เทคนิคเกษตร
“วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าซาโอริ” อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เกิดจากการช่วยเหลือและส่งเสริมอาชีพทอผ้าให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่ได้รับความเดือดร้อนภายหลังเหตุการณ์สึนามิที่เกิดเมื่อปี 2547 เป็นกลุ่มที่ใช้ศิลปะการทอด้วยมือจากจินตนาการและไอเดียส่วนตัวที่เรียกว่า “ซาโอริ SAORI” งานทอผ้าซาโอริ SAORI สร้างเอกลักษณ์ของงานแต่ละชิ้น ทั้งรูปแบบ ลวดลายผ้าแตกต่างไม่เหมือนใคร สร้างความสนใจเป็นที่ชื่นชอบของผู้รักงานผ้าทอ มีตลาดขายทั้งในจังหวัดพังงา งานแสดงสินค้าทั่วไป รวมไปถึงการส่งออกไปตลาดประเทศญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์ คุณอัจฉรา แดงฉัตร์ หรือ คุณแหม่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าซาโอริ ให้รายละเอียดว่า เดิมยังไม่ได้จัดเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นเพียงศูนย์ทอผ้าซาโอริ ที่จัดตั้งโดยมูลนิธิมายา โคตมี ซึ่งก่อตั้งโดย อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ที่เดินทางมาเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านจึงสร้างอาชีพให้กับกลุ่มผู้ประสบภัยด้วยการประสานไปยัง คุณมิซาโอะ โจ ผู้ก่อตั้งซาโอริ เพื่อขอสนับสนุนอุปกรณ์และมาสอนชาวบ้านทอผ้าซาโอริ คุณอัจฉรา อธิบายถึงการทอผ้าซาโอริว่า ซาโอริ (SAO
เมื่อเราพูดถึงอาหารไทย เรามักนึกถึง น้ำพริก (น้ำพริกปลาทู น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกหนุ่ม ฯลฯ) แกงต่างๆ เช่น แกงส้ม แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงป่า แกงเทโพ แกงเลียง ฯลฯ และเราก็รู้ว่าที่มาของอาหารไทยทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนเป็นอาหารวิเศษที่มาจากธรรมชาติ เพราะมีส่วนผสมจากสมุนไพรแทบทั้งสิ้น หากพูดถึงอาหารประจำท้องถิ่นในเมืองไทยของเรานั้น ยังมีอีกมากมายกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก เอาแค่ น้ำพริก กับผักจิ้มอย่างเดียว ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็มีการตำส่วนผสมแตกต่างกันไปหลายหลากมากถ้วยจนนักชิมทั้งหลายต้องบอกว่า…ชิมทั้งปีก็ไม่มีหมดว่างั้น! น้ำพริก จึงถือได้ว่าเป็นอาหารไทยเก่าแก่ชั้นคลาสสิกเลยทีเดียวเชียวหล่ะ! ความเป็นมาของน้ำพริก ถ้าจะลำดับความเป็นมาของ น้ำพริก คงต้องย้อนกลับไปเปิดตำราเก่าๆ ที่ว่าด้วยต้นกำเนิดของน้ำพริก ก็คือ พริกแห้งเผา แล้วโขลกละเอียดกับเกลือเม็ด เพราะเป็นของที่เก็บได้นานนั่นเอง! และหากมีการเดินทางไกลหรือการเดินป่า พริกกะเกลือ นี้แหล่ะที่เอามาละลายกับน้ำสักนิด ก็เป็น น้ำพริก กินกับผัก ที่พอจะเก็บหาได้สารพัดชนิดใกล้ๆ หรือรอบๆ ตัวเรา ผักอะไรที่หนอนกินได้ คนก็กินได้เช่นกัน…และถ้าอยากจะซดน้
