เทคนิคเกษตร
“ขิง” เป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายมานาน มีรสเผ็ดอุ่น มีฤทธิ์แก้หวัดเย็น ขับเหงื่อ บำรุงกระเพาะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ลดระดับไขมันในเลือดได้ ขิงสดช่วยทำให้ร่างกายปรับสภาพในภาวะที่ร่างกายมีอาการเย็นได้เช่นเดียวกับขิงแห้ง ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ ยังช่วยกำจัดพิษโดยการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยขับเสมหะ มีงานวิจัยเบื้องต้นในหลอดทดลองกับไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) ก่อโรคทางเดินหายใจ พบว่าขิงสดมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสชนิดนี้ดีกว่าขิงแห้ง และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสาร IFN-β ออกมากำจัดเชื้อไวรัส สิ่งที่คนทุกมุมโลกใช้เหมือนกันก็คือ การใช้ในการแก้หวัดและแก้ไอ ซึ่งได้มีการศึกษาพบว่า “ขิง” มีสารหลายชนิดที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และมีการทดลองพบว่า น้ำขิงที่ได้จากการต้ม 30 นาที ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาจ (Macrophage) ที่มีหน้าที่ในการจับกินเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ดีขึ้น มีฤทธิ์ต้านการแพ้เหมือนยาแก้แพ้ โดยช่วยลดอาการคัดจมูก ทางแผนไทยเป็นยาฤทธิ์ร้อน อาจช่วยลดน้ำมูกให้แห้งลงได้ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณค่าภูมิปัญญาอันเก่าแก
วัฒนธรรมการกินอาหารแมลง สำหรับคนไทยนั้นเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในอดีตที่เราคุ้นชินกันมานานแสนนาน เกิดจากการสั่งสมเรียนรู้และผ่านการสังเกต ลองผิดลองถูก จนสามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้ การกินอาหารแมลงนั้นพบว่ามีมานานแล้ว โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งแมลงบางชนิดหน้าตาอาจไม่น่ากินสักเท่าไหร่ แต่กลับมีราคาแพง ซื้อขายกันกิโลกรัมละหลายร้อยจนถึงหลายพันบาท หลายคนคิดว่าแมลงไม่น่าจะเป็นอาหารได้ แต่บางคนบอกว่า แมลงบางชนิดนอกจากมีรสชาติที่อร่อยแล้ว ยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าเทียบเท่าหรือมากกว่าเนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อวัว เลยทีเดียว แมงมัน หากไปถามคนเหนือทุกคนต้องบอกว่ารู้จัก และคุ้นหูกันอย่างแน่นอน แมงมัน คือมดชนิดหนึ่ง ที่จะออกมาจากพื้นดินหรือโพรงที่มันอาศัยอยู่เพียงครั้งเดียวในรอบ 1 ปี เท่านั้น และมดชนิดนี้มีการซื้อ-ขาย กันในราคาที่ค่อนข้างแพงมาก ซึ่งราคาในท้องตลาดในแต่ละปีจะไม่เท่ากัน ด้วยเพราะ แมงมัน เป็นมดที่ค่อนข้างจะหายาก ไม่ได้พบเห็นได้โดยทั่วไปๆ แมงมัน…ทรัพย์ในดินของคนเมือง แมงมัน…มีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่เป็นที่นิยมกินกันมากทางภาคเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นอาห
อาการปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดข้อ บาดเจ็บกระดูกหัก กระดูกซ้น เท้าแพลง เท้าพลิก เส้นเอ็นฉีก เป็นอาการที่คนเราทั่วไปมักประสบพบเจออยู่เสมอ เจ็บปวดเล็กน้อย ก็หายามากิน หายามาทาถูนวด ปวดมากก็ไปหาหมอ อาจหนักถึงขั้นผ่าตัด ฝังเหล็กขันน็อตเสริม เข้าเฝือก ตัดทิ้ง และอีกหลายกรณีที่ได้เจอมา จนเป็นภาพคุ้นชินตา หรือว่านี่เป็นภาพหนึ่งที่คนบ้านเราต้องมีกัน จนเห็นไม่ใช่ของแปลกใหม่อะไร จริงหรือไม่ว่า ทุกคนต้องเคยเจ็บ เคยปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก และไปหาหมอ อาการเจ็บป่วยแบบนี้ สมัยก่อนเป็นกันมากยิ่งกว่าปัจจุบัน แต่ชาวบ้านเขามีวิธีการแก้ หรือรักษาให้หายได้ ด้วยสมุนไพร หมอพื้นบ้านไทยได้เผยแพร่ไว้ และมีใช้กันจนถึงปัจจุบัน กล่าวกันถึงเส้นเอ็น และกระดูก ของคนเราก็เหมือนเป็นโครงสร้างหลักที่เสกปั้นให้เป็นตัวเราขึ้นมา เส้นเอ็นนับ 900 เส้น กระดูก 206 ชิ้น ที่ผูกร้อยเชื่อมต่อกันเป็นโครงร่างกายเรา ตั้งแต่เกิดจนตาย ว่ากันตามหลักกายวิภาคศาสตร์ จะเห็นว่า กระดูกเป็นชิ้นๆ มีเส้นเอ็นเป็นตัวผูกร้อย ดึงขึงรัดให้กระดูกต่อกัน เป็นรูปร่างคนเรา และมีอวัยวะต่างๆ บรรจุอยู่ในโพรงของโครงกระดูก มีกล้ามเนื้อ ไขมัน เส้นเลือด เส้นประสาท
สวนสุนันทา เตรียมจัดงานโชว์ผลงาน “Startup Champions Model” ต่อยอดงานวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 23-25 มี.ค.นี้ ณ เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี รศ.ดร. รจนา จันทราสา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พัฒนาการจังหวัดอุดรธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และ บริษัท แอ๊ดด้า ฟุตแวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กำหนดจัดการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้แผนงานวิจัยการพัฒนาศักยภาพชุมชนและสมาชิกในชุมชนจังหวัดอุดรธานี “Startup Champions Model” สู่การยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำบนฐานการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม ขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา จังหวัดอุดรธานี เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมการยกระดับผลิตภัณฑ์ในชุมชนให้เป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักมากขึ้น สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากงานวิจัยในชุมชนจนต่อ
โดยธรรมชาติที่รังสรรค์พืชพรรณนานาชนิด ตลอดทั้งปีทุกฤดูกาล ช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงเวลาที่พืชต่างๆ จะอวดโฉม ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตน บ้างแผ่พุ่ม ผลิใบ บ้างสลัดใบอวดกิ่งก้าน บ้างเปลี่ยนสีสันผิวพรรณใบ อีกบ้างสะพรั่งบานชูช่อดอก หลอกล่อผึ้งภมรดอมดม ผสมเกสรให้เกิดผลและเมล็ดสืบทอดสายพันธุ์ เช่นเดียวกันกับผักพื้นบ้านชนิดนี้ ที่ใครเขารู้จัก และเรียกทักว่า “โสน” อ่านออกเสียง 2 พยางค์ สะ-โน๋ โสน เป็นพืชล้มลุกปีเดียว เป็นไม้ตระกูลแค ในวงศ์ PAPILIONACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesbania javanica Miq ในประเทศไทยเรามีหลายสายพันธุ์ แต่ที่นำมาเป็นอาหารได้ เรียก “โสนหิน หรือ โสนกินดอก” ภาคเหนือ เรียก “ผักฮองแฮง” ชอบขึ้นอยู่ที่น้ำขัง ริมคลอง แต่ก็ทนความแห้งแล้งได้ดีพอสมควร ในระยะดอกบาน ใบจะมีน้อย ทำให้อัตราการคายน้ำมีน้อย ช่วงปลายฝนยังพอมีน้ำธรรมชาติอยู่บ้าง แต่มันก็ส่งสัญญาณว่าใกล้หมดอายุขัยแล้ว จึงเร่งผลักให้ออกดอกเหลืองสะพรั่งเต็มต้น พร้อมทั้งมียอดอ่อนๆ แซมออกมาให้ดูน่ารักใคร่ ติดดอกออกฝัก เพื่อสืบต่อสายพันธุ์โสน โสนจึงขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เพาะออกมาเป็นต้นเตี้ยๆ ใบเป็นใบจริง สีเขียวอมฟ้า มีสีขาวที่ก้านใ
