ประมง
หากใครได้เดินทางผ่านหรือเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เมื่อขับรถพ้นจากอำเภอศรีประจันต์เข้าสู่อำเภอสามชุก มองสองข้างทางหลวง หมายเลข 340 มีร้านค้าเล็กๆ ตั้งขายเนื้อตะพาบน้ำสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ หลายๆ ท่านอาจสงสัยว่าเนื้อตะพาบน้ำคนขายหามาจากที่ไหน ซึ่งสมัยนี้มีการเลี้ยงกันมากขึ้นเพื่อไม่รบกวนกับตะพาบน้ำที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ คุณปัทมา คงสำราญ อยู่บ้านเลขที่ 138/3 หมู่ที่ 3 ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เลี้ยงตะพาบน้ำเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี ทำนา ทำสวน เปลี่ยนมาเลี้ยงตะพาบ สร้างรายได้ คุณปัทมา เล่าให้ฟังว่า เดิมทีทำไร่ทำสวนและได้นำผลผลิตขายตามตลาดเช้า จึงทำให้ได้รู้จักกับเกษตรกรรายหนึ่งซึ่งได้เลี้ยงตะพาบน้ำมาก่อน ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของคุณปัทมา เกิดความสนใจในการเลี้ยงตะพาบน้ำ จึงได้ไปศึกษากับเกษตรกรรายดังกล่าวที่มาแนะนำ ซึ่งตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงเป็นตะพาบพันธุ์ไต้หวัน เหตุที่ไม่สามารถนำตะพาบน้ำพันธุ์ไทยมาเลี้ยงได้ เนื่องจากตะพาบน้ำพันธุ์ไทย ยังถือว่าเป็นพันธุ์สัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครอง จึงได้นำลูกตะพาบน้ำพันธุ์ไต้
กุ้งก้ามแดง เป็นกุ้งที่มีลักษณะลำตัวกลม ใต้ท้องแบน มีลักษณะพิเศษ ที่เรียกกันว่าเป็นกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดก็คือ มีก้ามใหญ่เหมือนก้ามปู คุณสุพรรณี ศิริสวัสดิ์ หรือ คุณเก๋ เจ้าของ S Lobster Farm ใช้พื้นที่ข้างบ้านเลี้ยง อยู่ที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี คุณเก๋ เล่าว่า ตอนแรกเลี้ยงกุ้งสวยงามเล่นๆ จากนั้นก็ศึกษาว่าเค้าเลี้ยงกันยังไง ก็มาเจอกุ้งตัวนี้ ที่สนใจคือ ทั้งเลี้ยงเป็นกุ้งบริโภค ที่สำคัญมีตลาดรองรับ ส่งร้านอาหารได้ ตลาดไปได้ไกลกว่า กุ้งสวยงาม สำหรับข้อดีของกุ้งก้ามแดง คือ โตไว แข็งแรง โรคน้อย ไม่มีโรคที่ทำให้ตายยกบ่อ ยกเว้นสารเคมี แต่เราควบคุมได้เช่น น้ำหอม หรือมือเราที่เปื้อน น้ำมันเครื่อง โลชั่นอะไรต่างๆ ก็อย่างไปจับกุ้ง หรือไปปนเปื้อนในน้ำ รายละเอียดการเลี้ยง เริ่มที่ บ่อมีขนาด กว้าง 1.50 เมตร ยาว 2.5 เมตร บ่อที่เลี้ยง อาจจะเป็น บ่อพลาสติก บ่อปูน หรือไฟเบอร์กลาส (ในช่วงเริ่มต้น ถ้าไม่มีบ่อ เลี้ยงในกล่องโฟมก็ได้ ) บ่อขนาดข้างต้น จะปล่อยกุ้งตัวผู้ 10 ตัว ตัวเมีย 40 ตัว ( อายุ ราว 5 เดือน ขนาด 4.5 นิ้ว ) หรือถ้าบ่อเล็กกว่านี้ ก็ปล่อยโดยประมาณ ตัวผู้ 1 ตัว ต่อตัวเมีย 3 ตัว เมื่
เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนที่ตกหนักในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ชาวประมงพื้นบ้านใน ต.ดงขวาง อ.เมือง จ.นครพนม โดยเฉพาะบ.บัว ซึ่งมีพื้นที่ติดริมฝั่งแม่น้ำโขงและเป็นแหล่งที่มีพันธุ์ปลาน้อยใหญ่ชุกชุม ทำให้ชาวประมงนำเรือหาปลาในช่วงกลางดึกกันอย่างคึกคัก เนื่องจากปลาหลายชนิดจะตื่นน้ำและออกมาแหวกว่าย นายกิติศักดิ์ พุตโต อายุ 20 ปี หนึ่งในชาวประมงพื้นบ้านที่มีอาชีพจับปลา กล่าวว่า หลังนำเรือยาวติดเครื่องยนต์ลากอวนไปที่บริเวณน้ำลึกกลางแม่น้ำโขง ในช่วงตี 3 วันเดียวกัน พบว่ามีปลาขนาดใหญ่มาติดอวน จึงลากขึ้นเรือเป็นปลาแค้ น้ำหนักมากถึง 20 กิโลกรัม ความยาวร่วม 1 เมตร วัดรอบตัวได้ 70 เซนติเมตร หลังจับได้พบว่ามีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ในราคากิโลกรัมละ 300 บาท รับเงินเข้ากระเป๋าเต็มๆ 6,000 บาท พรานหนุ่มล่าปลาวัย 20 ปี ยังกล่าวด้วยว่า ปลาชนิดนี้มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง เป็นปลาที่พบเห็นได้ยาก ตัวโตสุดจะมีขนาดยาว 2 เมตร เนื้อมีสีเหลืองรวมถึงหนังและไขมันมีรสชาติอร่อย นิยมนำไปประกอบอาหารเมนู ลาบปลาแค้ ลวกจิ้ม ผัดฉ่า และต้มยำ เป็นที่ต้องการของร้านอาหารและภัตตาคารชื่อดัง เนื่องจา
วันที่ 25 กรกฎาคม นายสมิง อ้อยหวาน ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2553 ปัจจุบันมีสมาชิก 140 ราย มีเงินหมุนเวียนในสกรณ์ฯ กว่า 100 ล้านบาท เนื่องจากราชการเห็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาที่ได้ผลผลิตน่าพอใจ และเกิดการกระจายรายได้ทั้งในชุมชนอย่างเต็มที่ ทำให้ราชการโดยเฉพาะทางสหกรณ์จังหวัดพะเยา ให้การสนับสนุนทั้งความรู้และงบประมาณ กระบวนการบริหารสหกรณ์ฯ ได้จัดวางอย่างเป็นระบบ ดอกผลเกิดกับสมาชิกอย่างแท้จริง ปลานิลที่เลี้ยงส่งขายในจังหวัดพะเยาและต่างจังหวัด เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะสั่งเกรด 1-2 ราคา กก.ละ 49-59 บาท ปธ.สหกรณ์ฯ กล่าวต่อว่า สมาชิกแต่ละรายจะเลี้ยงตั้งแต่ 1-2 บ่อขึ้นไป วิธีการเลี้ยงเน้นธรรมชาติและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ โดยทางหน่วยงานเกษตรจะเข้ามาแนะนำเรื่องระบบที่มีมาตรฐานของ GAP จะได้ปลาตัวใหญ่ เนื้อแน่น น้ำหนักดี ที่สำคัญปลอดภัยไร้สารพิษ เพราะเลี้ยงในบ่อธรรมชาติ น้ำในบ่อปลาเมื่อถึงฤดูทำนาก็ปล่อยเข้าท้องนา ทำให้ข้าวได้รับธาตุอาหารอย่างดี มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน
ดร. สุวัจน์ ธัญรส คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ออกแบบถังลงเกาะและอนุบาลลูกหอยนางรมจากโรงเพาะฟักแบบน้ำหมุนเวียนกึ่งปิด สามารถผลิตลูกหอยนางรมในโรงเพาะฟักได้ในปริมาณสูงสุดถึง 2 ล้านตัว/ครั้ง ลูกหอยมีอัตราการลงเกาะมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ มีอัตราการรอดสูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ง่ายและสะดวกในการใช้งาน สามารถสร้างได้โดยใช้วัสดุในท้องถิ่น สำหรับหลักการออกแบบ ดร. สุวัจน์ ธัญรส อธิบายว่า ลูกหอยนางรมจะลงเกาะวัสดุก็เมื่อมีขนาดเหมาะสม (ประมาณ 320 µm) โดยไม่เกี่ยวกับอายุ ดังนั้น การเพาะพันธุ์ในแต่ละครั้งลูกหอยจะลงเกาะไม่พร้อมกัน จำเป็นต้องมีการคัดขนาดตลอดระยะเวลาการอนุบาล ลูกหอยที่พัฒนาเข้าสู่ระยะ pediveliger และพร้อมลงก่อน ก็สามารถนำไปลงเกาะในระบบที่ประดิษฐ์ขึ้นได้ทันที และพฤติกรรมของลูกหอยในช่วงลงเกาะจะมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงของระบบอวัยวะภายในเกิดขึ้น จึงเป็นช่วงที่ไม่มีการกินอาหาร เป็นช่วงที่วิกฤตและอ่อนแอ การใช้ระบบน้ำหมุนเวียนกึ่งปิด จะใช้น้ำที่ผ่านการกรองและฆ่าเชื้อโรค สามารถป้องกันความเสียหายจากการเข้าทำลายของเชื้อโรคและโปรโตซัวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ระบ