ชื่ออื่นๆ พรหมตีนสูง, ขันหมากเศรษฐี ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema tenuipes Engl. วงศ์ : ARACEAE ว่านขันหมากป่า ในตำราฝรั่งบันทึกไว้ว่า อยู่ในจำพวก Aglaonema เช่นเดียวกับ เขียวหมื่นปี กวักทองคำ กวักใบลาย กวักมรกต ฯลฯ ที่เป็นไม้ประดับทั่วไปตามท้องตลาด แต่คงไม่มีว่านชนิดไหน หรือต้นไม้อะไรที่จะมีช่วงระยะเวลาการสุกของผลนานเท่ากับว่านขันหมากป่านี้อีกแล้ว โดยปกติผู้เขียนเองก็เป็นคนดื้อ ไม่ค่อยยอมเชื่ออะไรง่ายๆ จากการที่เคยอ่าน เคยศึกษาค้นคว้ามาบ้าง ถ้านับจากเมล็ดเริ่มงอกจนถึงต้นสมบูรณ์พอที่จะให้ลูกติดผลได้ก็ปาเข้าไป 6-7 ปีโน่น ด้วยเหตุและผลประมาณนี้เอง จากการที่ว่านขันหมากป่ามีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้ามากๆ จึงพอจะเป็นสมมุติฐานได้ว่า เมื่อตัวว่านขันหมากป่าเองยังแก่ช้า ก็ย่อมมีสรรพคุณชะลออายุ ชะลอความเหี่ยวชราได้เป็นอย่างดี มีส่วนจริงนะ ขนาดมะพร้าวต้นสูงๆ ผลโตกว่าว่านขันหมากป่าตั้งหลายเท่ากว่าจะแก่ยังใช้เวลาแค่ปีเดียวเอง แล้วเจ้าว่านนี่ผลเล็กนิดเดียวเท่าปลายก้อย ทำไมมันจึงได้สุกยากสุกเย็นพรรค์นี้ก็ไม่ทราบ ด้วยความอยากรู้ อยากพิสูจน์ จึงได้ขุดลงมาจากยอดเขาสองต้น ติดลูกเขียวๆ มาด้วยสองช่อ เอามาปลูก
ใครเป็นบ้าง! ซื้อผักสดมา หรือปลูกไว้กินเองเเต่เยอะจนกินไม่ทัน ตัดใจทิ้งทั้งที่ก็เสียดาย ยิ่งไปอยู่ต่างประเทศที่อยากจะเก็บผักไทยไว้รับประทานได้นานขึ้น พาส่องวิธีเก็บผักประจำบ้านงานนี้อยู่ได้เป็นปี ไม่ต้องทิ้งผักให้เสียดายกัน โดยวิธีการคือ การนำผักมาต้มไม่นาน และนำมาน็อคด้วยน้ำเย็น จากนั้นนำผักมาปั้นเป็นก้อนเพื่อสกัดน้ำออก และนำไปใส่ถุงซิปล็อคแช่ตู้เย็นที่ช่องฟรีซ โดยวิธีการนี้คนไทยในต่างแดนสามารถเก็บผักไว้กินได้เป็นปี โดยตัวอย่างที่นำมาให้ดูกันนี้สามารถนำมาประยุกต์ทำได้หลายประเภทผัก วิธีการชมในคลิป Youtube Tukata Hemphill เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563
มะอึก เป็นพืชในวงศ์เดียวกับ มะเขือพวงและมะแว้ง มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูงประมาณ 150-200 เซนติเมตร ใบคล้ายมะเขือพวงแต่ขนาดโตกว่าเล็กน้อย มีหนามตามลำต้นและกิ่งก้าน ผลมีขนาดโต กว่ามะเขือพวง ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนถึงสีแสดเมื่อผลสุก เอกลักษณ์ของมะอึกคือ ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ และผล จะปกคลุมด้วยขนอ่อนสีขาว ค่อนข้างยาวและหนากว่ามะเขือทุกชนิดที่คนไทยนำมาบริโภค ในอดีตคนไทยนิยมนำมะอึกมาปรุงเครื่องจิ้มต่างๆ เพราะมะอึกมีรสเปรี้ยว ใช้แทนมะนาวหรือมะขามได้ ทั้งยังสามารถนำไปปรุงในแกงที่ออกรสเปรี้ยว คนไทยนิยมนำมะอึกผลสุกมาประกอบอาหารมากกว่าผลดิบ รสชาติแม้จะมีรสเปรี้ยวเป็นหลัก แต่ก็มีรสและกลิ่นพิเศษเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง นอกจากนี้ มะอึก ยังเป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมชนิดหนึ่งของไทย ที่มีสรรพคุณในทางยาได้อีกด้วย เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559
