เทคนิคเกษตร
หลังจากที่อากาศเย็นกันพอสมควร ต่อมาเริ่มอุ่นขึ้นถึงร้อน ดอกไม้ริมทางหลายชนิดเริ่มเบ่งบาน ไม่ว่าจะเป็นเสลา (อ่านว่า สะเหลา) อินทนิล รวมถึงงิ้ว เอ่ยชื่อต้นงิ้ว คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้จัก ว่ารายละเอียดต้น ผล ดอก ใบ เป็นอย่างไร แต่อาจจะมีความทรงจำในเรื่องเล่า ที่บอกสืบทอดต่อๆ กันมาว่า ผู้ใดประพฤติผิดเมียชาวบ้าน เมื่อตายไป ยมบาลจะสั่งให้ถอดเสื้อผ้า แล้วปีนต้นงิ้วที่มีหนามแหลมคม ตามภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดบางแห่ง วาดได้น่ากลัว งิ้ว เป็นไม้เนื้ออ่อน สถานะเป็นไม้ธรรมดา ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น การใช้ประโยชน์ในยุคเก่าก่อน เขานำปุยมายัดที่นอน ต่อมามีใยสังเคราะห์ ประกอบกับประชากรของต้นงิ้วลดน้อยถอยลง ชาวบ้านนำพื้นที่มาทำเกษตร โดยโค่นต้นงิ้วทิ้ง ทำให้ปัจจุบันคนรู้จักไม้ชนิดนี้ไม่มาก งิ้ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bombax ceiba L. ชื่ออื่นๆ งิ้วหนาม งิ้วบ้าน งิ้วแดง งิ้วปง งิ้วปงแดง เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ลำต้นสูง 25-30 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามากในช่วงเรือนยอด เป็นไม้เนื้ออ่อนมีหนามแหลมอยู่ตามลำต้น ใบรวมประกอบด้วยใบย่อย 4-7 ใบ ใบเป็นมันค่อนข้างหนา ใบย่อยรูปรี ปลายใบเรียวแหลมเรียงกันคล้ายกับรู
“เกาะยอ” จังหวัดสงขลา แม้มีฐานะเป็นเพียงตำบล แต่เกาะเล็กที่มีขนาดพื้นที่ 15 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ ยังมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะงานหัตถกรรมทอผ้าที่โดดเด่นคือผ้าทอ “ลายราชวัตร” ชาวบ้านเกาะยอมีความสามารถทางด้านการทอผ้าเป็นอย่างดี งานหัตถกรรมทอผ้าเกาะยอสืบทอดภูมิปัญญากันต่อมา มีอายุเป็นร้อยปี และลายทอผ้าที่เลื่องชื่ออย่างมากคือ ลายก้านแย่ง หรือลาย คอนกเขา ครั้นสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสเมืองสงขลาและแหลมมลายู ทรงพอพระราชหฤทัย จึงได้พระราชทานนามให้ใหม่ว่า “ลายราชวัตร” ซึ่งแปลว่า กิจวัตรหรือการกระทำ จึงเป็นชื่อทางการของผ้าทอเกาะยอที่เรียกสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ในนามผ้าทอ “ลายราชวัตร” เป็นที่น่าตกใจเมื่อพบว่าอาชีพทอผ้าซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาตกทอดกันมาได้เหลือน้อยลง เนื่องจากประสบปัญหาความเปลี่ยนไปของยุคสมัย ทำให้ขีดความสามารถเพื่ออนุรักษ์งานหัตถกรรมทอผ้าเป็นสิ่งที่ยากและลำบาก ฉะนั้น จึงมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่ยึดอาชีพนี้อยู่ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าเกาะยอ โดยตั้งปณิธานที่จะสืบสานอนุรักษ์งานหัตถกรรมผ้า
ต้นฤดูฝนของทุกปี เมื่อผมไปปั่นจักรยานออกกำลังแถวๆ บ้านย่านชานเมืองฝั่งธนบุรี ผมมักเก็บได้ผักหญ้าข้างทางกลับมามากบ้างน้อยบ้าง ค่าที่ว่าเมื่อฝนแรกๆ ของฤดูเริ่มโปรยปราย บรรดาพืชที่พอจะขึ้นได้ในพื้นที่สาธารณะรกร้างริมถนนก็จะแข่งกันแตกใบแตกยอดเต็มไปหมด การที่ยังพอมีพื้นที่แบบนี้อยู่ จึงคือความมั่นคงทางอาหารของผู้คนในระดับหนึ่ง คือพอจะให้พวกเขาสามารถกลับบ้านพร้อมยอดกระถินอ่อน ตำลึง จิงจ้อ ขลู่ กะทกรก ผักเบี้ย ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เอามาปรุงอาหารสูตรง่ายๆ ที่เรากินกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่าง ผัดผักราดน้ำมันหอย