เทคนิคเกษตร
ชาวบ้านที่หมู่บ้านหนองคูใหญ่ หมู่ 8 ต.หนองเมธี อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ กว่า 190 ครัวเรือน ต่างมีอาชีพเสริม หรือถือว่าเป็นอาชีพหลักอีกอาชีพหนึ่งนอกเหนือจากการทำไร่นาก็ว่าได้ และทำสืบทอดมารุ่นต่อรุ่นตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย คืออาชีพทำหินขัดตัว หรือหินขัดขี้ไคล จากหินดินดาน ที่ชาวบ้านต่างพากันไปขุดเอาหินในป่าทำเลสาธารณประโยชน์”ป่าห้วยดาน” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เพื่อนำมาผลิตจำหน่ายสร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี โดยขึ้นตอนแรกเริ่มตั้งแต่ การขุดงัดหาหินดินดาน ด้วยจอมเสียบ แชลง บางครั้งต้องใช้รถแบ๊กโฮขุด และใช้ดินประสิวทำระเบิดเพื่อแยกหินออกมา ซึ่งหินจะอยู่ลึกลงไปในพื้นดินกว่า 5 เมตร ก่อนจะพากันใช้มีดนั่งสับหินดินดานให้พอเป็นก้อนรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดเท่าๆ กันให้พอดีมือ หลังจากนั้น ก็จะนำไปขัดถูกับตะแกรง เพื่อให้หินมีผิวเรียบและสวยงามตามรูปทรงตามที่เห็น จากนั้นก็จะนำไปเผาให้หินแข็งตัวมากขึ้น ก่อนจะนำไปแพ็คบรรจุถุงขายเป็นโหล ซึ่งจะมีลูกค้าจากจังหวัดต่างๆ รวมทั้งในกทม. ที่สั่งซื้อครั้งละจำนวนมากๆ ซึ่งชาวบ้านก็รวบรวมหรือซื้อมารวมกัน เพื่อบรรทุกไปส่งให้ลูกค้า แต่ละครั้งจะบรรทุกไปส่งไม่ต่ำกว่า 13,000 ก้อนข
กับข้าวไทยโบราณอย่างหนึ่ง ที่สับสนกันอยู่โดยเฉพาะในข่ายสื่อสังคม ใคร่นำมาแจกแจงให้หายข้องใจ เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการจัดสำรับกับข้าว ซึ่งนับวันจะรู้ทำกันน้อยลงทุกที สำรับไทยนั้น ตั้งอยู่รอบกับข้าวจานหลัก แต่โบราณกาลเป็นพริกกับเกลือ วิวัฒนาเรื่อยมาจนเป็นน้ำพริก เติมน้ำหรือกะทิเข้าไปกลายเป็นแกง แต่ไม่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลครัวเปอร์เซียจากตะวันออกกลาง หรืออินเดีย ซึ่งเข้ามาสมัยกรุงศรีอยุธยา ยังคงตำรายึดมั่นยั่งยืนมาจนวันนี้ แกงคั่ว แกงพื้นบ้านไทยรสเผ็ดร้อน ถือเป็นหนึ่งในบรรดาจานหลัก อยู่ในประเภทแกงเผ็ดเข้ากะทิทั้งหลาย น้ำพริกแกงคั่วดั้งเดิม ใช้ของไทยล้วนๆ ไม่กี่อย่าง พริกแห้ง หอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ เกลือ แล้วก็ กะปิ ต่อมาก็เพิ่มรากผักชี ใบมะกรูด ผิวมะกรูด อย่างอื่น เช่น ลูกผักชี ยี่หร่า ลูกกระวาน ฯลฯ นั้นเป็นของต่างประเทศที่รับเอาเข้ามาทีหลัง จึงเรียกว่า “เครื่องเทศ” ไม่ใส่ในแกงคั่ว ส่วนที่เรียกว่า แกงคั่ว มาจากการนำเครื่องแกงที่ตำละเอียดแล้ว มาคั่วความร้อนในน้ำมันหรือหัวกะทิ ก่อนจะเติมเนื้อ ผัก และหางกะทิ ซึ่งทางอินเดียเขาก็ทำแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะคั่วด้วย ฆี (เนยละลาย) หรือน้ำมันพืช
อ่อมแซ่บ หรือ เบญจรงค์ 5 สี มีชื่ออื่นตามแต่ละถิ่น ได้แก่ ตำลึงหวาน บุษบาริมทาง ย่าหยา ลืมผัว ชื่อวิทยาศาสตร์ Justicia Gangetica ชื่อวงศ์ Acanthaceae เป็นพืชคลุมดินธรรมดา ไม้ล้มลุก สูง 30-60 เซนติเมตร บางครั้งเป็นเถา มีดอกหลากสีบอบบาง ได้แก่ สีเหลือง สีขาว สีม่วงขาว สีม่วงเข้ม และสีชมพู คนอีสานชอบเอามาทำแกงอ่อม ส่วนใหญ่จะขึ้นเองแล้วก็งอกงามไปเรื่อยๆ โรคแมลงไม่ค่อยมี มีคุณค่าทางอาหารและสมุนไพร กินสดหรือปรุงเป็นอาหารต่างๆ เช่น ผัดไฟแดง แกงจืด แกงอ่อม ชุบแป้งทอด ลวก-กินสดจิ้มน้ำพริก สรรพคุณบำรุงเลือด บำรุงกำลัง บำรุงสายตา กินได้ทั้งดอก ยอดอ่อน ก้าน ใบ ขยายพันธุ์โดยการปักชำ ที่มา : ข่าวสดออนไลน์ คอลัมน์ อาทิตย์ละต้น เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560 https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_180924