มีหลากหลายสมุนไพรที่ช่วยในการรักษาโรคและให้คุณประโยชน์ในด้านต่างๆ อย่างน่าสนใจ ขิงถือว่าเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติและกลิ่น ซึ่งไม่ว่าจะนำขิงมาทำเป็นเครื่องดื่ม ดัดแปลงและแปรรูปเป็นเมนูของหวานต่างๆ ก็ล้วนให้สรรพคุณที่ดีต่อร่างกายทีเดียว รู้จักสมุนไพรขิง ขิง (ginger) สมุนไพรที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อีกทั้งยังมากมายไปด้วยสรรพคุณทางยาที่ช่วยในการรักษาโรคได้เป็นอย่างดี รสชาติของขิงจะเผ็ดร้อน หากแต่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต เส้นใย และโปรตีน ทุกส่วนของขิง เช่น ราก เหง้า ต้น แก่น ดอก ใบ และผล ก็ล้วนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด คุณค่าทางโภชนาการของขิง ในส่วนของขิง 100 กรัม ให้คุณค่าทางโภชนาการดังนี้ พลังงาน 25 กิโลแคลอรี โปรตีน 0.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.4 กรัม ไขมัน 0.6 กรัม เส้นใยอาหาร 0.8 กรัม ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม แคลเซียม 18 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 10 ไมโครกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม ไทอามีน 0.02 ม
“มะรุม” เป็นพืชผักพื้นบ้านที่ปลูกกันแพร่หลายทั่วไป การปลูกมะรุมไว้ที่บ้านเมื่อก่อนโบราณเขาถือ เชื่อว่าถ้าปลูกจะเกิดปัญหาวุ่นวาย ความยุ่งยากมารุมมาตุ้ม จึงนำไปปลูกไว้ริมรั้ว สมัยนี้เห็นมีปลูกกันในบ้านเยอะแยะ เป็นไม้ที่มีเสน่ห์มาก เพราะคนทั่วไปรู้คุณค่า คุณประโยชน์ที่มีมากมายในมะรุม บ้านเราตอนนี้ มีผักพื้นบ้านหลายชนิดที่ชาวบ้านได้เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของพืชผักต่างๆ มาอย่างแท้จริง มีการใช้ประโยชน์จากผักมากมายหลายมิติทั้งทางนิเวศและวัฒนธรรม ด้านอาหาร ด้านยารักษาโรค ด้านประโยชน์ใช้สอย ด้านประเพณีพิธีกรรมความเชื่อและด้านเศรษฐกิจ สิ่งแรกที่มนุษย์ให้ความสำคัญคงหนีไม่พ้นเรื่อง อาหารการกิน เรื่องกินเรื่องใหญ่ มนุษย์อยู่รอดทุกวันนี้เจริญเติบใหญ่ก็เพราะกินอาหาร พืชผักถูกใช้ปรุงเป็นอาหารหรือกินสดๆ เมื่อกินเข้าไปในร่างกายก็จะเกิดประโยชน์ทางโภชนาการเป็นยาสมุนไพร ให้ใยอาหาร เป็นต้น ผักพื้นบ้าน หมายถึง พรรณพืชผักพื้นบ้านหรือพรรณไม้พื้นเมืองท้องถิ่นที่ชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นผัก ตามวัฒนธรรมการบริโภคของท้องถิ่นมีอยู่ในแหล่งธรรมชาติป่าเขา ริมน้ำ ริมห้วย หนอง คลอง บึง ในสวนนาไร่ หรือนำมาปลูกไว้ใกล้บ้านและ
อัตราส่วนของส่วนผสมในการทำไข่เค็ม ไข่เป็ดสดประมาณ 37-40 ฟอง ดินสอพอง 1.2 กิโลกรัม เกลือป่น 375 กรัม น้ำสะอาด วิธีการทำ นำไข่เป็ดมาทำความสะอาด จากนั้นผึ่งทิ้งไว้ให้เปลือกแห้ง นำดินสอพองใส่ในกะละมัง เติมน้ำสะอาดลงไป แช่ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นเทน้ำที่แช่ดินสอพองออกให้หมด เหลือไว้แต่ดินสอพอง เติมเกลือป่นลงไปในดินสอพอง คนให้เกลือป่นละลายจนเป็นเนื้อเดียวกันกับดินสอพอง จากนั้นนำไข่เป็ดสดลงไปจุ่มกับดินสอพอง เมื่อดินสอพองพอกทั่วทั้งฟองไข่แล้ว นำไข่ไปคลุกกับขี้เถ้าหรือใบเตยสับอีกครั้งหนึ่งตามที่ต้องการ จากนั้นนำไข่มาวางในตะกร้าหรือภาชนะที่เตรียมไว้ ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน เมื่อครบกำหนดเวลาก็นำมาต้มกินได้ หรือจะทำขายเป็นรายได้ได้เช่นกัน เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560
