เทคนิคเกษตร
นามของจังหวัดที่ใช้ชื่อวัสดุราคาแพงหายาก บ่งบอกถึงความมีค่า มีราคา และความมั่งคั่ง ใช่ว่าจังหวัดนั้นได้ใช้วัสดุนั้นสร้างขึ้นมาและมีวัตถุนั้นอยู่จริง อย่างเช่น ชื่อของจังหวัดอ่างทอง จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น ซึ่งเป็นเพียงชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนชื่อของจังหวัดลำปางไม่ได้บอกถึงความร่ำรวยโอ่อ่า แต่จังหวัดลำปางมีชามทองคำ ทำจากทองคำเป็นชามตราไก่ทองคำที่มีอยู่จริง ชามตราไก่ทองคำใบนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี ภายในโรงงานเซรามิคธนบดี โรงงานเซรามิคธนบดีเป็นตำนานผู้สร้างประวัติศาสตร์ชามตราไก่เมืองลำปางที่คนทั้งประเทศรู้จักและใช้ประโยชน์กันมายาวนาน คนส่วนมากรู้จักชามตราไก่ว่าเป็นภาชนะสำหรับใส่ก๋วยเตี๋ยว ใส่ข้าวต้มมาเนิ่นนาน จนคุ้นเคยกันดีกับก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม และชามตราไก่ต้องเป็นของคู่กันกับก๋วยเตี๋ยวและข้าวต้ม ก่อนจะมีชามตราอื่นที่มีรูปทรงสวยงามเข้ามาเบียดพื้นที่การใช้งาน ผู้สร้างประวัติศาสตร์ชามตราไก่ แห่งเมืองลำปาง ผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์ชามตราไก่แห่งเมืองลำปาง กล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกอุตสาหกรรมเซรามิกลำปางเริ่มจาก ซิมหยู แซ่ฉิน หรือ อาปาอี้ (ซิมหยู แซ่ฉิ
กลุ่มแม่บ้านผลิตน้ำบูดูข้าวยำ เลขที่ 5 หมู่ที่ 15 บ้านดินลาน ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ผลิตอาหารสุขภาพที่มีสารอาหารที่มีคุณค่าเหมาะกับคนทุกวัย พกพาสะดวก ตอบสนองวิถีชีวิตของกลุ่มผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว จากภูมิปัญญาท้องถิ่นบวกกับแนวคิดในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับยุคสมัย ข้าวยำม้วนซูชิจึงได้รับความสนใจจากตลาด ผลิตส่งจำหน่ายในร้านค้าสะดวกซื้อ ร้านค้าชุมชน ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าคลองหอยโข่ง ห้างเทสโก้ โลตัส สงขลา และร้านภูฟ้า ซึ่งนอกจากจะสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้ว ชาวบ้านดินลานยังภาคภูมิใจกับข้าวยำม้วน ที่มีเพียงแห่งเดียวในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านอาหารที่มีปรับรูปโฉมใหม่ แต่ยังคงคุณค่าของความเป็นอาหารพื้นบ้านปักษ์ใต้ไว้อย่างเหนียวแน่น ข้าวยำน้ำบูดู เป็นเมนูเด็ดที่ผสมผสานระหว่างอาหารพื้นบ้านปักษ์ใต้กับกรรมวิธีการทำซูชิ รูปแบบอาหารญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มผลิตน้ำบูดูข้าวยำ ได้คิดค้นสูตรขึ้นเพื่อให้เป็นอาหารสุขภาพที่รับประทานได้สะดวก และเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิดเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิ
ภาพสวยงาม “เกาะจิกรีสอร์ท มัลดีฟส์เมืองไทย” ที่ตั้งอยู่บริเวณเกาะจิกนอก บ้านเลขที่ 90 หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ที่นักท่องเที่ยวนำไปเผยแพร่ด้วยการชื่นชมความงามของที่พักในท้องทะเล ที่ประมาณว่าสวยงามเหมือนมัลดีฟส์เมืองไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรุดไปตรวจสอบ พบว่ามีปัญหาผิดกฎหมายปลูกสร้างที่พักบุกรุกทะเลและป่าไม้ ทำให้จังหวัดจันทบุรีต้องปิดประกาศ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2561 มีคำสั่งรื้อถอนภายใน 90 วัน หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า