หลังจากที่ฝนตกโปรยปรายมาสักระยะหนึ่ง ก็เข้าสู่ฤดูกาลทำปลาร้า เนื่องจากช่วงนี้มีปลามาก ในแม่น้ำเชิญ บริเวณท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ หากไม่ทำช่วงนี้ก็จะไม่มีปลาทำปลาร้า นอกจากนี้ ปลาในช่วงนี้มีราคาถูกและเนื้อมัน ในวันที่เตรียมวัตถุดิบ คุณเดือน เหลาประเสริฐ อายุ 70 ปี เลขที่ 18 หมู่ที่ 2 บ้านกงกลาง ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ได้ไตรียมปลานานาชนิด ได้แก่ ปลาตะเพียน (ทางอีสานเรียกว่า ปลาขาว) ปลากระดี่ ปลานิล ไว้ถึง 40 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 25 บาท (รวมราคา 1,000 บาท) คุณเดือน และ คุณทอง พ่อบ้านได้ลงมือขอดเกล็ดควักเครื่องในไปแล้วส่วนหนึ่ง บรรยากาศในการทำปลาร้า ในขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ขอดเกล็ดปลาจนแล้วเสร็จและนำไปควักเครื่องใน ล้างน้ำจนสะอาด 2-3 น้ำ สำหรับขั้นตอนการทำปลาร้าแบบอีสานพื้นบ้าน คุณเดือนได้แนะนำขั้นตอนการทำปลาร้า ได้น่าสนใจดังต่อไปนี้ วิธีทำ หนึ่ง ขอดเกล็ดควักเครื่องในออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาด 2-3 น้ำ คัดใส่กะละมัง สอง ใส่เกลือหมักไว้ก่อน 1 คืน สาม พรุ่งนี้เช้าใส่ข้าวคั่วกับรำข้าวประมาณกิโลกว่า ปลา 40 กิโลกรัม ใส่ไหเก็บไว้ (คุณเดือนประยุกต์ใช้กล่องพลาสติกปิดฝาอย่างมิดชิด)
ผมเคยไปบ้านสามเรือน ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เมื่อปลายปี 2561 ตอนที่มีกิจกรรมร่วมระหว่างกลุ่มชาวบ้านและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ซึ่งมีนักวิชาการมาทำงานวิจัยเรื่องเห็ดตับเต่า อันเป็นผลผลิตธรรมชาติที่สำคัญของชาวบ้านที่นี่มานมนาน เลยพลอยได้เห็นว่า งานวิจัยที่สนับสนุนโดย สกว. ในช่วง 5 ปีนี้ ได้ช่วยส่งเสริมให้อาชีพหาเก็บเห็ดตับเต่าของชาวบ้านมีแนวทางพัฒนาต่อยอดไปได้อีกมาก ทั้งเรื่องการขยายพันธุ์ ปรับปรุงพื้นที่ การตลาด ตลอดจนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ที่เดี๋ยวนี้ไปไกลถึงวิธีดองน้ำเกลือ อบแห้ง ปรุงน้ำพริกอร่อยๆ ผสมข้าวเกรียบ กับทั้งทางชาวบ้านเองก็คิดสูตรเชื้อเห็ดทั้งแบบแห้งแบบน้ำ จำหน่ายให้ใครก็ได้สามารถซื้อหาเอาไปหว่านเพาะต่อได้ด้วย ทาง อบต.งาน “เห็ดตับเต่างามที่สามเรือน”ทุกปี พอมีวิกฤตโควิด 19 จังหวัดเลย ขอมาเป็นแม่งานแทน มีการจัดงานขนาดไม่ใหญ่นัก โดยทีมงานของหนังสือพิมพ์มติชน เข้ามารับอำนวยการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น ประกวดปิ่นโตอาหารพื้นบ้าน อันเป็น “ของเด็ด” ของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมบ้านสามเรือน (กับข้าวเขาอร่อยมากครับ) มีบรรยายสนุกๆ กับจำหน่ายผลิตภัณฑ์