ต้มจืด แกงส้ม หรือนึ่ง ลวก ต้มจิ้มน้ำพริกได้เป็นปกติ เมื่อเดินลงไปที่ดงต้นกระถินบางดง แล้วพบร่องรอยมีคนมาเด็ดยอดอ่อน เก็บฝักแก่ฝักอ่อนไปก่อนแล้ว ผมแอบรู้สึกดีใจ ว่าอย่างน้อยวิถีท้องถิ่นที่สืบทอดมาตั้งแต่ชุมชนเก็บของป่าล่าสัตว์ (Hunting – gathering society) สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยังไม่ล้มหายตายจากไปไหน แต่ถูกนำมาปรับใช้เสริมปัจจัยการกินอยู่ในสังคมปัจจุบันได้ดี แต่ผมสังเกตของผมเองว่า ในบรรดาผักข้างทางที่แตกใบแตกยอดสะพรั่งทุกต้นฤดูฝนนั้น ที่ถูกเก็บถูกเด็ดยอดไปน้อยกว่าเพื่อน คือ “ผักโขม” (Amaran
เมื่อพูดถึงอาการช้ำใน หลายคนนึกถึง “ใบบัวบก” พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ส่วนของใบและราก รสและสรรพคุณยาไทย จะมีกลิ่นหอม รสขมเล็กน้อย โบราณว่าแก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า แก้ร้อนใน แก้โรคความดันโลหิตสูง ปัจจุบันมีการนำไปแปรรูปบัวบกเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ การบริโภคใบบัวบกภายในประเทศส่วนมากมักจะนำไปกินสด เป็นผักจิ้มน้ำพริก หลายคนนิยมนำใบบัวบกไปคั้นน้ำ ดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ ใบบัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ เนื่องจากในใบบัวบกประกอบด้วยวิตามิน บี 1 บี 2 และ บี 6 ในปริมาณสูง นอกจากนี้ ยังทำให้ร่างกายหลั่ง GABA (gamma-aminobutyric acid) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในปริมาณที่มากขึ้นด้วย เนื่องจากใบบัวบกที่กินสดนั้นมีความขม เฝื่อน ทำให้กินได้ยาก และมีอายุการเก็บรักษาที่น้อย ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษา มทร.ธัญบุรี ประกอบด้วย คุณกนกภรณ์ เกาะเกตุ คุณสุกัญญา กระตุดนาค คุณมุจลินท์ จันมณี จากภาควิชาวิศวกรรมการเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยมี อาจารย์พฤกษา สวาทสุข เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้ร่วมกันแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม
ชาวบ้านทางภาคเหนือรู้จักมักคุ้นกับคำว่า “เพี้ย” หรือ “ขี้เพี้ย” กันมากพอ ซึ่งหมายถึง มูลอ่อนของสัตว์ประเภทกินหญ้า วัว ควาย แพะ ส่วนคำว่า “ฟาน” หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง คือ เก้ง สัตว์ป่าที่เป็นสัตว์สงวน เหลืออยู่ในป่าไม่มากแล้ว เพราะเป็นที่นิยมล่ามากินเป็นอาหาร เขาว่าเนื้อเก้ง หรือเนื้อฟาน นั้น เป็นสุดยอดเนื้อที่อร่อยมาก คำว่า “เพี้ยฟาน” หมายถึง มูลอ่อนของเก้งที่ค้างอยู่ในลำไส้ บีบรูดออกมาลวกน้ำร้อน ผสมกับลาบดิบ ลาบเลือด ต้มอ่อม ต้มขม ยิ่งถ้าได้ผสมกับน้ำดีไปอีกนิด ที่สุดเลยครับ เรียก “เพี้ยหัวดี” บางคนชอบถึงกับเอามาปรุงเป็นน้ำจิ้มลวก จิ้มเนื้อย่าง เนื้อปิ้ง นั่นเชียว วันนี้เรามาทำความรู้จัก “เพี้ยฟาน” ที่เป็นผักสมุนไพรชนิดหนึ่ง คงเป็นเพราะว่า คอสุรา คอลาบดิบ ลาบเลือด ทั้งหลาย ชอบกินของขม เมื่อทำกับแกล้มสุรา จึงหาแต่ของขมมาเสริมรส ไม่ให้สุราที่ร่ำอยู่เกิดความขมขื่น เพี้ยหัวดีที่เอามาผสมลาบเลือด ลาบดิบ ยังมีไม่มากพอ คือมีน้อย ทำให้รสชาติความขมไม่สะท้านทรวง เพี้ยหัวดีของจริง ก็มีการแย่งกันตั้งแต่เชือดชำแหละเนื้อแล้ว ยังไม่พอ มือมีด มือเขียง ยังแอบเอาไปทำน้ำจิ้มตับสดอีก เหลือน้อยเดียวต้องหาของ