ราว 20 กว่าปีก่อน อยู่ๆ ผมก็มีอาการโรคแผลในกระเพาะอาหาร ที่พูดกันว่า อิ่มก็ปวด หิวก็ปวดนั่นแหละครับ สมัยนั้นยังเป็นยุคทองของยาเคลือบกระเพาะอาหาร จำได้ว่าผมก็เหมือนคนเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารทั่วไป คือเทียวไปซื้อยาน้ำที่ว่านี้มากินหมดไปเป็นลังๆ ก็ไม่ทุเลาลงแต่อย่างใด จนกระทั่งผมไปอ่านพบว่า ขมิ้นชัน (Turmeric) สามารถรักษาอาการนี้ได้ โดยเฉพาะหากกินควบคู่กับน้ำคั้นกะหล่ำปลีสดจะยิ่งช่วยได้มาก จึงได้หาซื้อขมิ้นชันแคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม จากร้านขายยามาลองกินหลังอาหาร ครั้งละ 3-4 เม็ด ภายใน 2 สัปดาห์ อาการปวดท้องก็เริ่มหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ จากที่ปวดทรมานเป็นประจำ ก็ค่อยๆ กลายเป็นนานๆ ครั้งจะมีอาการเสียทีหนึ่ง และเมื่อเป็นขึ้นมา อาศัยกินขมิ้นชันแคปซูลเข้าไปก็จะทุเลาอาการได้ในเวลาไม่นาน ผมเลยรู้จากการทดลองกับตัวเอง ว่าแผลในกระเพาะอาหารนั้น ถ้าใครยังเป็นไม่มาก สามารถรักษาโดยกินขมิ้นชันเป็นประจำ ตั้งแต่นั้น เมื่อรู้ว่าเพื่อนคนไหนมีอาการ ผมก็มักแนะให้ลองกินดู แล้วก็ล้วนแต่ทุเลาอาการด้วยความแปลกใจเกือบทุกรายไป ข้อมูลสรรพคุณทางยาของขมิ้นชันมีระบุไว้ค่อนข้างตรงกัน เช่น ในหนังสือเครื่องเทศ ของคุณนิจศ
ขนมพื้นบ้านปักษ์ใต้ ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยม สีเหลืองใส คล้ายข้าวต้มสามเหลี่ยม จะกินเปล่าๆ ก็อร่อยนุ่มลิ้น หรือจะเพิ่มความหวานจิ้มน้ำตาลอ้อยก็อร่อยไปอีกแบบ หรือจะให้ถึงใจต้องนำใส่ในน้ำเชื่อมเติมน้ำแข็งลงไปรับรองจะติดใจ หลายๆ คนคงนึกออกแล้วว่าขนมที่กล่าวมานี้ คือ ขนมจั้ง (แถวๆ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเขามักจะเรียกกันแบบนี้) ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจจะเรียกแตกต่างกันไป เช่น ขนมจ้าง ขนมซั้ง ขนมจั้ง กีจ่าง เป็นต้น และในปัจจุบันวัฒนธรรมการกินขนมจั้ง เริ่มเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย ขนมจ่าง กีจ่าง หรือ จั้ง เป็นขนมประเพณีของจีน ทำขายกันในเทศกาลบ๊ะจ่าง ปลายเดือน 6 และค่อนข้างจะขายดี เพราะเป็นขนมประเพณีไหว้บรรพบุรุษคนจีน ที่คนจีนเคารพนับถือมาก การทำขนมจ่างเป็นทั้งศิลป์และศาสตร์ที่คนเก่าแก่เท่านั้นที่ทำได้ และปิดบังเป็นความลับมานมนานแล้ว ดั้งเดิมเป็นขนมพื้นเมืองของประเทศจีน ต่อมาได้แพร่หลายไปในหลายประเทศ เนื่องจากคนจีนสมัยก่อนได้อพยพย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น บ้างก็ไปทำการค้า บ้างก็ไปทำงาน ดั่งคำกล่าว เสื่อผืนหมอนใบ ที่เราๆ เคยได้ยิน กระทั่งสืบทอดลงมายังภาคใต้บ้านเรา เสน่ห์และลักษณะที่ดีของขนมจั้ง คือ ต้องใส
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artrocarpus altilis Common name : Bread fruit Family : MORACEAE สาเก ไม้วงศ์เดียวกับขนุนที่มีทรงพุ่มสง่างามร่มรื่น ใบใหญ่ ขอบใบเป็นจักสวยงาม เดิมมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบโปลีนีเซียน ทะเลใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก เป็นไม้โตเร็ว ไม่เลือกดินปลูก สามารถเติบโตได้ง่ายทุกที่ สาเกมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน แต่แยกคนละดอก ผลสีเขียวทรงกลมรี ขนาดน้องๆ มะพร้าว ออกดอกออกผลโดยทั่วไปปีละ 2 ครั้ง ในบ้านเราปัจจุบันมีปลูกกันอยู่ สองสามชนิด ชนิดแรกคือ สาเกพันธุ์ข้าวเหนียว ผลจะใหญ่ เนื้อแน่น เวลาฝานเป็นชิ้นนำไปเชื่อมแล้วไม่ร่วนซุย แตกง่าย