เทคนิคเกษตร
บักหลอด หมากหลอด บะหลอด ฯลฯ เป็นชื่อเรียกผลไม้พื้นบ้านชนิดหนึ่งในแต่ละท้องถิ่น ที่เมื่อใครได้ประสบพบเห็นก็ต้องเกิดอาการน้ำลายไหล เปรี้ยวปากได้เลยทีเดียว หากคนที่เคยสัมผัสลิ้มลองด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง จะเห็นได้จากสังคมสมัยนี้เป็นสังคมของโซเชียลมีเดียที่มีการส่งข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วทันใจ เพียงแค่การโพสต์ข้อความหรือรูปภาพที่เป็นช่วงหน้าฤดูกาลของผลไม้ชนิดนี้ผลิดอกออกผลจนสุกงอมเต็มต้นลงบนโซเชียลมีเดีย ก็จะเกิดความรู้สึกโหยหา คิดถึงวันวานกับผลไม้ชนิดนี้ได้อย่างมากเลยทีเดียว ยิ่งคนที่ต้องออกไปทำงานต่างจังหวัดด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีปฏิกิริยาอาการอย่างไร จะหาซื้อตามท้องตลาดทั่วไปก็คงไม่ได้ เพราะเป็นผลไม้เฉพาะถิ่นที่เกิดตามสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมเท่านั้น บักหลอด มีลักษณะเป็นไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยเกาะเกี่ยวเรียงตัวยาวไปตามกระแสโดยรอบตามความเหมาะสมของพื้นที่ ก่อเป็นทรงพุ่มสูง 3-6 เมตร พบตามพื้นที่ที่มีภูเขาล้อมรอบ บริเวณที่มีความชื้นสูง แถบทางภาคอีสานตอนบนและภาคเหนือ ซึ่งจังหวัดเลยก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่พบบักหลอดเกิดขึ้น ทั้งการเกิดเองตามธรรมชาติและการปลูกเพื่อการบริโภคในแต่ละคร
มะกรูด เป็นพืชผักพื้นบ้านที่มากคุณค่า ทั้งใบและผลมะกรูดสามารถนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมาย หลายช่องทาง ทั้งในรูปอาหาร ยาสมุนไพร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สปา ส่งขายทั้งในประเทศและส่งออก สร้างรายได้หมุนเวียนในแต่ละปีได้อย่างมหาศาลทีเดียว “มะกรูด” สรรพคุณยาไทย ผิวมะกรูด ผล ราก น้ำมะกรูด และใบ สามารถใช้เป็นส่วนประกอบทางยาสมุนไพรได้หลายชนิด รสชาติและสรรพคุณของมะกรูดในตำรายาไทย ผิวผลสดและผลแห้งมีรสปร่า หอมร้อน สรรพคุณแก้ลมหน้ามืด แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ ขับลมในลำไส้ ขับระดู ขับผายลม ผลมีรสเปรี้ยว มีสรรพคุณขับเสมหะ แก้ไอ แก้น้ำลายเหนียว ฟอกโลหิต ใช้สระผม จะทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม ไม่มีรังแคและไม่คันศีรษะ นอกจากนี้ ยังช่วยขับลม แก้ปวดท้องในเด็ก รากของมะกรูดจะมีรสเย็นจืด แก้พิษฝีภายใน แก้เสมหะเป็นโทษ ปรุงผสมกับพืชสมุนไพรอื่นๆ จะช่วยบรรเทาอาการแก้ลมจุกเสียด ถอนพิษผิดสำแดง การใช้ประโยชน์มะกรูดเป็นพืชสมุนไพร มีขนาดและวิธีใช้ที่แตกต่างกันไป เป็นลม หน้ามืด ใช้ผิวผลสดสูดดม ขณะเป็นลม ผิวผลแห้งใช้หั่นใส่ในน้ำหอมผสมกับของหอมอื่นๆ ดมแก้อาการเป็นลมหน้ามืด แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ ใช้ผิวผลสดหั่นเป็น
ปลาอินทรีเค็ม หลายๆ คนคงนึกถึงปลาอินทรีเค็มนำมาทอดน้ำมัน ซอยพริกขี้หนูสด หอมแดง แล้วบีบมะนาวราดลงไป แล้วกินกับข้าวสวยหรือข้าวต้มร้อนๆ ไม่อยากจะบอกว่ากินข้าวหมดเป็นหม้อๆ เลยว่างั้น สำหรับการที่จะนำปลาเค็มไปปรุงประกอบอาหารชนิดอื่นๆ นั้น ยังนึกไม่ออกว่าจะเอาไปทำเมนูอะไรได้อีก เพราะมีข้อจำกัดที่ว่า เค็มมาก และอาจจะทำให้รสชาติของอาหารชนิดนั้นเปลี่ยนไปได้ แต่คนไทยเราบางท่านช่างสามารถดัดแปลงนำปลาเค็มไปทำเมนูต่างๆ เช่น ผัดคะน้าปลาเค็ม (ที่หลายๆ คนติดอกติดใจกันเป็นนักหนา) หลนปลาอินทรีเค็ม ข้าวผัดปลาอินทรีเค็ม หมูบดปลาอินทรีนึ่ง และอื่นๆ อีกมากมาย จึงทำให้มองเห็นว่าเราสามารถนำปลาอินทรีเค็มมาประกอบอาหารในรูปแบบหรือเมนูต่างๆ ได้อีกมากมาย ทำความรู้จักกับปลาอินทรีกันหน่อย ปลาอินทรี เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่ง มีรูปร่างค่อนข้างกลม เรียวยาว พื้นตัวมีสีเทาเงิน ความยาวประมาณ 30-80 เซนติเมตร มีเนื้อมาก ไม่มีก้างเล็ก เนื้อแน่น เหมาะที่จะนำมาจิ้มกับซีอิ๊ว ทำข้าวต้มปลาอินทรี ทำปลาสามรส สเต๊กปลา หรือตากแห้งทำเป็นปลาเค็ม ซึ่งจะมีราคาค่อนข้างแพง ส่วนมากมักหั่นตามขวางเป็นแว่นๆ หนาประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ดองในน้ำเกลือ น
“เกาะหมาก” จังหวัดตราด ความมีเสน่ห์อยู่ที่บรรยากาศเงียบสงบ ทะเลใส สวยงาม ธรรมชาติยังบริสุทธิ์ไร้มลภาวะ ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรี การเดินทางที่สะดวกสบายด้วยเรือ สปีดโบ๊ตใช้เวลาเพียง 45 นาทีจากฝั่งอำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด แถมเที่ยว 3 เกาะ แบบวันเดย์ทริป คือ เกาะกระดาด เกาะขายหัวเราะได้สบายๆ เกาะหมากเป็นเกาะเล็กๆ มี รีสอร์ตที่พักเพียง 45 แห่ง จำนวน 600 ห้อง จึงทำให้นักท่องเที่ยวมีจำนวนไม่มากนัก 7-8 ปีที่ผ่านมา เกาะหมากได้รับการพัฒนาจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์กรมหาชน) หรือ อพท. เป็นต้นแบบเกาะโลว์คาร์บอน กิจกรรมการท่องเที่ยว การขนส่ง อาหารการกินจึงเป็นแนวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปี 2564 อบต.เกาะหมากได้รับรางวัลมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียน และเป้าหมาย อพท. กำลังพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) 1 ใน 100 แห่งแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก ปี 2565 นักท่องเที่ยวบนเกาะหมาก 90 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นชาวต่างประเทศมาพักยาวนาน 2-3 สัปดาห์ หรือเช่าที่พักรายเดือน แต่ช่วง 2 ปีเศษสถานการณ์โควิด-19 นักท่องเที่ยวต่างปร
แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศ หล่อเลี้ยงเกษตรกรรมหลายจังหวัด เส้นทางที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านล้วนแต่เป็นจังหวัดในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ที่มีการทำเกษตรกรรมมาก จังหวัดชัยนาท เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว แต่ถึงอย่างนั้น “ปลาร้า” ก็ยังเป็นสินค้าหนึ่งที่ไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะปลาร้าที่ทำมาจากปลาสวาย ทำไมต้องเป็น ปลาร้าปลาสวาย ป้าบุญเลิศ ช้างอยู่ ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัดคงคามราม ตำบลโพนางดำตก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ผู้ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง หากเอ่ยถึงปลาร้าปลาสวาย ให้ข้อมูลว่า แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งน้ำที่สามารถจับสัตว์น้ำได้หลายชนิด