จริงๆ แล้ว “หมู่บ้านเกาะจิก” มีความน่าสนใจอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าประวัติศาสตร์ที่เคยรุ่งเรือง เอกลักษณ์ของหมู่บ้านที่ใช้พลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ และความร่วมมือของชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน นอกเหนือจากเสน่ห์ของธรรมชาติชายทะเลสวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ อาหารทะเลสดๆ แสนอร่อย “เกาะจิก” หมู่บ้านประมง ที่เคยรุ่งเรือง คุณณรงค์ชัย เหมสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี วัย 59 ปี เล่าว่า เกาะจิกตั้งอยู่ปากแม่น้ำเวฬุ ระหว่างจันทบุรี-ตราด มีพื้นที่ 700 ไร่ มีเพียงหมู่บ้านเดียวคือ หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน
ดูเหมือนว่าทั้งสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ อาหารการกิน รวมถึงความเครียดและตารางการเข้านอน จะเป็นปัญหาสำหรับสาวๆไปเสียหมด เพราะดันส่งผลกระทบต่อใบหน้า ทำให้หลายคนโดนทักบ่อยๆ ว่า ทำไมเดี๋ยวนี้โทรมจังบ้างล่ะ หรือไม่หนักๆ ก็โดนเรียกว่า ‘ป้า’ ทั้งๆ ที่อายุจริงยังไม่ถึงคราวป้า ทำเอาต้องรีบประโคมผิวเรียกความเยาว์วัยกลับคืนมาโดยด่วน ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามจากโอเลย์ได้ทำการวิจัยร่วมกับ ดร.อเล็กซ่า คิมบอล คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการ Multi-Decade and Ethnicity Study หรือ MDE เพื่อทำการวิเคราะห์หาปัจจัยของผิวอ่อนเยาว์ที่แท้จริง ได้นำ 4 ขั้นตอนการดูแลตัวเองเพื่อบอกลาหน้าแก่ก่อนวัยภายใน 28 วัน มาบอก ดังนี้ 1. สร้างผิวให้สวยสมบูรณ์แบบด้วยการกิน สาวๆคนไหนอยากมีพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ สามารถเริ่มต้นด้วยเมนูง่ายๆ แต่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารและวิตามินต่อผิว เช่น สลัดผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักและผลไม้สีม่วงที่ต้องบอกว่าเป็นของดีเพราะมีส่วนช่วยให้ผิวกลับมาเด้งและใสกระจ่าง เนื่องจากในเปลือกของมะเขือม่วงนั้นมีสารนาซูนิน ซึ่งก็คือสาร Anti-Aging
จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยถูกงูกัดประมาณ 7,000 ราย ต่อปี ซึ่งในประเทศไทยก็พบงูพิษหลากหลายชนิด โดยจะแบ่งเป็นหลักๆ ตามระบบที่ถูกพิษ ได้แก่ พิษต่อระบบประสาท (neurotoxin) เช่น งูเห่า งูจงอาง พิษต่อระบบเลือด (hematotoxin) เช่น งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา พิษต่อกล้ามเนื้อ (myotoxin) เช่น งูทะเล พิษอ่อน สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด ขั้นแรกคือ การยืนยันว่าถูกงูพิษกัด ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักชนิดของงูหรือการนำงูพิษมาด้วย หรือการดูรอยเขี้ยว ดูอาการและอาการแสดงจำเพาะของการถูกงูพิษกัด การทำ serodiagnosis จากตัวอย่างเลือด แต่อย่างไรก็ตาม งูพิษจะไม่ปล่อยพิษทุกครั้งหลังฉกกัด เพราะพิษของงูมีไว้ล่าเหยื่อหาอาหาร การปฐมพยาบาล ควรให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ถูกกัด ล้างแผลให้สะอาด นำงูไปโรงพยาบาลด้วยหากทำได้ แต่ในกรณีที่งูหนีไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไล่ตาม เนื่องจากแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ ห้ามดูดพิษงูด้วยปากหรือกรีดแผล ในระบบของการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป ถ้าคนไข้ถูกงูที่มีพิษต่อระบบประสาทกัด แพทย์จะยังไม่ฉีดเซรุ่มให้ ต้องรอดูอาการจนกว่าจะมีอาการทา
