่า กระถินในบ้านเรามีอย่างน้อย 2 สายพันธุ์ คือ กระถินพันธุ์พื้นเมือง (common type) และกระถินยักษ์ (giant type) เดิมมันเป็นพืชพื้นเมืองแถบอเมริกากลาง แต่ก็คงแพร่เข้ามาในดินแดนแถบนี้นานมาก รายงานบางชิ้นระบุว่า ถึงกระถินจะมีธาตุสำคัญต่อร่างกาย อย่างวิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และมีสารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างมาก แต่มันก็มีพิษอ่อนๆ คือมีสาร mimosens ซึ่งอาจมีผลให้กระบวนการสร้างโปรตีนหรือย่อยโปรตีนผิดปกติ แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่ามีผลกับร่างกายมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ อ
“จานใบไม้ที่เราทำ ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ สะอาด ปลอดภัย มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เหมาะสำหรับใช้เป็นภาชนะใส่อาหาร ขนม ผลไม้ เครื่องตกแต่งบ้าน ของที่ระลึกหลากหลายรูปแบบ สามารถนำไปเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้รับได้อย่างไม่รู้ลืม” เป็นคำกล่าวของ คุณเนตรนภา ทากาฮาชิ รองประธานวิสาหกิจชุมชนสร้างป่าสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าใบไม้ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านซาง หมู่ที่ 4 ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เดิมครอบครัวมีอาชีพค้าขายและทำร้านอาหาร ชื่อร้านอาหารในสวน (In the garden) เปิดบริเวณสวนหลังบ้าน มีจุดถ่ายภาพที่สวยงาม ตกแต่งแบบล้านนาและมีสวนดอกไม้ให้ถ่ายภาพซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังฮิตในตอนนั้น ในปี 2560 ช่วงนั้นบุตรชายเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์กระถางต้นไม้จากต้นข้าวโพด ส่งอาจารย์ของบุตรชาย จนได้เข้าร่วมการประกวดนวัตกรรมรักษ์โลกที่ประเทศมาเลเซีย จุดประกายให้ต่อยอดเป็นธุรกิจ ผลิตจานใบไม้ ที่ไม่ใช่แค่ช่วยแก้ปัญหาเผาป่าและลดฝุ่น PM 2.5 ยังกลายเป็นการเพิ่มมูลค่าใบไม้แก่ที่ร่วงจากป่า สู่สินค้าที่เข้ากับเทรนด์ธุรกิจสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์
แมงลัก คือพืชสมุนไพร ตระกูลเดียวกับโหระพาและกะเพรา นิยมนำมาบริโภคใบและเมล็ด ลักษณะของต้นแมงลักเป็นอย่างไร สรรพคุณของแมงลัก เช่น ช่วยควบคุมน้ำหนัก เป็นยาระบายอ่อนๆ คุณค่าทางโภชนาการและโทษของแมงลัก มีอะไรบ้าง ต้นแมงลัก (Hairy Basil) ชื่อวิทยาศาสตร์ของแมงลักคือ Ocinum canum. Sim. ชื่อเรียกอื่นๆ ของแมงลัก เช่น มังลัก ขาวมังลัก ผักอี่ตู่ กอมก้อขาว เป็นต้น ใบแมงลัก มีกลิ่นหอม นิยมนำมาทำอาหาร ช่วยดับคาว และเพิ่มความหอมของอาหารได้ดี เมนูอาหารที่นำใบแมงลักมาทำอาหาร เช่น แกงเลียง แกงหน่อไม้ เป็นต้น แมงลักในประเทศไทย สำหรับแมงลักในประเทศไทย จัดว่าเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง มีการปลูกแมงลัก เพื่อผลิตใบสดและเมล็ดแมงลักในเชิงพาณิชย์ สามารถพบเห็นแมงลักได้ทั่วไปตามตลาด สายพันธุ์แมงลัก ที่นิยมปลูก คือ แมงลักสายพันธุ์ศรแดง ที่มีลักษณะใบใหญ่ แหล่งปลูกต้นแมงลัก พบได้ทั่วไปทั่วประเทศ ลักษณะของต้นแมงลัก ต้นแมงลัก เป็นพืชล้มลุก อายุสั้นไม่ถึง 1 ปี นิยมรับประทานเป็นอาหาร ต้นแมงลัก สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำและการเพาะเมล็ดพันธุ์ ลักษณะของต้นแมงลัก มีดังนี้ ลำต้นของแมงลัก เนื้อไม้ของต้นแมงลักอ่อน อวบน้ำ ความสู
