อื่นๆ
บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด (CPI) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการส่งออกข้าวไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน ด้วยการคว้ารางวัล Prime Minister’s Export Award 2025 ประเภทรางวัล”ผู้ส่งออกยอดเยี่ยมด้านความยั่งยืน” (Best Green & Sustainable Exporter) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการมอบรางวัลในสาขานี้ โดยมี คุณธรรมวิทย์ ศรีเกริกกริช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลจากคุณจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ กระทรวงพาณิชย์ รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ CPI ในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) ของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความรับผิดชอบต่อสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเน้นการผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงในกระบวนการที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงงานผลิต และบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ นวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทได้แก่ และมาพร้อมกับบรรจุภัณฑ์หลากหลายแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค อาทิ ข้าวรักษ
บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี ตอกย้ำผู้นำด้าน Location Intelligence อีกขั้น ด้วยการสาธิตศักยภาพ ArcGIS ที่ใช้งานจริงในภารกิจช่วยเหลือเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากแผ่นดินไหว ในงาน Thai GIS User Conference 2025 (TUC 2025) ที่เชื่อมโยงข้อมูลให้ทุกหน่วยงานเห็น “ภาพเดียวกัน” สนับสนุนการตัดสินใจร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ โดยงานนี้มีผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และภาคการศึกษากว่า 1,000 คน เข้าร่วมอัปเดตเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงโซลูชันด้านอื่นที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ อาทิ สาธารณูปโภค พลังงาน และ เมืองอัจฉริยะ เป็นต้น ภายใต้ธีม “GIS – Integrating Everything, Everywhere” ชูความสำคัญของการบูรณาการข้อมูลจากทุกส่วน รับมือทุกวิกฤตและความท้าทาย เร่งเครื่องการพัฒนาประเทศในทุกมิติอย่างยั่งยืน แพร พันธุมวนิช ประธานบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “งาน TUC 2025 คือเวทีที่กำหนดทิศทางการใช้ GIS ของประเทศไทย เพราะเรามองว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือทำแผนที่แต่คือแพลตฟอร์มกลางที่บูรณาการเชื่อ
ภายหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งปรากฏว่า “กรมส่งเสริมสหกรณ์” ได้รับผลคะแนน 98.40 คะแนน จัดเป็นหน่วยงานระดับ “ผ่านดีเยี่ยม” คว้าอันดับ 1 ของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และอันดับ 10 ของประเทศ ในประเภทกรมหรือเทียบเท่า นอกจากนี้ คะแนน 98.40 ยังเป็นคะแนนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ารับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) อีกด้วย ด้านนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตนได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของการประเมิน ITA จึงได้มีการมอบนโยบายในการแต่งตั้งคณะทำงานคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อมอบหมายให้ผู้บริหารภายในหน่วยงานแต่ละกอง/สำนัก เข้ามามีบทบาท หน้าที่รับผิดชอบ และมีส่วนร่วมในการประเมิน ITA เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีการสร้างความเ
ร่วมส่งมอบความอบอุ่นของเทศกาลวันแม่! บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน จัดกิจกรรมสุดสร้างสรรค์เพื่อมอบช่วงเวลาดี ๆ ในเดือนแห่งวันแม่กับ “CPRAM FOOD STATION ตอน อุ่นรักกับคัพเค้ก” โดยนำผู้โชคดีจากกิจกรรมทางเฟซบุ๊กซีพีแรม และสังคมไทย ไร้ Food Waste เปิดเวิร์กช็อปทำคัพเค้กสุดน่ารักจาก “เลอแปง” หนึ่งในเมนูอร่อยคุณภาพจากซีพีแรม นำโดยผู้ประกาศข่าวหนุ่มหล่อชื่อดัง “แคน – อติรุจ กิตติพัฒนะ” มาร่วมเติมรอยยิ้ม สร้างสีสัน และส่งต่อพลังบวกกันอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมร่วมแบ่งปันเคล็ดลับทางโภชนาการที่ให้ทั้งคุณค่าต่อร่างกายและช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ทำให้บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน และความรักที่ถ่ายทอดผ่านกลิ่นหอมของคัพเค้กที่ทำขึ้นด้วยหัวใจของทุกคน และไฮไลท์ของกิจกรรมครั้งนี้อยู่ที่เมนู “Cupcake of Love” ที่ครีเอทจากคัพเค้กเลอแปงหลากหลายรสชาติยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น คัพเค้กกล้วยหอมเลอแปง, คัพเค้กสอดไส้รสส้มเลอแปง, คัพเค้กกล้วยหอมสอดไส้คาราเมลเลอแปง และคัพเค้กรสช็อกโกแลตเลอแปง ซึ่งผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปได้มีโอกาสตกแต่งและใส่ความตั้งใจลงไปในทุกชิ้น
กรมการข้าว ได้เล็งเห็นถึงความเดือนร้อนของเกษตรกร จากผลกระทบอุทกภัยน้ำท่วม ซึ่งใน ปี 2567 จังหวัดพะเยา คือ 1ใน 17 จังหวัดของภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและน้ำป่าไหล หลาก โดยมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจำนวน ๗,๕๗๗ ครัวเรือน พื้นที่เสียหายจำนวน 64,548.69 ไร่ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือนร้อนให้กับเกษตรกร กรมการข้าว จึงได้จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งเป็นแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบอุทกภัย หลังน้ำลด ให้มีรายได้มากขึ้น จากการสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยลดค่าใช้จ่าย ในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร เพื่อฟื้นฟูให้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าวหลังน้ำลด โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 931,944 กิโลกรัม สารชีวภัณฑ์ จำนวน 14,618,430 กรัม ปุ๋ยอินทรีย์เหลว (ชนิดน้ำ) จำนวน 14,618,430 มิลลิลิตร และปุ๋ยเคมี จำนวน 3,105,133 กิโลกรัม ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบอุทกภัย ปี 2567 และเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร ลดต้นทุนการผลิตข้าวและมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน ส่วนการใช้ชีวภัณฑ์จะเป็น
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 เสริมศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ฟื้นฟูเกษตรกร ผู้ประสบอุทกภัย จ.พะเยา กรมการข้าวจัดงาน “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย” ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2568 โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม ตำบลดอนศรีชุม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีปัจจัยการผลิตในการเพาะปลูกข้าว หลังน้ำลด และให้มีรายได้มากขึ้น นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบในปี 2567 รัฐบาล จึงได้เร่งดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยบรรเทา ความเดือดร้อนและฟื้นฟูให
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เผยผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ 2568 ได้คะแนน 96.83 คะแนน อยู่ในระดับ “ผ่านดี” เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ได้ 93.11 คะแนน จากการประเมินโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ⚖️ และคณะกรรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสฯผลคะแนนดังกล่าวส่งให้ ARDA ครองอันดับ 1 ขององค์การมหาชนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และอันดับ 6 ขององค์การมหาชนทั่วประเทศ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ในปีนี้มีหน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมินรวม 8,317 หน่วยงานโดยมีหน่วยงานผ่านเกณฑ์ 7,832 หน่วยงาน (94.17%) และคะแนนประเมิน ITA ของ ARDA ที่เพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนถึงความทุ่มเทของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับ ที่ยึดมั่นในคุณธรรม ความโปร่งใส และพร้อมรับการตรวจสอบ เพื่อเดินหน้าสู่การเป็น Good Governance Organization ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน “ผมขอยกความสำเร็จนี้ให้กับพี่น้องชาว ARDA ทุกคน ที่ช่วยกันนำความรู้และความสามารถมาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต
สมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยผนึกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทยและเครือข่ายพันธมิตร จัดเสวนาหัวข้อ “พลิกวิกฤตสงครามการค้า สู่โอกาสใหม่ SMEs ไทยเติบโตยั่งยืน” นักวิชาการชี้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่จากมุ่งรับผลิต (OEM)เป็นการสร้างแบรนด์ตัวเอง ขณะนายกสมาคมการค้าปลีกฯแนะเน้นเพิ่มผลิตภัณฑ์หลากหลายและหาช่องทางตลาดเพิ่ม สำหรับแนวโน้มของโลกต่อจากนี้ มีโอกาสที่ประเทศพัฒนาแล้วจะหันมารวมมือกันมากยิ่งขึ้น และจะหันไปทุนระหว่างกันสูงขึ้น เช่น กลุ่มทุนจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ หรือแม้แต่สหภาพยุโรป (อียู) จะเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อทำให้สินค้ามีภาระภาษีเหลือที่ 0% ซึ่งเป็นความได้เปรียบอย่างมาก และในสหรัฐฯเอง ก็จะมุ่งเน้นการทำงานโดยไม่พึ่งพามนุษย์ แต่จะใช้ AI เข้ามาช่วยอย่างมีนัยสำคัญ
รู้หรือไม่ ? มีเม็ดผลไม้ชนิดหนึ่งที่คนไทยกินเสร็จแล้วทิ้ง ไม่เห็นค่า แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นอาหารสุขภาพ ขายได้ในราคาแพงมาก! เมืองไทยขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะผลไม้ เรามีผลไม้นานาชนิดที่คุณภาพดี เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่คนไทยไม่รู้เลยว่าผลไม้บางชนิดที่เรากินเสร็จแล้วทิ้ง กลับมีคุณค่าเป็นอย่างมากในต่างประเทศ สิ่งนั้นคือ “เม็ดขนุน” คนญี่ปุ่นกลับมองเป็นแหล่งอาหารล้ำค่า และขายในราคาสูงราว 300 บาท/กิโลกรัม ซึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น เมล็ดขนุนไม่ได้หาซื้อได้ตลอดปี ดังนั้นเมื่อมีการนำเข้าเมล็ดขนุนจะถูกต้มสุก, ตากแห้ง หรือบรรจุสุญญากาศเพื่อเก็บรักษาให้สะดวกขึ้น ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานเม็ดขนุนเป็นอาหารว่างที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยใส่ลงในโจ๊ก ซุป สลัด หรือบดเป็นผงเพื่อทำเค้ก พวกเขามองว่านี่เป็นวิธีเสริมใยอาหาร สารอาหารรอง และสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ทำไมญี่ปุ่นถึงเชื่อว่า “เม็ดขนุน” มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ? ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า เม็ดขนุนเป็นแหล่งวิตามินบีกลุ่มที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะวิตามินไทอามิน (B1) และไรโบฟ
ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเอง เวลาเข้าป่า เข้าดง มีคนเล่าว่า สิ่งที่ท่านพกติดกระเป๋าย่ามมิได้ขาด คือ เปลือกมังคุด ใช้ได้ทั้งยามกินของผิดสำแดง ท้องเสีย ถ่ายไม่หยุด เปลือกมังคุดมีฤทธิ์ฝาดสมาน ช่วยหยุดถ่ายเป็นแผลเลือดออก ถลอกปอกเปิกก็เอาเปลือกมังคุดฝนกับฝาละมีและน้ำปูนใส ทาแผลทิ้งไว้ไม่กี่วันแผลแห้งสนิท ไม่มีหนอง คนสมัยนี้กลับไม่ค่อยรู้จักวิธีใช้แบบนี้กันแล้ว เวลามีแผลกันทีก็นึกถึงทิงเจอร์ หรือโพวิโดนไอโอดีนกันเสียหมด ซึ่งในฐานะคนที่เคยใช้ทั้งสองแบบต้องขอบอกว่าเปลือกมังคุดนั้นดีกว่าชัดเจน ที่กล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะว่ามังคุดนั้นนอกจากจะช่วยฆ่าเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย แผลไม่เป็นหนอง (อันนี้โพวิโดนไอโอดีนก็ทำได้เหมือนกัน) แต่เปลือกมังคุดกลับโดดเด่นกว่าที่ช่วยสมานแผลได้ด้วย แผลจะหายเร็วกว่าอย่างชัดเจน น่าดีใจที่ยาแผนไทยมีสรรพคุณโดดเด่นเหนือยาแผนปัจจุบันได้ในกรณีนี้ มังคุด จัดเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากสำหรับผิวหนังของเรา ช่วยกระชับรูขุมขนสำหรับสาวผิวมัน หรือรูขุมขนกว้าง หากอยากลองทำสารสกัดมังคุดไว้ใช้เอง แนะนำลองนำเปลือกมังคุดตากให้แห้ง แช่หมักไว้ในแอลกอฮอลล์ หรือเหล้าขาวก็ได้ ทิ้งไว้ราว 2 สัปดาห์