หากเอ่ยชื่อ “กลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย” ชาวชุมพรหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อว่าเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ย้ายภูมิลำเนาจากภาคอีสานเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ตำบลนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร และยังเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีชื่อเสียงโด่งดังเกี่ยวกับการทอผ้าไหม จนได้รับรางวัลต่างๆ มาแล้วมากมาย วิสาหกิจกลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านป่ากล้วย หมู่ที่ 12 ตำบลนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ห่างจากถนนสายเอเชีย 41 บริเวณสามแยกเขาปีบ อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ประมาณ 13 กิโลเมตร คุณอนัน รามพันธุ์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย คุณสุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) จังหวัดชุมพร คุณทวีลาภ การะเกด ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชนด้านสังคม (ทปษ.) จังหวัดชุมพร พร้อมทีมงาน ร่วมกันลงพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเยี่ยมชมการทอผ้าไหมของกลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย โดยได้พบกับ คุณนิตยา ภิญโย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 บ้านป่ากล้วย ตำบลนาสัก คุณทองดี ศิริ ประธานวิสาหกิจกลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย และสมาชิกกลุ่มที่ร่วมกันให้การต้อนรับ คุณทอ
ปัจจุบันท่านผู้อ่านอาจไม่ได้ยินโรคหิดในชีวิตประจำวันมากเท่าไร เนื่องจากโดยรวม ประชาชนมีการสาธารณสุขที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม โรคนี้ก็ยังไม่ได้หมดไป การติดต่อเกิดจากการสัมผัสคนที่เป็นโรค มักพบได้บ่อยในบริเวณชุมชนที่อยู่กันหนาแน่น เช่น ในเรือนจำ ชุมชนแออัด สถานรับเลี้ยงเด็ก อาการคันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน เกิดจากการที่ตัวหิดขุดเจาะผิวหนังชั้นบนสุดจนเป็นโพรง ส่งผลถึงระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (Immune system) ของร่างกายมีการหลั่งสารเคมี ทำให้เกิดอาการขึ้นมา ซึ่งมักพบตุ่มขึ้นที่ข้อมือ ง่ามนิ้วมือ ข้อศอก ท้อง เอว เมื่อให้การรักษา ควรรักษาผู้เป็นหิดพร้อมผู้ใกล้ชิดหรืออาศัยบ้านเดียวกัน แม้ว่าจะไม่มีอาการ รวมทั้งต้องกำจัดหิดในสภาพแวดล้อม เช่น เสื้อผ้า ผ้าปู และ ที่นอน ยาที่ใช้รักษามีทั้งแบบยากินและยาทาใช้ภายนอก โดยจะใช้เวลารักษาประมาณ 4 สัปดาห์ ปัจจุบันได้มีการวิจัยฤทธิ์ของว่านหางจระเข้ที่นำมาสกัดแล้วทำเป็นเจลทาภายนอก ความเข้มข้น 25 เปอร์เซ็นต์ และ 12.5 เปอร์เซ็นต์ ทดสอบในผู้ใหญ่และเด็กที่เป็นโรคหิด โดยให้ทาเจลว่านหางจระเข้ติดต่อกันนาน 3 วัน ตั้งแต่บริเวณลำคอลงมาถึงเท้า และทาซ้ำอีกครั้งใ