การสร้างเสน่ห์ให้กับตนเองด้วยการดูแลรักษาร่างกายให้สะอาดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เป็นสิ่งที่ทุกคนทำเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในการดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษ เพราะของดีราคาถูกนั้นมักจะไม่ค่อยพบได้ง่ายนัก และแทบจะหาตัวอย่างไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ แป้ง ยาสีฟัน ยาสระผม ครีมนวดผม ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกมากกว่าผลิตภัณฑ์อื่นที่มีวางขายอยู่ในท้องตลาด เราควรมีข้อคิดและควรจะดูให้ดี เพราะผลิตภัณฑ์นั้นอาจหมดอายุหรือมีคุณภาพไม่ดี อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ การดูแลความสะอาดของเส้นผมก็เช่นเดียวกัน เราควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ดูลักษณะสี กลิ่น ส่วนประกอบ จนกระทั่งวันเดือนปีที่ผลิต ผู้ผลิต ว่าเชื่อถือได้หรือไม่ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะมาดูแลเส้นผม ซึ่งได้แก่ ยาสระผม ครีมนวดผม น้ำมันแต่งผม หรืออื่นๆ จะต้องมีความละเอียดรอบคอบ ถ้าเราเลือกของที่คุณภาพไม่ดี นอกจากจะทำให้สุขภาพเส้นผมเสียแล้ว บางครั้งก็เป็นอันตรายต่อหนังศีรษะ ใบหู ใบหน้า บางคนอาจจะมีอาการแพ้เป็นเม็ดผื่นขึ้นตามบริเวณศีรษะและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งถ้าเกิดอาการเหล่านั้นแล้ว การรักษาก็มักจะต้
เมืองไทยโชคดีที่เป็นแผ่นดินทองทางการเกษตร มีพืชผักผลไม้ให้กินตลอดทั้งปี แถมผลไม้ไทยก็มีรสชาติอร่อย ถูกอกถูกใจผู้ซื้อทั่วโลก แต่ยามใด ผลผลิตมีมากจนล้นตลาด เกษตรกรชาวสวนผลไม้ก็ยิ้มไม่ออก เพราะขาดทุน ขายผลผลิตไม่ได้ราคา ผลไม้ส่วนใหญ่เก็บรักษาคุณภาพไว้ได้ไม่นาน ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือ การแปรรูปผลผลิตเพื่อยืดอายุการขาย แถมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าได้อีกหลายเท่าตัว ปัจจุบัน หลายจังหวัดทั่วไทยต่างหันมาปลูก “เงาะ” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจกันอย่างแพร่หลาย แต่คุณภาพสินค้ายังสู้ “เงาะโรงเรียนนาสาร” จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อร่อยขั้นเทพ!! ไม่ได้ เงาะโรงเรียนนาสารถูกยกย่องว่าเป็นเงาะที่อร่อยที่สุดในโลก โดยคุณลักษณะเด่นเฉพาะของเงาะโรงเรียนนาสาร คือ ผลทรงกลม เปลือกบาง ขนบริเวณโคนมีสีแดง ปลายขนสีเขียว เนื้อแน่นหนา สีขาว หวาน กรอบ เมล็ดล่อน รสชาติหวาน หอม พื้นที่ปลูกเงาะของจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ที่ประมาณ 25,974 ไร่ โดย 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงาะโรงเรียน และอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงาะสีทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลิตเงาะโรงเรียนป้อนเข้าสู่ตลาดได้มากกว่าปีละ 20,000 ตัน ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมไปจนถึงช่วงกันยายน เงาะโ