และปลาสวายก็เป็นปลาที่บริเวณพื้นที่ตำบลโพนางดำตก อำเภอสรรพยา จับได้ปริมาณมากกว่าปลาชนิดอื่น เมื่อเหล่าบรรดาแม่บ้านว่างเว้นจากอาชีพหลัก คือ การทำนา ก็รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัดคงคาราม มีสมาชิกทั้งสิ้น 50 คน ช่วยทำน้ำพริกอันเป็นภูมิปัญญาที่ติดตัวมาแต่บรรพบุรุษออกจำหน่ายยังตลาดชุมชนใกล้เคียง การตอบรับค่อนข้างดี ทำให้มีรายได้เสริมจากอาชีพหลัก เมื่อปลาสวายเป็นชนิดปลาที่หาได้มากกว่าปลาชนิดอื่
“วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าซาโอริ” อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เกิดจากการช่วยเหลือและส่งเสริมอาชีพทอผ้าให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่ได้รับความเดือดร้อนภายหลังเหตุการณ์สึนามิที่เกิดเมื่อปี 2547 เป็นกลุ่มที่ใช้ศิลปะการทอด้วยมือจากจินตนาการและไอเดียส่วนตัวที่เรียกว่า “ซาโอริ SAORI” งานทอผ้าซาโอริ SAORI สร้างเอกลักษณ์ของงานแต่ละชิ้น ทั้งรูปแบบ ลวดลายผ้าแตกต่างไม่เหมือนใคร สร้างความสนใจเป็นที่ชื่นชอบของผู้รักงานผ้าทอ มีตลาดขายทั้งในจังหวัดพังงา งานแสดงสินค้าทั่วไป รวมไปถึงการส่งออกไปตลาดประเทศญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์ คุณอัจฉรา แดงฉัตร์ หรือ คุณแหม่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าซาโอริ ให้รายละเอียดว่า เดิมยังไม่ได้จัดเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นเพียงศูนย์ทอผ้าซาโอริ ที่จัดตั้งโดยมูลนิธิมายา โคตมี ซึ่งก่อตั้งโดย อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ที่เดินทางมาเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านจึงสร้างอาชีพให้กับกลุ่มผู้ประสบภัยด้วยการประสานไปยัง คุณมิซาโอะ โจ ผู้ก่อตั้งซาโอริ เพื่อขอสนับสนุนอุปกรณ์และมาสอนชาวบ้านทอผ้าซาโอริ คุณอัจฉรา อธิบายถึงการทอผ้าซาโอริว่า ซาโอริ (SAO
เมื่อเราพูดถึงอาหารไทย เรามักนึกถึง น้ำพริก (น้ำพริกปลาทู น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกหนุ่ม ฯลฯ) แกงต่างๆ เช่น แกงส้ม แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงป่า แกงเทโพ แกงเลียง ฯลฯ และเราก็รู้ว่าที่มาของอาหารไทยทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนเป็นอาหารวิเศษที่มาจากธรรมชาติ เพราะมีส่วนผสมจากสมุนไพรแทบทั้งสิ้น หากพูดถึงอาหารประจำท้องถิ่นในเมืองไทยของเรานั้น ยังมีอีกมากมายกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก เอาแค่ น้ำพริก กับผักจิ้มอย่างเดียว ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็มีการตำส่วนผสมแตกต่างกันไปหลายหลากมากถ้วยจนนักชิมทั้งหลายต้องบอกว่า…ชิมทั้งปีก็ไม่มีหมดว่างั้น! น้ำพริก จึงถือได้ว่าเป็นอาหารไทยเก่าแก่ชั้นคลาสสิกเลยทีเดียวเชียวหล่ะ! ความเป็นมาของน้ำพริก ถ้าจะลำดับความเป็นมาของ น้ำพริก คงต้องย้อนกลับไปเปิดตำราเก่าๆ ที่ว่าด้วยต้นกำเนิดของน้ำพริก ก็คือ พริกแห้งเผา แล้วโขลกละเอียดกับเกลือเม็ด เพราะเป็นของที่เก็บได้นานนั่นเอง! และหากมีการเดินทางไกลหรือการเดินป่า พริกกะเกลือ นี้แหล่ะที่เอามาละลายกับน้ำสักนิด ก็เป็น น้ำพริก กินกับผัก ที่พอจะเก็บหาได้สารพัดชนิดใกล้ๆ หรือรอบๆ ตัวเรา ผักอะไรที่หนอนกินได้ คนก็กินได้เช่นกัน…และถ้าอยากจะซดน้
ชื่ออื่นๆ พรหมตีนสูง, ขันหมากเศรษฐี ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema tenuipes Engl. วงศ์ : ARACEAE ว่านขันหมากป่า ในตำราฝรั่งบันทึกไว้ว่า อยู่ในจำพวก Aglaonema เช่นเดียวกับ เขียวหมื่นปี กวักทองคำ กวักใบลาย กวักมรกต ฯลฯ ที่เป็นไม้ประดับทั่วไปตามท้องตลาด แต่คงไม่มีว่านชนิดไหน หรือต้นไม้อะไรที่จะมีช่วงระยะเวลาการสุกของผลนานเท่ากับว่านขันหมากป่านี้อีกแล้ว โดยปกติผู้เขียนเองก็เป็นคนดื้อ ไม่ค่อยยอมเชื่ออะไรง่ายๆ จากการที่เคยอ่าน เคยศึกษาค้นคว้ามาบ้าง ถ้านับจากเมล็ดเริ่มงอกจนถึงต้นสมบูรณ์พอที่จะให้ลูกติดผลได้ก็ปาเข้าไป 6-7 ปีโน่น ด้วยเหตุและผลประมาณนี้เอง จากการที่ว่านขันหมากป่ามีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้ามากๆ จึงพอจะเป็นสมมุติฐานได้ว่า เมื่อตัวว่านขันหมากป่าเองยังแก่ช้า ก็ย่อมมีสรรพคุณชะลออายุ ชะลอความเหี่ยวชราได้เป็นอย่างดี มีส่วนจริงนะ ขนาดมะพร้าวต้นสูงๆ ผลโตกว่าว่านขันหมากป่าตั้งหลายเท่ากว่าจะแก่ยังใช้เวลาแค่ปีเดียวเอง แล้วเจ้าว่านนี่ผลเล็กนิดเดียวเท่าปลายก้อย ทำไมมันจึงได้สุกยากสุกเย็นพรรค์นี้ก็ไม่ทราบ ด้วยความอยากรู้ อยากพิสูจน์ จึงได้ขุดลงมาจากยอดเขาสองต้น ติดลูกเขียวๆ มาด้วยสองช่อ เอามาปลูก
ใครเป็นบ้าง! ซื้อผักสดมา หรือปลูกไว้กินเองเเต่เยอะจนกินไม่ทัน ตัดใจทิ้งทั้งที่ก็เสียดาย ยิ่งไปอยู่ต่างประเทศที่อยากจะเก็บผักไทยไว้รับประทานได้นานขึ้น พาส่องวิธีเก็บผักประจำบ้านงานนี้อยู่ได้เป็นปี ไม่ต้องทิ้งผักให้เสียดายกัน โดยวิธีการคือ การนำผักมาต้มไม่นาน และนำมาน็อคด้วยน้ำเย็น จากนั้นนำผักมาปั้นเป็นก้อนเพื่อสกัดน้ำออก และนำไปใส่ถุงซิปล็อคแช่ตู้เย็นที่ช่องฟรีซ โดยวิธีการนี้คนไทยในต่างแดนสามารถเก็บผักไว้กินได้เป็นปี โดยตัวอย่างที่นำมาให้ดูกันนี้สามารถนำมาประยุกต์ทำได้หลายประเภทผัก วิธีการชมในคลิป Youtube Tukata Hemphill เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563
มะอึก เป็นพืชในวงศ์เดียวกับ มะเขือพวงและมะแว้ง มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูงประมาณ 150-200 เซนติเมตร ใบคล้ายมะเขือพวงแต่ขนาดโตกว่าเล็กน้อย มีหนามตามลำต้นและกิ่งก้าน ผลมีขนาดโต กว่ามะเขือพวง ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนถึงสีแสดเมื่อผลสุก เอกลักษณ์ของมะอึกคือ ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ และผล จะปกคลุมด้วยขนอ่อนสีขาว ค่อนข้างยาวและหนากว่ามะเขือทุกชนิดที่คนไทยนำมาบริโภค ในอดีตคนไทยนิยมนำมะอึกมาปรุงเครื่องจิ้มต่างๆ เพราะมะอึกมีรสเปรี้ยว ใช้แทนมะนาวหรือมะขามได้ ทั้งยังสามารถนำไปปรุงในแกงที่ออกรสเปรี้ยว คนไทยนิยมนำมะอึกผลสุกมาประกอบอาหารมากกว่าผลดิบ รสชาติแม้จะมีรสเปรี้ยวเป็นหลัก แต่ก็มีรสและกลิ่นพิเศษเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง นอกจากนี้ มะอึก ยังเป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมชนิดหนึ่งของไทย ที่มีสรรพคุณในทางยาได้อีกด้วย เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559