คอลัมน์ เรือนไทย โดย ชลาลัย โชคดีศรีจันทร์ อภัยภูเบศรสาร ฉบับที่ 121 ให้ข้อมูลว่า เข้าสู่หน้าฝน หลายคนมีปัญหาสุขภาพมากมายทั้งโรคทางเดินหายใจ ไข้หวัด ภูมิแพ้ รวมไปถึงโรคข้อและกล้ามเนื้อ เหตุเพราะอากาศช่วงกลางคืนหลังฝนตกใหม่ๆ ที่เย็นจับจิตจับใจ เย็นจนเข้าไปในข้อในกระดูก เลือดลมไหลเวียนลำบาก ทำให้หลายคนร้องโอดร้องโอยจากอาการปวดและขัดในข้อกันไม่น้อย ช่วงนี้คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรจึงมีคนไข้โรคข้อไปมาหาสู่ไม่เว้นในแต่ละวัน ความเสื่อมที่เกิดขึ้นในข้อ ไม่ว่าจะเป็นข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า ข้อเข่า หรือแม้กระทั่งข้อสะโพก ล้วนมีที่มาจากหลายสาเหตุ และสาเหตุที่สำคัญก็คือเวลาที่ทำให้ร่างกายเราร่วงโรยไป ดังนั้น เราต้องยอมรับว่า คงไม่อาจจะหนีโรคเหล่านี้พ้นแน่ๆ แต่จะทำเช่นไรไม่ให้มาถึงเร็วก่อนวัยอันควร หรือทำเช่นไรไม่ให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการหนักขึ้นมาอีก เรือนไทยมีเคล็ดลับดีๆ มาบอกดังต่อไปนี้ น้ำเต้าหู้กู้โรค หันมาดื่มน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองที่เป็นนมที่ได้จากโปรตีนถั่ว ซึ่งสามารถย่อยได้ง่ายกว่านมวัว ทำให้ได้รับสารอาหารบำรุงข้อโดยไม่ทรมานร่างกาย และหากเสริมรสชาติ กลิ่น
“พ่อทำป่าตั้ง 10 ไร่ ไม่กลัวเสียที่เหรอครับ” “ใครว่า ป่านี่แหละแหล่งปัจจัย 4 ที่สำคัญเลย อาหารก็เพียบ อยากกินเห็ด อยากกินไข่มดแดงไปหาเอาเลย ไม้ไผ่ที่ปลูกไว้ก็ให้หน่อ แล้วยังเอาลำมาทำประโยชน์ได้เยอะแยะ หยูกยาสมุนไพรก็มี ที่สำคัญเราสร้างความร่มเย็นชุ่มชื้นให้กับพื้นที่และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เราได้เขาได้ด้วย มดแมลงตัวเล็กตัวน้อยก็มีที่อาศัย คุ้มค่ามาก” สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงยิ่ง วันนี้ขอจั่วหัวด้วยบทสนทนาสักหน่อยครับ เป็นอย่างไรกันบ้างหนอกับช่วงเวลาที่ผ่านมา บางท่านอาจทำงานแบบเวิร์คฟรอมโฮม บางท่านก็จำต้องเดินทางไปทำงานตามปกติ แต่ก็มีอีกหลายท่านที่อาจต้องหยุดงานประจำไปด้วยหลากหลายสาเหตุ แต่แน่นอน ย่อมเป็นผลกระทบจากพิษโควิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐดูแลได้ส่วนหนึ่ง แต่อีกหลายส่วนเราเองก็ต้องเดินหน้าสู้ชีวิตกันต่อไป ปัจจัย 4 คือฐานสำคัญของแต่ละชีวิต ต้องมีกิน ต้องมีที่พักอาศัย ต้องมีเครื่องนุ่งห่ม และต้องมียารักษาโรค เรื่องอื่นๆ ต่างก็เป็นเพียงปัจจัยภายนอกที่หลอกเราว่าสำคัญเท่านั้น พูดถึงเรื่องอาหารพลันนึกได้ ผมเพิ่งได้รับสารพัดผักสวนครัว ทั้ง มะนาว หน่อไม้ต้ม เห็ดป่า พริก ข่า ต
สมัยผมเริ่มสนใจกับข้าวกับปลาจริงๆ จังๆ และได้ลงไปเที่ยวภาคใต้บ่อยขึ้น ผมไปติดใจการใช้ “ส้ม” ซึ่งหมายถึงรสเปรี้ยวจากใบ ดอก ผล ของพืชอาหารที่หลากหลาย เป็นต้นว่า ส้มแขก ส้มมุด มะปริง มะไฟกา ลูกหลุมพี โดยเขาใช้ใส่กับข้าวกับปลาให้อาหารแต่ละอย่างมีรสเปรี้ยวแตกต่างกันไปอย่างมีนัยยะสำคัญ กินแล้วก็เพลิดเพลินดีในความละเอียดซับซ้อนของส้มแต่ละชนิด ที่มีผลต่อเครื่องปรุงต่างหม้อต่างกระทะ จนได้รสชาติที่คนมักมากในรสอาหารย่อมพึงพอใจ แต่เอาเข้าจริง ภูมิภาคอื่นๆ ก็คงกินพืช ใช้พืชหลากหลายเช่นเดียวกันกับภาคใต้นะครับ แต่เรามักรู้สึกว่าคนใต้กินผักมาก เรื่องนี้คุยไปก็ยาว เอาว่าเท่าที่ผมรู้ แค่คนกะเหรี่ยงย่านทุ่งใหญ่นเรศวร เมืองกาญจนบุรี ก็กินพืชผักในป่ามากมายจนน่าทึ่ง หรือลองนึกถึงร้านผักแบบลาวในตลาดสดชานเมืองใหญ่ๆ ดูก็ได้ครับ ว่ามีการซื้อขายผักพื้นบ้านในระดับมหกรรมขนาดไหน ตัวอย่างเล็กๆ ซึ่งผมเพิ่งค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ คือ พืชเถาเลื้อยกินใบ ที่คนใต้เรียก “ส้มเกรียบ” นิยมใส่ในแกงส้ม แกงเทโพ ต้มกะทิหนางวัว นั้น ในอีสานแถบเพชรบูรณ์ก็มี แต่เรียก “ส้มลม” โดยต่างกันเล็กน้อยแค่ลักษณะช่อดอกเท่านั้น ตัวใบ การเลื้อยพันไม