ปลากรายว่ายเคียงคู่ เคล้ากันอยู่ดูงามดี แต่นางห่างเหินพี่ เห็นปลาเคล้าเศร้าใจจรฯ” (กาพย์เห่เรือ, พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2) ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงเคยกินกับข้าวที่ทำจากปลากรายมาแล้ว ปลากรายเป็นปลาน้ำจืดที่มีมาก แถมมีหลายสายพันธุ์ แต่คุณสมบัติของเนื้อมีเอกลักษณ์เดียวกัน คือละเอียดเนียน หนึบเหนียว แค่เอาลงตำในครกเพียงครู่เดียว ไม่ว่าปลากราย ปลาตอง ปลาตองลาย ปลาฉลาด, สลาด ฯลฯ เนื้อก็จะเหนียว เอามาปั้นทำลูกชิ้น จังลอน ทอดมัน ปลาเห็ด เส้นปลา อร่อยได้สารพัดอย่าง ราคาเนื้อปลากรายขูดสดในท้องตลาด บรรจุถุงละครึ่งกิโลกรัมบ้าง 1 กิโลกรัมบ้าง ตกราวกิโลกรัมละ 200 บาทขึ้นไปเสมอ นอกจากปลากราย ซึ่งนับเนื่องว่าเป็นเนื้อปลาน้ำจืดที่เอามาแปรรูปได้ดีมีคุณภาพที่สุด ก็จะมีเนื้อปลาที่ถูกนิยามว่าเป็นชั้นรองลงมา อย่างเช่นปลายี่สก ขายถูกกว่ากันเกินครึ่งทีเดียว ส่วนหากเป็นเนื้อปลาทะเล มีปลาอินทรี ปลาดาบลาว ปลาทู ซึ่งแม้ทราบกันว่าใช้เป็นส่วนผสมลูกชิ้นปลาทะเลรสดีทั่วไป แต่มักไม่ใคร่มีที่ขูดเฉพาะเนื้อจำหน่ายแพร่หลายเท่าปลากราย ผมพบว่า เนื้อปลากรายหรือปลาฉลาดสดๆ ไม่เคยทำให้ผิดหวังในด้านความเหนียวหนึบ แต่ปัญหาก็คือ เร
ตรัง หนุ่มหัวใสทำขนมปอดควายจิ๋ว หลากไส้ ขายดีตอบโจรทย์ลูกค้า ล่าสุดเปิดตัว 2 ไส้ใหม่ “ปอดควายไส้เคยฉลูหมูสับ และไส้เคยฉลูหมูคั่วกลิ้ง” วันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ที่ร้านปอดควาย1845 ซึ่งมีนายกัมปนาท ภักดีพันธ์ หรือ น้องเก้า อายุ 31 ปี เจ้าของร้าน ตั้งอยู่ในซอยควนหาญ1 ตรงข้ามกับวิทยาลัยพยาบาลตรัง อ.เมือง จ.ตรัง เข้าซอย 80เมตร ร้านอยู่ขวามือ น้องเก้านับเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่เคยทำร้านกาแฟ ร้านคาเฟ่และมีความรู้ความชำนาญในการทำขนมไทยและเบเกอรี่ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าขนมปอดควาย หรือขนมถังแตก เดิมต้นตำหรับ จะใช่กระทะเหล็กก้นแบน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12 นิ้ว ลึกประมาณ 2 นิ้ว การทำขนมปอดควายจะนิยมใส่ไส้ถั่วลิสง ไส้มะพร้าว ไส้สังขยา แผ่นใหญ่พับครึ่งเลยเหมือนกับปอดของควาย 1 ถาด ต้องกินกันหลายคน นายกัมปนาท หรือน้องเก้า ผู้ที่ชื่นชอบรับประทานขนมปอดควาย พยายามคิดค้น ว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำขนมปอดควายที่มีขนาดเล็กกินหมด มีไส้ให้เลือกที่หลากหลายและร่วมสมัย จึงได้ลองผิดลองถูกด้วยการนำกระทะทอดไข่ดาวมาลองทำดูปรากฏว่าทำได้แต่มีข้อจำกัดทำได้ครั้งละ 4 ชิ้น เพราะกระทะมี 4 หลุม จึงค้นหากระทะที่มีหลาย
พืชพื้นบ้านเป็นทั้งอาหารและยา เท้ายายม่อม แป้งจากพืชที่เหมาะกับมนุษย์ที่สุด ชื่อทั่วไป Common name : East Indian arrow roots ชื่อวิทยาศาสตร์ Scientific name : Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze. Family : DIOSCOREACEAE เมื่อหลายสิบปีก่อนหากใครไปเที่ยวชลบุรี บางแสน แล้วแวะซื้อขนมของฝากแถบตลาดหนองมน จะพบว่ามีขนมไทยโบราณหลายเจ้า สารพัด เช่น ขนมชั้น ขนมกล้วย เปียกปูน ครองแครง ทับทิมกรอบ เต้าส่วน ช่อม่วง ขนมดอกลำเจียก ฯลฯ น่าจะคงยังพอจำรสชาติ ความหอม หนืด กำซาบเหงือกและฟัน หยุ่นๆ เหนียวนุ่มพอดีของขนมดังกล่าวที่มาจากแป้งชนิดหนึ่งได้ดี นั่นคือ แป้งเท้ายายม่อม ซึ่งจะมีความแตกต่างจากแป้งมันสำปะหลัง หรือแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว และแป้งข้าวโพดมาก แป้งทำขนมของคนหนองมน บ้านปึก อ่างศิลา เสม็ด เหมือง ในโซนนี้ยุคนั้นมาจากหัวเท้ายายม่อมแทบจะทั้งนั้น ปลูกกันแทบทุกบ้านที่พอมีที่ดินว่างเปล่า แม้กระทั่งหลังตลาดหนองมนก็มีหลายบ้านที่เคยปลูก ปัจจุบัน หาคนทำยาก หาคนปลูกก็ยาก เนื่องจากมีแป้งชนิดอื่นเข้ามาทดแทนแป้งเท้ายายม่อมซึ่งมีกรรมวิธีทำที่ซับซ้อน ยุ่งยากหลายขั้นตอนพอสมควรกว่าจะได้ออกมาเป็นผงแป้งพร้อมใช้ เ
ก่อนที่มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งในดินแดนประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะลงมือปลูกข้าวทำนาบนลักษณะภูมิประเทศต่างๆ จนมีผลผลิตเป็นข้าวและแป้งอย่างมีความมั่นคงเรื่อยมาตั้งแต่ราว 3,000 ปีก่อนนั้น มนุษย์จำเป็นต้องออกเก็บหาของป่า โดยเฉพาะพืชอาหารที่ให้แป้ง อันเป็นพลังงานสำคัญต่อร่างกาย พวกเขาย่อมต้องตระเวนหาเผือก มัน ตัดฟันสาคูต้น หรือขุดหามันสาคู ขุดกลอยหัวใหญ่ๆ อันเต็มไปด้วยพิษมาหั่น ล้าง แช่น้ำนานนับหลายๆ วัน เพื่อเก็บสำรองไว้ให้พอเพียงในกระท่อมหรือทับถ้ำ โดยเฉพาะสาเก (Bread fruit) ซึ่งนักโบราณคดีได้พบละอองเรณูของมันในชั้นดินอยู่อาศัยที่มีอายุกว่า 4,000 ปีมาแล้ว ที่แหล่งโบราณคดีในจังหวัดตรัง ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันวัฒนธรรมการกินแป้งในผลสาเกในดินแดนแถบนี้ได้เป็นอย่างดี มงเซเญอร์ ปาลเลกัวซ์ สังฆนายกมิซซังโรมันคาทอลิกประจำสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 เขียนบันทึก Description du Royaume Thai ou Siam ไว้ตอนหนึ่งว่า “ในประเทศสยาม มีผู้รู้จักขนุน (Artocarpus Jacca) อยู่ 2 พันธุ์ ชนิดแรกเป็นต้นไม้มีใบยาว แหว่งลึกเป็นแฉกๆ ผลนั้นกลมและยาว บางทีใหญ่ขนาดเท่าหัวคน ภายในเปลือกอันหนานั้น เนื้อร่วนมีลักษณ
“ชะพลู” เป็นพืชพื้นบ้านที่แพร่หลาย พบในทุกจังหวัดของประเทศไทย เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสืบต่อได้หลายปี ชอบพื้นที่ลุ่มต่ำ ชื้นแฉะ ที่ที่มีน้ำดี ดินดี จะเจริญเติบโตได้ดีมาก ใบจะโต ยอดจะอวบอ้วน เป็นพรรณไม้ที่มีต้นตั้ง บางครั้งจะพบต้นแบบเถาเลื้อย ระบบรากหากินผิวดิน ถ้าเถาเลื้อยไปพบที่เหมาะ ก็จะออกรากตามข้อ และแตกต้นขึ้นใหม่ แพร่ขยายต้นไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการจะย้ายที่ปลูก ก็สามารถถอนดึงต้นติดรากไปปลูกได้เลย ชะพลู เป็นพืชในวงศ์ ไปเปอราซีอี (PIPERACEAE) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไปเปอร์ ซาเมนโตซัม (Piper sarmentosum Roxb.ex Hunter) มีชื่อเรียกหลายอย่าง ภาคเหนือ เรียก ผักปูนก ผักฟูนก ผักแค ช้าพลู พลูลิง พลูลิงนก พลูนก ภาคอีสาน เรียก ผักปูลิง ผักนางเลิด ผักอีเลิด ภาคใต้ เรียก นมวา แต่ละถิ่นอาจมีเรียกคล้ายกัน หรือต่างกันบ้าง ตามสำเนียงการออกเสียงของท้องถิ่น และมันก็คือ ชะพลู นั่นแหละ ใบมีลักษณะรูปหัวใจ เหมือนใบพลูกินหมาก แต่จะเป็นใบบางๆ มีใบหลายขนาด ใบเล็กขนาดกว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ใบใหญ่จะกว้างถึง 15 เซนติเมตร ยาว 17 เซนติเมตร มีก้านใบยาว 1-5 เซนติเมตร ใบมีรสเผ็ด ชะพลูมีดอกเป็นช่อ รูปทรงกระ