ไม่เหมือนสาเกอีกชนิดหนึ่งคือ สาเกพันธุ์ข้าวเจ้า ซึ่งผลขนาดเล็กกว่า เนื้อหยาบ ร่วนซุยกว่าชนิดแรกดังกล่าว ส่วนอีกชนิดที่หาดูยากคือ จำปาดะ มีแต่เม็ด เนื้อไม่ค่อยมี จะไม่พูดถึงในที่นี้แล้วกันนะครับ อนึ่ง สาเกนั้น เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเป็นที่ตื่นตาต้องใจแก่ชาวยุโรปมาก โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ถือว่าเป็นไม้ผลพิเศษ ที่มีรสชาติสุดยอด ขนาดมีเรื่องเล่าว่า ผู้ที่ไปพบ และนำสาเกออกจากถิ่นเดิมไปปลูกยังต้องผจญภัยเอาชีวิตแทบไม่รอดมาแล้ว จนถึงกับมีการไปถ่ายทำเป็นภาพ
ภก.ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ เขียนไว้ในคอลัมน์ “พืชใกล้ตัว” อภัยภูเบศรสาร ปีที่ 18 ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2563 ว่า เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านเคยผ่านประสบการณ์โรคลำไส้แปรปรวนมาก่อน แต่อาจจะไม่รู้ตัว เนื่องจากโรคนี้โดยปกติอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อยจะทำงานร่วมกันกับสมอง ผ่านการทำงานของฮอร์โมน แต่เมื่อระบบในร่างกายทำงานไม่สัมพันธ์กัน ลำไส้ก็อาจเกิดบีบตัวหรือเคลื่อนไหวผิดปกติ จะส่งผลทำให้เกิดการปวดในทางเดินอาหาร ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการปวดท้องส่วนล่าง โดยอาการหลักๆ ที่พบบ่อยนอกจากนี้คือ จุกเสียด อ่อนเพลีย ไปจนถึงอาการกระวนกระวายหรือซึมเศร้าได้ ซึ่งอาการเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การรักษาอาการปวดท้องจากลำไส้แปรปรวนแบบไม่ใช้ยานั้น ทำได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อลำไส้ เลี่ยงอาหารประเภทแป้งหรือผลไม้ที่ย่อยยาก เพราะอาจทำให้เกิดการดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้แล้วเกิดอาการท้องเสีย อาหารที่ควรเลี่ยงเมื่ออาการปวดท้อง เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว ถั่วแดง ถั่วเขียว ขนมปัง แอปเปิ้ล แตงโม เป็นต้น ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ แนะนำให้รับประทานขมิ้นชัน สำหรับรักษาโรคที่เกี่ยวกับทางเ
ในบรรดาพืชผักของไทย ที่นับเป็นสมุนไพรมากมายคุณค่า หลากหลายประโยชน์ จริงอยู่มีมากมายหลายชนิด และหนึ่งในบรรดาผักที่เป็นสมุนไพรนั้น “บัวบก” คงอยู่ในอันดับต้นๆ ที่คนไทยเรารู้จักมาเนิ่นนาน อาจจะเป็นผักตัวแรกด้วยซ้ำไป เห็นเป็นวลี เป็นคำเก่าที่ชาวบ้านนักแต่ง และครูเพลง จารึกไว้ถึงสมุนไพรแก้ช้ำใน ชอกช้ำ อกหัก ต้องรักษาด้วยน้ำต้มใบบัวบก ตราบทุกวันนี้ก็ยังให้ค่าใบบัวบกแก้ช้ำในกันอยู่ บัวบก ชื่อสามัญเรียก Gotu Kola เป็นพืชในวงศ์ UMBELLIFERAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica (Linn.) Urban ชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นไทย ภาคเหนือและภาคอีสาน เรียก ผักหนอก ภาคใต้ เรียก ผักแว่น เป็นพืชล้มลุก อายุยืนหลายปี ลักษณะต้น หรือเถาเลื้อยตามผิวดิน มีข้อปล้อง ออกราก ใบ ดอก ผล เมล็ด ตามข้อ ใช้เป็นอาหาร เป็นผัก เป็นยาสมุนไพร และใช้นำไปขยายพันธุ์ปลูก ลักษณะของใบบัวบก เป็นใบเดี่ยว มีก้านใบยาว ชูใบคล้ายกางร่ม ใบที่มีลักษณะกลม ฐานเว้าลึก คล้ายรูปร่างของไต ขอบใบหยัก ผิวใบเรียบ ด้านล่างใบมีขนสั้นบางๆ ดอก ออกเป็นช่อ ออกจากข้อ คล้ายร่ม มีข้อละ 2-3 ช่อ แต่ละช่อมีดอก 3-4 ดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ สีม่วงอมแดง และจะเจริญเป็นผลเป