หากเอ่ยชื่อ คุณสังวาลย์ พิมลรัตน์ หรือ “ป้านวย” หญิงสูงอายุ วัย 64 ปี ผู้ที่อยู่ในแวดวงกสิกรรมธรรมชาติ คงเคยได้ยินชื่อ เพราะป้านวย คือผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนต้นแบบบ้านพะงุ้น หมู่ที่ 2 ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งป้านวย เล่าว่า ตนเองเกิดและเติบโตที่บ้านพะงุ้น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย มีอาชีพทำสวน ทำไร่ไถนา ปลูกผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ในปี 2547 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีโครงการพักชำระหนี้ มีคนมาถามว่าป้านวยจะเข้าร่วมโครงการที่โครงการปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม ด้วยไหม ป้านวยตอบว่า ป้านวยไม่มีหนี้ เขาก็บอกว่าโครงการมีโควต้าอยู่ 50 คน แต่ขาดอยู่ 1 คน ป้านวยจึงเข้าร่วมด้วยในลักษณะมวยแทน โดยได้รับความรู้จาก สมณะโพธิรักษ์ (พระโพธิรักษ์ในขณะนั้น) พล.ต. จำลอง ศรีเมือง และ คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ ได้รับความรู้ในเรื่องการทำน้ำยาอเนกประสงค์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การทำปุ๋ยหมัก การทำอาหารปลอดสารพิษ การทำเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ โดยลงพื้นที่จริง ป้านวยจึงรู้สึกชอบ เมื่อจบโครงการจึงนำความรู้กลับมาทำที่บ้าน “เริ่มแรกจากการทำสบู่ ทำน้ำยาซักผ้า น้ำยาล
ในแดนดินถิ่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเรียกกันอย่างตามยุคสมัยว่า อาเซียน ได้มีพรรณไม้ชนิดหนึ่ง พุ่มทรงต้นสวย โดยเฉพาะส่วนยอดใบมีไรขนคลุม และผลรูปทรงสวยงาม เหมือนไม้โบราณในนิยายปรัมปรา เขาเรียกกันว่า “ตะลิงปลิง” พุ่มต้นใบดูรวมๆ คล้ายต้นมะยม ลูกทรงผลกลมยาวรี รสชาติเปรี้ยวได้ใจ อาจจะดีต่อใจใครบางคนจริงๆ ตะลิงปลิง เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงราวๆ 5-6 เมตร บางต้นที่เป็นต้นเก่าแก่จริงๆ เคยพบสูงกว่า 10 เมตร พบเห็นที่ต้นเล็กๆ มีลูกหลามต้น เจ้าของเขาเชิญชวนให้เด็ดชิม เคยลองอยู่เหมือนกัน ไม่อยากเล่าตอนนี้ ว่ารสชาติสะเด็ดสะเด่า น่าจะแนะนำให้ปลูกกันไว้แถวที่พักริมทาง คนขับรถง่วงแวะพักคลายเมื่อยล้า ง่วงเหงาหาวนอน เจอสักคำ ตาสว่าง ง่วงหายทันที กำลังบอกถึงประโยชน์ สำหรับผู้ที่จะขับรถระยะทางไกลๆ เก็บติดไว้ในรถสักลูกสองลูก เห็นคุณค่าแน่นอน ทางภาคใต้เรียกว่า “หลิงปลิง” ใต้สุดถึงมาเลเซียเรียก “พลีมิง” หลายที่เรียก “กะลิงปลิง” แต่โดยส่วนใหญ่เรียก “ตะลิงปลิง” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Averrhoa bilimbi Linn. เป็นไม้ในวงศ์ AVERRHOACEAE ต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย แตกกิ่งมาก มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั่วตามกิ่ง เปลือกต้
ผ้าไหมเป็นอีกหนึ่งสินค้าขึ้นชื่อของไทย เพราะในหลายพื้นที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่แตกต่างกันไป ซึ่งเอกลักษณ์ของการทอผ้านั้นทำให้ผู้ทอเกิดเป็นรายได้ เพราะการทอผ้าผู้ทอค่อนข้างมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ม และสามารถสร้างสรรค์งานต่างๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญเกิดเป็นรายได้ประจำให้กับชุมชน อย่างน้อยก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ยามว่างจากการทำงานทางด้านการเกษตรอื่นๆ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษได้ผลักดันผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง เป็นผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง GI ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียน GI เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ในปี พ.ศ. 2557 โดยผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง คือ ผ้าไหมทอมือด้วยกี่ทอผ้าแบบพื้นบ้านให้เกิดลวดลายจากผ้า เรียกว่า ลายลูกแก้ว ย้อมสีดำด้วยผลมะเกลือ อบด้วยสมุนไพร ทำให้ผ้าไหมมีกลิ่นหอมและมีการปักลวดลายด้วยเส้นไหมสีต่างๆ หรือมีการปักแซวให้มีความสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ซึ่งผลิตในพื้นที่ ตำบลเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง ประกอบด้วย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า ย่าม ผลิตตามขนาด และรูปแบบที
ราวห้าหกปีที่แล้ว เพื่อนผมคนหนึ่งไปได้ลูกสาเกดิบมา เขาถามผมว่า แบบนี้ถ้าเอาแกงแบบแกงขนุนอ่อนจะได้ไหม เพราะสาเกมันก็คล้ายๆ ขนุนอยู่ ผมเองไม่เคยทำกิน ได้แต่ยุให้ไปทดลองดู จนต่อมาภายหลัง ได้พบกันอีกครั้ง พอผมถามถึงเรื่องนั้น เขาก็ว่าแม่เขาลองเอาไปแกงส้มจริงๆ ได้พบว่ารสชาติและเนื้อสัมผัสจะหนึบๆ มันๆ ต่างจากขนุนอ่อน ซึ่งมีเนื้อเป็นเยื่อซังมากกว่า เรียกว่ากินอร่อยคล้ายหัวมันหลายชนิดเลยแหละ สาเก (Bread fruit) เป็นพืชยืนต้นสูงใหญ่ใบโตหนา ชอบพื้นที่ชื้นแฉะ ขยายพันธุ์โดยแตกต้นใหม่จากปมราก ลูกกลมรี ไม่มีเมล็ด ปกติคนไทยส่วนใหญ่รู้จักกินแต่สาเกเชื่อม บ้างก็บวดกะทิเป็นของหวาน กับที่ผมเคยเห็นบางแห่งเอาลูกดิบมาฝานหนาหน่อย ชุบแป้งทอดแบบกล้วยทอด อร่อยมากครับ แต่ก็เห็นมีทำกันเพียงเท่านั้น ไม่เหมือนในต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งใช้สาเกเป็นวัตถุดิบอาหารอย่างคุ้มค่าทีเดียว คือต่อยอดไปเป็นแกง ผัด หรือนึ่งกินต่างแป้งกันด้วย นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งก็ว่าได้ ว่าการกินสาเกของคนไทยไม่หลากหลายเท่าที่อื่นๆ เขา คล้ายๆ กรณีของมะรุมนั่นแหละครับ อย่างไรก็ดี มีหลักฐานเก่าบางชิ้นที่บ่งบอกว่า “ท่านแต่ก่อน” มีวิธีกินสาเกต่างออกไ
“ดินเค็ม” เป็นหนึ่งในภัยคุกคามพื้นที่การเกษตร พบได้ทั่วไปในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ชายทะเล ปัญหาดินเค็มเกิดจากดินที่มีเกลือที่ละลายได้ในสารละลายดินปริมาณมาก จนกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช สังเกตง่ายๆ จะเห็นคราบเกลือเป็นหย่อมๆ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง บริเวณที่มีปัญหาดินเค็ม พืชมักมีอาการใบไหม้ ลำต้นแคระแกร็น เนื่องจากพืชจะขาดน้ำ ความเป็นพิษจากธาตุโซเดียมและคลอไรด์ และเกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร ปัญหาดินเค็มนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการเกษตรแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอแนะแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายดินเค็ม ดังนี้ การปลูกต้นไม้โตเร็วบนเนินพื้นที่รับน้ำ เช่น ยูคาลิปตัส สะเดา กระถิน ขี้เหล็ก ไผ่ เป็นต้น ซึ่งการปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วเปรียบเหมือนการตั้งปั๊มน้ำธรรมชาติเพื่อลดระดับน้ำใต้ดินเค็มในที่ลุ่ม ซึ่งเป็นพื้นที่ให้น้ำที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องจากต้นไม้มีการใช้น้ำเพื่อการเจริญเติบโตมากกว่าพืชไร่ การนำน้ำจืดจากน้ำใต้ดินบนพื้นที่รับน้ำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตร ปัญหาดินเค็มในภาคตะวันออก