ปลิงทะเลกาหมาด เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ลำตัวลักษณะทรงกระบอกกลมคล้ายไส้กรอก ลำตัวอ่อนนุ่มยืดหดตัวได้ ปลายทั้งสองข้างเป็นช่องเปิดปากและทวาร ผิวหนังส่วนนอกยืดหยุ่นได้ดี ภายใต้ผิวหนังมีตุ่มเม็ดหินปูนกระจายอยู่ทั่วไป มีหนามลักษณะคล้ายต้นไม้ล้อมรอบ ปลิงทะเลกาหมาดยังมีคุณสมบัติที่ดีหลายอย่างในการเป็นยารักษาโรค ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ชาวบ้านนิยมนำมาเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงกระดูก รักษาแผล โดยวิธีการนำมาต้มและดองในน้ำผึ้งป่า แต่วิธีการเหล่านี้ยังขาดงานวิจัยออกมารองรับ ทำให้ รศ.ดร.ชุตินุช สุจริต อาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ได้สนใจทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “การนำภูมิปัญญาของปลิงทะเลกาหมาด เพื่อก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและเครื่องสำอาง” เพื่อนำภูมิปัญญาของปลิงทะเลกาหมาดมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและเครื่องสำอาง สามารถส่งเสริมให้ชุมชนนำไปต่อยอดด้านธุรกิจ จึงมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความสวยงาม ส่งเสริมการตลาดเผยแพร่สรรพคุณต่างๆ ของปลิงทะเลกาหมาดให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งการดำเนินงานด้านการ
ย่านาง เป็นผักพื้นบ้านที่ชาวบ้านอย่างเราๆ รู้จักมักคุ้นกันดี แต่สำหรับผู้ที่เคยแต่ได้ลิ้มรส เคยได้ยินแต่ชื่อ อาจจะไม่ค่อยได้รู้ว่า รูปลักษณ์เป็นอย่างไร กำลังนินทาถึง “ย่านาง” หรือผักย่านาง เถาย่านาง เคยฟังเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งที่เพราะมากและเก่ามาก ชื่อเพลงมนต์รักลูกทุ่ง รำพันวรรคหนึ่งว่า เห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเถาย่านาง มองเห็นบัวสล้างลอยอยู่ริมบึง…ย่านาง เป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์แก่คนเรามาก ประโยชน์ทางยา ประโยชน์ทางอาหาร และประโยชน์ทางเครื่องใช้ไม้สอย อาหารหลายอย่าง ที่จะอร่อยได้รสชาติสมจริงของพื้นถิ่นและทางภาคอีสานและภาคเหนือ แกงหน่อไม้ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ น้ำคั้นจากใบ เถาย่านาง โดยนำเอาใบย่านาง หรือเถาย่านางมาโขลกให้แตก แล้วคั้นน้ำเย็นสะอาดธรรมดา ได้น้ำคั้นที่ข้นเหนียว สีเขียวคล้ำ มีคนทดลองใช้เครื่องปั่น น้ำที่ได้ข้นเหนียวก็จริงแต่สีขุ่นเหมือนขี้โคลน สู้คั้นด้วยมือไม่ได้ น้ำคั้นนี้ใช้ผสมต้มกับหน่อไม้สดที่ซอย หั่น ทุบแล้ว แต่ถ้าจะทำซุบหน่อไม้ มักจะต้มทั้งหน่อไม้แล้วเอาออกมาปรุงซุบหน่อไม้ จริงๆ แล้วน่าจะเรียกว่าลาบ หรือยำหน่อไม้มากกว่า เพราะซุบทำให้มองเห็นน้ำ
ผักคราม หรือ ชะคราม มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามสถานที่ เช่น ต้นชะคราม ชักคราม (ภาคกลาง) ชั้วคราม ส่าคราม ล้าคราม หรือล่าคราม (สมุทรสาคร) ผักคราม (ภาคใต้) จัดเป็นพืชล้มลุก หรือไม้พุ่มเตี้ย ที่มักพบได้ทั่วไปตามชายฝั่งทะเล ชายป่าเลน และที่น้ำเค็มขึ้นถึง เพราะทนเค็มได้ ลักษณะของกิ่งก้านใบจะชุ่มน้ำมาก ใบเป็นเส้นเล็กฝอยและแคบยาว พอง กลม แหลม คล้ายเมล็ดข้าวสาร ปลายใบมีนวลขาวจับ มีหลายสี ทั้งเขียว เขียวอมม่วง ม่วงคราม และเมื่อใบชะครามแก่ขึ้นเรื่อยๆ ความเค็มก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย (เค็มเหมือนเกลือแกงที่เราใช้ปรุงอาหารเลย) ต้นชะคราม ถือเป็นดัชนีที่ชี้วัดความเค็มของดินในบริเวณแถบๆ ชายทะเลได้ดี โดยชะครามที่ขึ้นในดินเค็มมากใบจะออกสีม่วงแดง และสำหรับต้นที่ขึ้นในดินที่เค็มน้อยหรือดินจืด ใบจะออกสีน้ำเงิน วัชพืช ชะคราม พันธุ์ไม้ชายเลนที่ขึ้นอยู่ทั่วๆ ไปตามชายทะเลได้รับอิทธิพลของการขึ้นลงของน้ำทะเล จัดอยู่ในพวกพืชชอบเกลือที่แท้จริง คือ ชะคราม และ ผักเบี้ยทะเล โดย ต้นชะคราม ขึ้นอยู่ในช่วงเวลาที่ความเค็มของพื้นดินไม่มากจนเกินไป พบในบริเวณที่น้ำทะเลท่วมถึงแต่ไม่ต่อเนื่อง และเป็นวัชพืชขนาดเล็กที่ทนทานต่อความเค็
หลายคนอาจเคยผ่านหูผ่านตากับกระแสข่าวในสังคมออนไลน์ถึง “ผัก 5 ชนิดห้ามกินดิบ” เพราะมีสารที่อาจก่ออันตรายได้ ประกอบด้วยกะหล่ำปลี ถั่วงอก หน่อไม้และมันต่างๆ ถั่วฝักยาว และผักโขม แต่ทราบหรือไม่ว่า ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร เนื่องจากผักเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการและสารสำคัญช่วยป้องกันโรคบางชนิดเช่นกัน ผศ.ชนิพรรณ บุตรยี่ อาจารย์ประจำหลักสูตรพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตอบข้อสงสัยในประเด็นข้างต้นว่า จริงๆ แล้วผักทั้ง 5 ชนิด ไม่ได้ห้ามรับประทานดิบโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ว่าผู้ป่วยบางกลุ่มอาจต้องระวัง ประกอบด้วย 1.กะหล่ำปลี ข้อจำกัดของการห้ามกินดิบ คือ กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) ซึ่งเป็นภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ โดยในกะหล่ำปลี จะมีสารชื่อกอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารที่ขัดขวางการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ทำให้ร่างกายนำไอโอดีนไปใช้สร้างฮอร์โมนธัยรอกซินได้น้อยกว่าปกติ หรือทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำยิ่งขึ้น แต่หากนำกะหล่ำปลีไปผ่านความร้อน สารกอยโตรเจนก็จะสลายไปได้ “แต่สำหรับคนปกติที่ร่างกายไม่มีปัญหาอะไร ก็สามารถกินได้ ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Physalisangulate วงศ์ มะเขือ Solanaceae ชื่ออื่นๆ โทงเทงน้ำ ทุงทิง ทุ้งทิ้ง ปุงปิง โคมจีน โคมญี่ปุ่น หญ้าถงเถง รูปทรงของผมบอบบาง ร่างเล็ก มือเท้ากิ่งก้านไม่กางออกระรานใคร พุ่มโปร่ง เตี้ย ล้มง่ายตายเร็ว ลุกเร็ว แต่ก็อยู่ได้ครบรอบปีจะถือว่าเก่ง อยู่ใกล้ใครถ้าเขาสูงถึงเมตร ก็จะปิดบังผมได้ ทั้งๆ ที่ผมก็โตเต็มที่ รู้สึกน้อยใจตัวเองที่เกิดมาเล็ก เตี้ย แต่ภูมิใจกับดอกและผล ที่ใครๆ เห็นแล้วหยุดชม ความเท่ ความแปลก และความโดดเด่นของผลโคมห้อยเหมือนโคมไฟระย้าเป็นดวงๆ แขวนตามกิ่งไม้ห้อยแกว่งไกวประดับงาน สิ่งนี้แหละที่พอจะเชิดหน้าชูตาผมได้ ผมมีใบรูปไข่ แต่ปลายใบแหลม มีขนขึ้นทั้ง 2 ด้าน เอาไว้ป้องกันพวกคนมือบอนที่ชอบมาลูบจับ ดอกเล็กๆ สีเหลืองอมเขียวสวยงาม ดอกผมชอบโชว์เดี่ยว แต่เมื่อพัฒนาเป็นผลแล้ว นี่แหละที่คนหยุดชมเพราะเหมือนโคมไฟจีน หรือโคมญี่ปุ่นเล็กๆ ห้อยย้อยกระจัดกระจายตามต้นตามกิ่ง แล้วมีคนชอบมาแตะให้มันไกวโคลงเคลงโตงเตง คงเพราะอย่างนี้จึงทำให้เขาตั้งชื่อผมว่า โทงเทง ใช่ไหมครับ ผลโทงเทงของผมนี้จะออกมาตามซอกใบ มีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่ เป็นเหมือนโคมห้าเหลี่ยม ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร
