เทคนิคเกษตร
จากข้อมูลของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในสมัยก่อนคนโบราณเก่ง ที่รู้ว่าต้นไม้ต้นไหนรักษาอะไรได้บ้าง เพราะสมุนไพรหลายๆ ตัว ปัจจุบันมีงานวิจัยยืนยันตามสรรพคุณที่คนโบราณเขาใช้กัน หญ้าขัดมอญ เป็นหนึ่งในตัวยาที่เราเสริมพลังกับสมุนไพรกระดูกไก่ดำ ซึ่งตอนนี้มีจำหน่ายแค่ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในรูปแบบของน้ำมันและสเปรย์ที่ช่วยแก้ปวดข้ออักเสบได้ดีมาก เรามาดูงานวิจัยกัน หญ้าขัดมอญ เป็นสมุนไพรตระกูลขัดอีกชนิดหนึ่ง มีฤทธิ์เด่นด้านการรักษาโรคข้อกระดูกขัด และสามารถใช้เป็นยาได้ทุกส่วนของพืช ทั้งในรูปแบบยารับประทานและยาทาภายนอก ยาอาบ ยาอบ ยาพอก ยาน้ำมัน ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่สำคัญคือ ฤทธิ์ลดปวด ฤทธิ์ลดอักเสบ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การแพทย์พื้นบ้านใช้รักษาอาการตะคริว ลดปวด ลดบวม ลดอักเสบ แก้ปวดข้อ รักษารูมาตอยด์ อาการปวดร้าวจากกระดูกทับเส้นประสาท รักษากระดูกหัก ในฟิจิและปาปัวนิวกินีใช้ใบแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แก้ปวดหัว ปวดไมเกรน รากใช้เคี้ยวแก้ปวดฟัน ศาสตร์อายุรเวทอินเดียใช้รากต้มเป็นยาบำรุงกำลัง รักษาข้อ แก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ แก้ปวดประจำเดือน แก้ปวดท้อง ใบใช้ตำพอกแก้ปวดบวม ในไทยใช้ใบต้มน้ำ
หนังเค็ม ทำมาจากหนังวัวหรือควาย เป็นการถนอมและเก็บรักษาอาหารไว้ให้กินได้นานๆ อย่างหนึ่ง ตามแบบภูมิปัญญาชาวบ้านอีสานที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวอีสานที่กินกันมาตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยายแล้ว ซึ่งลูกอีสานทุกคนจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า…บ่ฮู้จัก หนังเค็ม กว่าจะได้กินต้องเอาไปเผาไฟให้เกรียมเสียก่อน จากนั้นเอาไปทุบให้เขม่าที่ไหม้ออกให้หมด และต้องทุบให้นิ่มๆ ขั้นตอนต่อไปก็คือ กินได้เลย จะกินกับข้าวเหนียวร้อนๆ กินเป็นกับแกล้ม หรือเอาไปแกงกับผักขี้เหล็ก (ยอดขี้เหล็กของคนอีสาน) ใส่หนังเค็ม ที่สุดยอด เเซ่บอีหลี เด้อ หนังเค็ม เป็นอาหารที่หากินได้ไม่ยากนัก และก็มีจำกัดบางพื้นที่แถวๆ ทางภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่และมีทางเหนือบ้าง ส่วนความอร่อยหรือไม่นั้น? ต้องขึ้นอยู่กับขั้นตอนและกรรมวิธีการทำ ซึ่งสูตรและกรรมวิธีการทำหนังเค็มนั้นไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ แต่ละคนก็จะมีสูตรการทำหนังเค็มดั้งเดิมอร่อยๆ ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน อาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน หากจะกล่าวถึงอาหารการกินของคนอีสาน หลายคนคงรู้จักคุ้นเคยและได้ลิ้มชิมรสกันมาบ้างแล้ว คนอีสานมีวีถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายเช่นเดียวกั
ชื่อ “ติหมา” ภาษามลายูถิ่นเรียก “ติมอ” ภาษาไทยถิ่นใต้เรียก ติหมา หมาน้ำ เป็นภาชนะสำหรับตักน้ำทำหน้าที่เหมือนถังน้ำและขันน้ำ ทำจากใบไม้ จากใบจาก หรือกาบ ใช้ตักน้ำ คนใต้เรียกเจ้าสิ่งนี้ว่า “หมาตักน้ำ” เป็นภาชนะที่มีรูปร่างโค้งครึ่งวงกลมหรือเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู การเรียกชื่อบางครั้งจึงมีชื่อของพืชที่นำมาเป็นวัสดุทำต่อท้ายด้วย เช่น ถ้าทำจากใบจากก็เรียกว่า “หมาจาก” ถ้าทำจากต้อหมาก (กาบหมาก) ก็เรียกว่า “หมาต้อ” ถ้าทำจากกาบเหลาชะโอนก็เรียกว่า “หมาต้อหลาวโอน” (หรือ “หมาต้อ” เช่นเดียวกัน) แต่บางคนก็ใช้คำว่า “หมา”, “ติหมา” หรือ “หมาตักน้ำ” รวมๆ กันไปโดยไม่คำนึงถึงวัสดุที่ใช้ทำในท้องถิ่นบางแห่ง กลุ่มจักสานก้านจาก เริ่มจัดตั้งกลุ่มเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2548 และได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ในนาม “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพก้านจากบ้านนายอดทอง” แนวคิดการจัดตั้งกลุ่มเกิดจากความเป็นอยู่ของชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (กรีดยางพารา) ประมง และลอกใบจากขาย ในการลอกใบจากนี้ชาวบ้านจะขายเฉพาะใบจากที่ลอกแล้ว ส่วนก้านจากและทางจากเป็นวัสดุเหลือใช้ที่ชาวบ้านทิ้ง โดยไม่ได้นำมาใช้ป
เมื่อก่อน บ้านเราเป็นเมืองธรรมชาติ ที่ชาวบ้านคลุกคลีใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร พืชพรรณไม้ป่า ผักหญ้าริมทางเดิน ปลูกถั่วงาธัญญาหารเลี้ยงชีพ โรคภัยไข้เจ็บ เกิดจากธรรมชาติ บำบัดรักษาด้วยธรรมชาติ แบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน พืชเกือบทุกชนิดเป็นยารักษาโรค เรียกกันว่า “สมุนไพร” วันนี้ บ้านเราเมืองเรา เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากมาย หลายสิ่งที่เคยมีได้สูญหายไป แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ยังคงอยู่ คงเป็นเพราะยังคงไว้ซึ่งคุณภาพและเป็นของดี ที่ยังฝังใจคนบ้านเราอยู่มิคลาย เช่น พืชเก่าแก่พื้นบ้านย่านชนบท พืชผักพื้นเมือง สมุนไพร อย่างเช่นผักชื่อนี้ “ผักฮ้วนหมู” “ผักฮ้วนหมู” เป็นชื่อเรียกของคนทางภาคเหนือ “ฮ้วน” หมายถึง ขดลำไส้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dregea Volubilis stapf วงศ์ ASCLEPIADACEAE พบในป่าดงดิบ ป่าโปร่ง ชายป่า ป่าละเมาะ และสวนหลังบ้าน มีพบกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ เช่น อินเดีย จีนตอนใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และหลายประเทศในแถบอินโดจีน ขยายพันธุ์โดยการตัดชำกิ่งเถา ชอบพื้นที่ชื้น ขึ้นได้กับดินทุกชนิดที่ระบายน้ำดี ทนแล้งได้ดี อายุยืนหลายปี มีชื่อเรียกตามภูมิภาคต่างๆ ของบ้านเรา ภาคเหนือ เรี
เป็นที่รู้กันว่าโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปีถ้าไม่นับโรคมะเร็งแล้ว ก็ต้องยกให้โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคหลอดเลือดสมองตีบ แม้ยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคทั้งสองจะมีประสิทธิภาพดี แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน ผู้ที่รักสุขภาพจึงหันมานิยมยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ปลอดภัยหาง่าย และมีประสิทธิภาพในการรักษาไม่แพ้กัน สมุนไพรมีอยู่มากมายหลายตำรับ แต่ที่ตรงคำกล่าวที่ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ยาสมุนไพรสูตรตำรับเดียว ที่ใช้ป้องกันได้ทั้งสองโรคนั้นมีอยู่ไม่กี่ตำรับ ในที่นี้ขอแนะนำตำรับหนึ่งที่มีผู้ใช้ได้ผล และบอกต่อกันมา คือตำรับกระเจี๊ยบแดง พุทราจีน และเตยหอม สมุนไพรชนิดแรก สีแดงและรสเปรี้ยวจี๊ดของกลีบเลี้ยงผลกระเจี๊ยบแดง นอกจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในไต และในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว ยังมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด และรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งลดความเหนียวข้นของเลือดลง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกายดีขึ้น ซึ่งก็ช่วยรักษาเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้ด้วย กระเจี๊ยบแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่ออื่นว่า กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ส้
บริเวณสวนผักทั่วไป มักพบการแพร่กระจายไปทั่วของต้น “ผักโขม” เจ้าของแปลงผักบางรายขยันหน่อยคอยถอนต้นผักโขมเล็กๆ รากออกสีม่วงอมชมพู มีใบอ่อนเล็กๆ 2-3 ใบ ล้างน้ำเอาเศษดินเศษทรายออก วางขายตลาดสดกองละ 10 บาท เห็นมีคนแห่กันซื้อไปเป็นผัก ทำกับข้าว บางสวนปล่อยให้โตขึ้นอีกหน่อย ถอนต้นจะทิ้งก็ยังเด็ดยอดไปทำอาหารได้ หลายแห่งเอาต้นผักโขมไปต้มเลี้ยงหมูบ้าน (หมูดำ) ผสมรำ ปลายข้าว หยวกกล้วย ทุ่นค่าอาหารหมูได้มากมาย ผักโขม หรือผักขม หรือผักโหม เป็นพืชที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆ พยายามวิจัยถึงคุณค่าทางอาหาร ในชื่อที่เรียกพืชชนิดนี้ว่า อะมารานธ์ (Amaranth) เขาว่าเป็นพืชหลักของชาวแอซเท็ก พบว่าในเมล็ดผักโขม มีปริมาณกรดอะมิโนมากกว่าธัญพืชหลักอื่นๆ ใบใช้รับประทานเป็นผักสีเขียว ยังมีอีกหลายประเทศศึกษาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโก อินเดีย สหรัฐอเมริกา ในเมืองไทยเราถือว่า ผักโขมเป็นพืชพื้นบ้านของเรา มีหลายชนิด เช่น ผักโขมหนาม ผักโขมหิน ผักโขมหัด ผักโขมสวน ผักโขมเกลี้ยง ที่เข้ามาตีตลาดคือ ผักโขมจีน ผักโขมเป็นพืชที่ให้สารวิตามินเอแก่ร่างกายเช่นเดียวกับฟักทอง ผักบุ้ง พริกชี้ฟ้า มีรสขมเล็กน้อย มีสรรพคุณแก้เลือดเป็นพิษ ดี
เมื่อหลายปีก่อน ผมได้ไปร่วมงานกิจกรรมของตลาดอินทรีย์แห่งหนึ่งแถบวังน้ำเขียว นครราชสีมา สิ่งที่ผมจำได้มาจนบัดนี้ ก็คือในเครือข่ายคนทำเกษตรอินทรีย์ย่านนั้น มีกลุ่มคนที่มีอาชีพเก็บผักตามทุ่งตามป่าสาธารณะมาขาย ผมยังจำได้ว่า พี่คนที่คอยแบ่งหน้าที่ในกลุ่ม ว่าใครควรไปหาอะไร ที่ไหน เวลาใด ในระยะใกล้ไกลแค่ไหน คือ “โก” เรียกว่า โก คือคนที่รู้ตำแหน่งแห่งที่ของพืชผักในภูมิประเทศอย่างกับ (หรือยิ่งกว่า) ตาเห็นทีเดียว นับเป็นการสืบทอดวิถีการเก็บของป่า (Gathering) แบบชุมชนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์สมัยสังคมเกษตรกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยเมื่อหลายพันปีก่อนมาได้อย่างน่าทึ่ง วันนั้น เมื่อได้เห็นผักสดๆ เขียวๆ งามๆ และแน่นอนว่าปลอดสารพิษ 100% ที่กลุ่มของโกเก็บมาวางขายในงาน ก็ทำเอาจินตนาการของผมพุ่งไปไกลสุดกู่เลยทีเดียว และหลังกลับจากงานนั้น ก็พยายามเลียนแบบโก คือลองจดจำตำแหน่ง ตลอดจนชนิดของพืชผักกินได้ในภูมิประเทศใกล้ๆ บ้าน เลยพบว่า แม้แต่เขตชานเมืองใหญ่ๆ แหล่งวัตถุดิบอาหารที่บรรดา Gatherer (บางคนเรียก Forager) จะหาเก็บหากินได้นั้น ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยแหละ นโยบายเกี่ยวกับพื้นที่สาธารณะสีเขียวที่คำนึงถึงปร
“เห็ด” เป็นผลผลิตทางการเกษตรอีกชนิดที่นิยมนำมาแปรรูปได้หลายรูปแบบ ทางการแพทย์ระบุสรรพคุณสาระสำคัญทางโภชนาการของเห็ดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไว้มากมาย ด้วยเหตุนี้ผู้เพาะเลี้ยงเห็ดจึงตั้งใจผลิตเห็ดให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เพราะไม่เพียงได้ขายดอกเห็ดอร่อย มีคุณภาพ แต่ยังนำมาแปรรูปเป็นอาหารที่ปลอดภัยด้วย คุณวีระชาติ ยืนบุรี เจ้าของฟาร์ม “ยืนบุรีฟาร์มเห็ด” ตั้งอยู่เลขที่ 190/3 หมู่ที่ 5 ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นอีกแห่งที่ผลิตเห็ดคุณภาพ มีความสมบูรณ์ ด้วยกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยจนได้รับมาตรฐาน “ORGANIC THAILAND” ล่าสุดฟาร์มแห่งนี้ยังนำผลผลิตเห็ดมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบกับน้ำพริกส่งขายผ่านตลาดออนไลน์เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพ แต่เดิมคุณวีระชาติเพาะขายเห็ดอย่างเดียว มีหลายชนิด เช่น เห็ดนางฟ้า นางรม เป๋าฮื้อ เห็ดแครง และหลินจือ เป็นต้น ภายหลังทำการตลาดมาช่วงเวลาหนึ่งพบว่า นางฟ้า ฮังการี และหลินจือเป็นที่นิยมทั้งในรูปเห็ดสดและแปรรูปมากกว่า ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา คุณวีระชาติจำต้องปรับแผนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงจึงเลือกผลิตเห็ดนางฟ้ากับห
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pluchea indica ชื่อวงศ์ Asteraceae หรือ Compositae ชื่ออื่นๆ หนวดงิ้ว ( อุดรธานี ) หนาดวัว หนวดงั่ว ขลู คลู (ภาคใต้) ขี้ป้าน (แม่ฮ่องสอน) หลวนซี หล่วงไซ (จีน) ผมเป็นเด็กบ้านนอกโดยกำเนิด ชีวิตอยู่ตามชายป่าละเมาะ ข้างริมหนองน้ำ แม้เจอน้ำกร่อย น้ำเค็ม ก็ไม่กลัว จังหวัดที่มีชายทะเล มีหาดทราย ป่าชายเลน ผมก็อยู่ได้ ริมคันนา ผืนนา ผมก็ชอบ แต่พอมีคนนำไปขยายพันธุ์ปลูกในกระถาง ผมก็จะประท้วง ลำต้นแคระแกร็นไม่สมบูรณ์ เหมือนที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ชื่อของผมเรียกกันผิดๆ ถูกๆ ออกเสียงเพี้ยนๆ คำควบกล้ำไม่ชัด ได้ยินแล้วผมเสียอารมณ์มาก เช่น บางคนออกเสียงว่า “ขู่” ผมงี้…อารมณ์เสียแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย แต่บางคนเรียกภาษาพื้นบ้าน ขึ้นว่า “หนาด” หรือ “หนวด” ผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน คนส่วนใหญ่มองผมว่าเป็นเพียงวัชพืช เป็นแค่เพื่อนของต้นกก ต้นหญ้า ตามชายนา ชายป่า เด็กๆ บ้านนอกเลิกเรียนแล้วชวนเด็กเลี้ยงควายมาเล่นซ่อนหาตาม “ป่าขลู่” ผมชอบเด็กๆ พวกนี้ บางกลุ่มหักกิ่งที่มีช่อดอกบานมาทำดาบต่อสู้กัน ฟาดกัน แล้วจะมีฝอยดอกสีขาวม่วงฟุ้งกระจายสวยมาก แต่พอหน้าดำนา ทำนา เกี่ยวข้าวก็จะมีชาวนาเข้ามาแอบทำ “ธุ
“เพชรสังฆาต” เป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุงกระดูกมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในพระคัมภีร์สรรพลักษณะ สรรพคุณแลมหาพิกัดที่มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงสรรพคุณของ “เพชรสังฆาต” ไว้ว่า “เพชรสังฆาต แก้จุกเสียด แก้บิด แก้ปวดในข้อในกระดูก ชอบแก้ลมทั้งปวงแล” ปัจจุบัน ได้มีงานวิจัยพบว่า “เพชรสังฆาต” (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissus guadrangularis L.) มีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งยืนยันสรรพคุณรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน อุดมด้วยแคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญมีองค์ประกอบของแคลเซียมสูงมาก รวมทั้งสารอนาโบลิก สเตียรอยด์ (Anabolic Steroids) มีฤทธิ์เร่งปฏิกิริยาการสมานกระดูกที่แตกหักโดยกระตุ้นการสร้างเซลล์ออสเตโอบลาสต์ (Osteoblast) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกและยังช่วยให้มีการสร้างสารมิวโคโพลีแซกคาไรด์ (Mucopolysaccharides) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการสมานกระดูก ยิ่งกว่านั้นสารคอลลาเจน (Collagen) ในเพชรสังฆาตยังเป็นสารอินทรีย์โปรตีนที่มาจับตัวกับผลึกแคลเซียมฟอสเฟตจนกลายเป็นกระดูกแข็งที่สามารถรับน้ำหนักและมีความยืดหยุ่นในตัวเอง ผลการทดลองใช้เถาเพชรสังฆาตในสตรีวัยทองซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงท
