News
“สุริยะ“ แจงกระแสข่าวโครงการรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า 500 คัน วงเงินคันละ 16 ล้านบาท ไม่เป็นความจริง ชี้เป็นการนำงบประมาณหลายส่วนมาคำนวณคลาดเคลื่อน ยืนยันโครงการต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการและคำนึงถึงประโยชน์เกษตรกรเป็นหลัก พร้อมเผยรถเกี่ยวข้าวมีอายุใช้งานเฉลี่ย 14 ปี หากพัฒนาเป็นระบบไฟฟ้าได้ จะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีมีกระแสข่าวเกี่ยวกับโครงการจัดหารถเกี่ยวข้าวระบบไฟฟ้า (EV) จำนวน 500 คัน ว่ามีการนำตัวเลขงบประมาณมาคำนวณจนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นที่กล่าวว่า รถเกี่ยวข้าวไฟฟ้ามีราคาคันละ 16 ล้านบาท ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง นายสุริยะกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการพิจารณาโครงการต่างๆ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ตัวเลขงบประมาณที่ปรากฏในข่าวบางส่วนเป็นการนำวงเงินจากหลายรายการมารวมคำนวณ จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับต้นทุนต่อคัน สำหรับข้อเสนอการจัดหารถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า จำนวน 500 คันนั้น ยังต้องผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนและกลไกของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยจะต้อง
กว่า 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เปลี่ยนการเลี้ยงโคนมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย ให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมวางรากฐานระบบสหกรณ์จนเติบโตเป็นอุตสาหกรรมโคนมไทย และนำมาสู่การถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” หลังเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์กใน พ.ศ. 2503 และทอดพระเนตรกิจการฟาร์มโคนม ได้เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การเกษตรกรรมของเดนมาร์กในการจัดตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ก ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 โดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กทรงร่วมเป็นประธานในพิธี แต่วันนี้ “การเลี้ยงโคนม” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดจาก 22,507 ราย ในปี 2566 เหลือ 15,683 ราย ในปี 2568 หรือลดลงราว 30% ขณะที่จำนวนโคนมลดจาก 774,461 ตัว เหลือ 560,551 ตัว และกว่า 96% ของฟาร์มทั่วประเทศเป็นฟาร์มรายย่อยและรายเล็ก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์ใหญ่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอท็อปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์ พัฒนาการจังหวัดปทุมธานี ให้การต้อนรับ นายอามีร์ คาสรู มะห์มูด โชว์ดรูรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะผู้แทนจำนวน 20 คน ซึ่งเดินทางมาศึกษาดูงานโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการ การเดินทางเยือนประเทศไทยของคณะผู้แทนจากบังกลาเทศเกิดขึ้นในช่วงการเข้าร่วมประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกประจำปี 2569 โดยจังหวัดปทุมธานีได้ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี ใช้พื้นที่บริเวณพิพิธภัณฑ์บัวเป็นสถานที่จัดกิจกรรมต้อนรับ เพื่อแสดงศักยภาพและแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของจังหวัด บรรยากาศการศึกษาดูงานมีการนำเสนอวีดิทัศน์แนะ
กระแส “Global Taste” กำลังเปิดโลกของรสชาติให้ผู้บริโภคไทยได้ลองสินค้าและประสบการณ์ใหม่จากทั่วโลก ขณะเดียวกัน เทรนด์สุขภาพก็ทำให้การเลือกกินดื่มเปลี่ยนไป ผู้บริโภคจึงมองหาทั้งรสชาติ ความหลากหลาย และทางเลือกที่เข้ากับไลฟ์สไตล์มากขึ้น กลายเป็นโอกาสของแบรนด์ระดับโลกในการเข้าถึงตลาดไทยด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มากกว่าเดิม บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS ในกลุ่มบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงจับมือกับ Kraft Heinz (Kraft Foods Group Exports LLC) บริษัทอาหารและเครื่องดื่มจากสหรัฐอเมริกา ลงนาม MOU เพื่อศึกษาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยเริ่มจากการนำ 4 แบรนด์ ได้แก่ Crystal Light, MiO, A.1. Steak Sauce และ Bull’s-Eye BBQ Sauce เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน และศึกษาการขยายตลาดไปยังเขตเศรษฐกิจในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิกที่ CPFGS มีฐานธุรกิจอยู่ พิธีลงนามจัดขึ้น ณ C.P. Tower 2 โดยมี นายสุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการอาวุโส และรักษาการกรรมการผู้จัดการธุรกิจการค้าในประเทศ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้
แม็คโครผู้นำธุรกิจค้าส่งภายใต้บริษัทซีพีแอ็กซ์ตร้าจำกัด (มหาชน) เดินหน้าประสานความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย หลังจากให้ความช่วยเหลือในระยะแรกผ่านการส่งมอบถุงยังชีพ โดยเริ่มนำร่องที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อร่วมกันวางแนวทางฟื้นฟูพื้นที่และสนับสนุนให้ชุมชนและผู้ประกอบการกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมเตรียมขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ นายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่งบริษัทซีพีแอ็กซ์ตร้าจำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารและทีมงาน เข้าหารือร่วมกับ นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด เพื่อร่วมกำหนดแนวทางฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำลดให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสม และการสนับสนุนให้ผู้ป
อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาโรคระบาดเรื้อรัง ต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของตลาดส่งออก และล่าสุดคืออุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อฟาร์มเลี้ยงกุ้งในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้ว ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น พื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตกุ้งสำคัญ คิดเป็นราว 20% ของพื้นที่เลี้ยงกุ้งทั้งหมดของประเทศ ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก หลายฟาร์มไม่สามารถรับมือได้ทัน ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากอุทกภัยก่อนหน้า ส่วนภาคกลางยังคงเผชิญความเสี่ยงจากมวลน้ำที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ ทำให้ภาพรวมการผลิตกุ้งของประเทศเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจะพลิกฟื้นไปถึงเป้าหมายจึงดูเลือนราง น้ำท่วมเสียหายเฉียด 2 หมื่นล้าน ล่าสุด นายสมประสงค์ เนตรทิพย์ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย พร้อมพันธมิตร นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และที่ปรึกษาสมาคมกุ้งไทยและคณะ แถลงข่าวประเมินความเสียหายเบื้องต้น จากน้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ ไว้ที่ 16,500-22,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลก
กรมส่งเสริมการเกษตร ผนึกกำลังคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย รับฟังปัญหาเกษตรกร พร้อมถ่ายทอดความรู้ “กู้พืช หยุดโรค ฟื้นราก หลังน้ำลด” ผ่าน Facebook Live กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรนำองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญไปใช้ฟื้นฟูพืช ดิน และรากพืชอย่างถูกวิธี ลดความเสียหายจากโรคและศัตรูพืชหลังน้ำลด และช่วยให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์อุทกภัยตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 7 ตุลาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรใน 50 จังหวัด มีเกษตรกรคาดว่าจะได้รับความเสียหายประมาณ 170,000 ราย และมีพื้นที่คาดว่าเสียหายรวมประมาณ 1.81 ล้านไร่ แบ่งเป็นนาข้าวประมาณ 1.38 ล้านไร่ พืชไร่และพืชผักประมาณ 303,000 ไร่ และไม้ผลไม้ยืนต้นประมาณ 29,878 ไร่ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการสำรวจความเสียหาย การช่วยเหลือเยียวยา และการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพราะการที่น้ำลดไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะสิ้นสุดซึ่งพืชที่ผ่า
กรุงเทพฯ – กระทรวงพาณิชย์เปิดภาพการทำงานของ “ใกล้เก็บเกี่ยว” เครื่องมือใหม่ที่จะเปลี่ยนข้อมูลจากการใช้ติดตามสถานการณ์ สู่การ “คาดการณ์ล่วงหน้า” โดยใช้ระบบหัวเว่ยคลาวด์ ผ่านระบบ คลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) พร้อมกำหนดแผนการใช้เทคโนโลยี AI เชื่อมโยงข้อมูลผลผลิต ราคา และพื้นที่จากหลายหน่วยงานให้เป็นภาพเดียวกัน เพื่อให้ภาครัฐรู้เร็วขึ้นว่าผลผลิตจะออกเมื่อไร พื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และราคาเริ่มส่งสัญญาณอย่างไร ก่อนนำไปสู่มาตรการที่ตรงจุดและทันเวลา นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ความท้าทายของการบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือข้อมูลสำคัญกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานและแต่ละชุดมีจุดแข็งแตกต่างกัน โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การนำ Technology & AI มาเชื่อมโยงและประมวลผลข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้มองเห็นสถานการณ์ได้ครบถ้วน ถูกต้อง และแม่นยำยิ่งขึ้น “เราไม่ได้ต้องการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม แต่ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลและบูรณาการข้อมูลที่มีอยู่ให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบ
บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย และผู้ส่งมอบโซลูชันทางการเกษตร หรือ “โซลูชัน โพรไวเดอร์” (Solution Provider) นำโดยคณะผู้บริหารและพนักงานร่วมกิจกรรม “เจียไต๋อาสา ปันน้ำใจ” จัดเตรียมและส่งมอบถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่มแก่เกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านการดำรงชีวิต พร้อมส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้ประสบภัย คณะผู้บริหารและพนักงาน “เจียไต๋อาสา” ได้ร่วมแรงร่วมใจบรรจุสิ่งของจำเป็นลงในถุงยังชีพ ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ก่อนนำความช่วยเหลือลงสู่พื้นที่ซึ่งครอบคลุมพี่น้องเกษตรกรและประชาชนผู้ประสบอุทกภัยรวม 400 ครัวเรือน โดยในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เจียไต๋ได้ประสานความร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรบางน้ำเปรี้ยว จำกัด ขณะที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ได้ร่วมกับร้านสำรวยบริการ พันธมิตรในท้องถิ่นเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่เกษตรกรและประชาชนผู้ประสบภัยในแต่ละพื้นที่ กิจกรรม “เจียไต๋อาสา ปันน้ำใจ” ในครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจของเจียไต๋ในการเคียงข้างเกษตรกรและชุมชนอย่างต่
ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายบัญชี การเงิน และการตลาดต่างประเทศ และเลขานุการประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารธุรกิจครอบครัวในหัวข้อ “ลุกขึ้นใหม่ในวันที่บ้านล้ม” บนเวที “ทำที่บ้าน Fam Day 2026 : ขึ้นบ้านใหม่” Presented by LINE for Business โดยเปิดมุมมองการรับมือวิกฤตและการฟื้นฟูธุรกิจ หลังสหฟาร์มเผชิญภาระหนี้สินกว่า 15,000 ล้านบาท พร้อมชี้แนวทางการก้าวต่อจากวิกฤต ด้วยการยอมรับสถานการณ์อย่างมีสติ มุ่งแก้ปัญหา และมองหาโอกาสใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ดร.จารุวรรณ กล่าวว่า การเติบโตในฐานะทายาทธุรกิจไม่ได้หมายถึงการได้รับความพร้อมทุกด้านตั้งแต่ต้น หากแต่ต้องเรียนรู้จากการทำงานจริงและผ่านสถานการณ์ทางธุรกิจที่มีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง โดยหลักคิดสำคัญที่ได้รับการถ่ายทอดจาก ดร.ปัญญา โชติเทวัญ ผู้เป็นบิดา คือสัจธรรมของการทำธุรกิจว่า “มีขึ้นก็ต้องมีลง มีรวยก็ต้องมีจน” ซึ่งทำให้การเผชิญวิกฤตต้องเริ่มจากการยอมรับความจริง ก่อนมองหาแนวทางในการแก้ไขและสร้างโอกาสใหม่ “ที่บ้านสุขาวดี จะมีพระพุทธรูปมือขวาชี้ฟ้า มือซ้ายชี้ดิน แสดง
TBC เดินหน้าส่งเสริมการรีไซเคิลกระป๋องอะลูมิเนียมหลังการบริโภค ร่วมกับบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในประเทศไทย ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคและการสนับสนุนผู้เก็บกลับและคัดแยก (Collector) บรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เพื่อให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย และกลายเป็นพลังสำคัญในการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม บริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด หรือ ทีบีซี (TBC) ในบทบาทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มอะลูมิเนียมรายใหญ่ในไทย ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้ผู้บริโภคคัดแยกกระป๋องหลังการบริโภคเพื่อส่งคืนเข้าระบบรีไซเคิล ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่ โดยอะลูมิเนียมเป็นวัสดุที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ไม่จำกัดครั้งโดยไม่สูญเสียคุณภาพ ซึ่งการคัดแยกกระป๋องใช้แล้วอย่างถูกต้องจะช่วยรักษามูลค่าของวัสดุ และเปิดโอกาสให้อะลูมิเนียมสามารถกลับเข้าสู่วงจรการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในระยะย
เนื่องในวันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็น “วันล้างมือโลก” (Global Handwashing Day) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการล้างมืออย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและสร้างสุขอนามัยที่ดีในชีวิตประจำวัน บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายพิภพ โชควัฒนา กรรมการบริษัทฯ เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของคนไทย ผ่านการจัดกิจกรรม “คิเรอิ คิเรอิ Global Handwashing Day Run วิ่งด้วยใจ ให้มือน้องสะอาด ปี 3” พร้อมสนับสนุนผลิตภัณฑ์โฟมล้างมือคิเรอิ คิเรอิ ให้แก่ 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า สถาบันบำราศนราดูร และมูลนิธิยุวรักษ์ รวมถึงมอบเงินสนับสนุนแก่กรมอนามัยอีก 1 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 6 หน่วยงาน คิดเป็นมูลค่ารวม 2,282,200 บาท เพื่อร่วมส่งต่อความสะอาดและสนับสนุนการสร้างสุขอนามัยที่ดีให้แก่ประชาชน การสนับสนุนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการล้างมืออย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการป้องกันโรคและลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของเชื้อโรค
เทศกาลกินเจปีนี้ “มาม่า” ชวนเติมความอร่อยให้ทุกมื้อไม่จำเจ กับผลิตภัณฑ์มาม่าเจหลากหลายรสชาติ ทั้งแบบซองและแบบคัพ ตอบโจทย์คนกินเจที่มองหาความสะดวกและความหลากหลาย พร้อมออกบูธจำหน่ายสินค้าในงาน “ประเพณีงานเจ เยาวราช 2569” ระหว่างวันที่ 9-18 ตุลาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “แรงบันดาลใจและศรัทธา…ตำนานความเชื่อ สู่วัฒนธรรมที่ยั่งยืน” พร้อมโปรโมชันราคาพิเศษเฉพาะภายในงาน นางสาวณัฐฐิญา ดำขำ ผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ แบรนด์มาม่า บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC เปิดเผยว่า “มาม่า” พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในช่วงเทศกาลกินเจ ด้วยผลิตภัณฑ์มาม่าเจที่มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบซอง ได้แก่ รสเห็ดหอมและรสต้มยำ และแบบคัพ ได้แก่ เจรสเต้าหู้เห็ดหอม เจรสต้มยำ และเส้นหมี่ต้มยำเจ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความสะดวกในการเตรียมมื้ออาหาร พร้อมเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความชอบและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน สำหรับงาน “ประเพณีงานเจ เยาวราช 2569” ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสบรรยากาศเทศกาลกินเจ พร้อมเลือกชิมอาหารเจจากร้านอาหารและสตรีตฟู้ดเจกว่า 100 ร้านค้าบนถนนเยาวราช รวมถึงกิจกรรมไฮไลต์อย่างเมนูเจกระทะใหญ่ “ผัด
จากสถานการณ์อุทกภัยขั้นวิกฤตในหลายพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การเดินทาง และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง วิหารกวนอิม อี่ ทง เทียน ไท้ มีความห่วงใยต่อผู้ได้รับผลกระทบ จึงเร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ สำหรับช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ วิหารกวนอิม อี่ ทง เทียน ไท้ ได้จัดกิจกรรมสวดมนต์เย็นในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน ตลอดเทศกาลเจ ตั้งแต่วันที่ 10-18 ตุลาคม 2569 และยังคงเปิดให้เข้าสักการะตามปกติ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถเดินทางมาสักการะองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมเพื่อความเป็นสิริมงคลได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น. วิหารกวนอิม อี่ ทง เทียน ไท้ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนและดำเนินการเร่งให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมส่งกำลังใจให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทุกท่านให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายสู่ภาวะปกติในเร็ววัน
กรุงเทพฯ 15 ตุลาคม 2569 – บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต่อยอดความร่วมมือจัดกิจกรรม “มื้อนี้หมดจาน” ปีที่ 2 ชูแนวคิด Wise Bites (การวางแผนการกินอย่างชาญฉลาด) เชิญชวนคนไทยร่วมสร้างอนาคตความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนพร้อมกันทั่วประเทศ 16 ตุลาคม 2569 เนื่องในวันอาหารโลก (World Food Day) และวันก่อตั้งองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) มุ่งเน้นกระตุ้นการสร้างนิสัยการบริโภคอย่างยั่งยืนให้เป็นวาระแห่งชาติผ่านการบูรณาการพฤติกรรมที่นำมาสู่การสร้างวัฒนธรรมการบริโภคอย่างรับผิดชอบในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรม ในปี 2568 ที่ผ่านมาสยามคูโบต้า กับ พันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำคัญอย่าง สสส. ขับเคลื่อนแคมเปญ “Small Actions Change the World” ชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมกิจกรรม “มื้อนี้หมดจาน” ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดียิ่งจากหลายภาคส่วน ผ่านการผนึกกำลังในการสร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยหันมาร่วมเปลี่ยนโลก โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมบนช่องทางออนไลน์กว่า 1,500 คน ทำให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยถ
ไบเออร์ โดยความร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit: GIZ) และสภาธุรกิจเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ (Business Council for International Understanding: BCIU) จัดงานเสวนา “Securing the Future of Rice: Innovation and Partnerships Advancing Food Security, Climate Resilience and Low-Carbon Rice Systems” ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรด้านการพัฒนาการเกษตร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของการผลิตข้าวในเอเชีย ข้าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกและเป็นรากฐานในการดำรงชีวิตของเกษตรกรหลายล้านคน แต่การผลิตข้าวกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นในด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจากภาครัฐ องค์กรพหุภาคี สถาบันวิจัย ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อหาแนวทางการขยายผลระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในภูมิภาค ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนมุมมองว่
(14 ตุลาคม 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการต้อนรับคณะผู้แทนและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ในโอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมชมงานวิจัยและเทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริงของไบโอเทคและหน่วยงานภาคี ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างและขยะพลาสติกในไร่นา ซึ่งทำให้ดินเสื่อมโทรมและส่งผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค โดยมี ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และ Ms. Helena Rey ผู้จัดการโครงการ GEF FARM Global Programme จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมระดับสากล “Global Forum 2026: FARM the Transition” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ตุลาคมนี้ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และกลไกทางการเงิน ในการลดใช้สารเคมีเกษตรอันตราย พลาสติกทางการเกษตร และมุ่งสู่การบริหารจัดการศัตรูพืชอย่างยั่งยืนในระดับ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ วงเงินงบประมาณรวม 12,656 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2574 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นของประชาชน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สำหรับโครงการนี้จะเชื่อมโยงแหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ผ่านอ่างเก็บน้ำหนองค้อ ไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1. สถานีสูบน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อส่งน้ำเข้าสู่ระบบผันน้ำ 2. ระบบท่อส่งน้ำระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร เชื่อมจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ จังหวัดชลบุรี และ 3. ปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิมประมาณ 5.35 กิโลเมตร เชื่อมจากอ่างเก็บน้ำหนองค้อไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ
รายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ช่วงปี 2015-2025 เป็น 11 ปีที่โลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก ในขณะที่ดัชนี Climate Risk Index 2026 ชี้ว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วเป็นอันดับ 17 ของโลก ขณะที่ประเทศไทยมีความพร้อมในการปรับตัวอยู่ในอันดับที่ 123 จาก 192 ประเทศ ตามการจัดอันดับของ ND-GAIN สอดคล้องกับการประเมินของธนาคารโลกว่าหากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม ผลกระทบจาก Climate Change อาจฉุด GDP ไทยลดลงถึง 7-14% ภายในปี 2050 ความท้าทายที่กล่าวมายังทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อประชาคมโลกยกระดับมาตรการและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป ตลอดจนข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากประเทศที่มีบทบาททางเศรษฐกิจสูง อาทิ จีนและสิงคโปร์ เวทีการค้าโลกจึงกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันเพียง
ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” ในปัจจุบันยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการปลูกป่า รายการ Climate Talk EP3 : “เรื่องจริง T-VER คาร์บอนเครดิต” โดย ดร.ปราณี หนูทองแก้ว ผู้จัดการสำนักรับรองคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ได้มาให้ข้อมูลและไขข้อข้องใจอย่างชัดเจนในทุกประเด็น ดังนี้ ดร.ปราณี หนูทองแก้ว ได้เริ่มต้นอธิบายถึงหัวใจสำคัญว่า “คาร์บอนเครดิต คือ รางวัลจากการที่เราทำโครงการหรือกิจกรรมที่ช่วยลด หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก” ซึ่งการจะนับเป็นคาร์บอนเครดิตได้นั้น ผลการลดก๊าซเรือนกระจกจะต้องได้รับการรับรองจากเจ้าของมาตรฐานเสียก่อน ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีมาตรฐานคาร์บอนเครดิตระดับประเทศเพียงมาตรฐานเดียว คือ “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER โดยมี อบก. (TGO) เป็นหน่วยงานเดียวที่เป็นเจ้าของกลไกการขึ้นทะเบียนและรับรองเครดิตในประเทศไทย แล้วหน่วยของคาร์บอนเครดิต คืออะไร สำหรับหน่วยของคาร์บอนเครดิตในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานภายใต้ UNFCCC ,