กรมประมงเตือนรับประทานปลาปักเป้าน้ำจืดเสี่ยงต่อการได้รับพิษอัมพาตและเป็นอันตรายถึงตาย ไม่ควรนำมารับประทานเพราะถึงแม้จะนำปลามาต้มแล้วแต่พิษของปลาที่ละลายในน้ำก็จะสามารถทนความร้อนได้สูง พิษของปลาปักเป้าชนิดที่มีพิษนั้นแม้บริโภคเพียงเล็กน้อยก็สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นควรปฏิบัติตามข้อตักเตือนของกรมประมงพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะผู้ขายเพื่อที่เราจะไม่ได้เห็นข่าวพี่น้องของเราต้องเสียชีวิตลงเพราะปลาปักเป้าอีกต่อไป น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ รองอธิบดีกรมประมง ให้รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมหลังพบผู้เสียชีวิตเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาจากการนำปลาปักเป้าไปรับประทานว่า จากการสำรวจพบว่าปลาปักเป้าในน่านน้ำไทยมีทั้งหมด 42 ชนิด แบ่งเป็นปลาปักเป้าน้ำจืด 9 ชนิด และอีก 33 ชนิด เป็นปลาปักเป้าน้ำเค็มและน้ำกร่อย สำหรับปลาปักเป้าน้ำจืดของไทยพบว่าพิษถูกจัดอยู่ในกลุ่มพิษอัมพาต (Paralytic Shellfish Poison, PSP) ได้แก่ Saxitoxin(STX) ซึ่งพิษ STX จะมีคุณสมบัติละลายในน้ำและแอลกอฮอล์ มีความคงตัวในกรดอ่อน และสลายตัวในสภาพความเป็นด่าง ความร้อนสูงจากการประกอบอาหารไม่สามารถทำลายพิษนี้ได้ จากการศึกษา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดนครพนม ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนพฤษภาคม ของทุกปี ถึงแม้หลายพื้นที่จะประสบปัญหาจากภาวะภัยแล้ง ขาดน้ำในการทำการเกษตร สร้างรายได้เสริม จนเกษตรกรบางรายต้องเดินทางไปขายแรงงานต่างถิ่น เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว รอจนกว่าจะถึงหน้าฝน และฤดูกาลทำนาปีมาถึง จึงจะกลับมาบ้านเพื่อทำนาตามปกติ เช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่ บ้านหนองแต้ และ บ้านนาขาม ต.นาขาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ส่วนใหญ่จะมีอาชีพหลักคือการทำนาปี พอถึงหน้าแล้งจะประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำในการทำการเกษตรหน้าแล้ง ไม่สามารถทำการเกษตรปลูกพืชผักได้ โดยเฉพาะปีนี้สภาพอากาศแปรปรวนภัยแล้งคุกคามหนัก ส่งผลกระทบหนักกว่าทุกปี ไม่สามารถทำนาปรัง หรือปลูกพืชหน้าแล้งได้ แต่ชาวบ้านหนองแต้ และ ชาวบ้านนาขาม ต.นาขาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส นำอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำนากบ สร้างรายได้ช่วงหน้าแล้ง ด้วยการปรับพื้นที่นา นำตาข่ายเขียวมาขึงเป็นคอกเลี้ยงกบ ขายลูกอ็อด เนื่องจากมองว่า ลูกอ็อด เป็นที่ต้องการของตลาดสูง และหายาก โดยได้เริ่มจากการเลี้ยงตามภูมิปัญญาชาวบ้านลองผิดลองถูกมานานหลายปี จนกระทั่งเกิดความชำนาญ
หอยขม เป็นสัตว์น้ำจืดที่มีลักษณะฝาเดียว เปลือกเป็นรูปกรวยรูปไข่ วนเป็นเกลียวเวียนขวาเรียวขึ้นไปยังปลายแหลม ช่องของเปลือกเปิดขนาดใหญ่ที่สามารถให้ส่วนหัวและส่วนเท้ายื่นออกมาได้ ฝาเปลือกเป็นแผ่นบางๆ มีลายที่เปลือกเป็นรูปวงรีอยู่ตรงกลางฝาปิด สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ในคลอง หนอง บึง หอยขม ยังเป็นสัตว์น้ำจืดที่เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมน้ำเสียได้ค่อนข้างดี และยังสามารถแพร่พันธุ์ได้เองตามธรรมชาติได้ดีอีกด้วย ปัจจุบัน ความต้องการบริโภคหอยขมกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น แกงคั่วหอยขม แกงอ่อมหอยขม ฯลฯ จึงทำให้เวลานี้ หอยขม เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม คุณชัยยะ อินทร์สุข เกษตรกรทำฟาร์มหอยขม ตั้งอยู่ที่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ได้มองเห็นถึงโอกาสช่องทางการเลี้ยงหอยขมเพื่อเป็นอาชีพเสริม โดยมีทั้งแบบจำหน่ายทั้งเปลือกแบบตัดก้นและแกะเนื้อออกจากเปลือกเพื่อจำหน่ายให้กับร้านหรือผู้ที่สนใจได้นำไปประกอบอาหารได้ทันที ทำให้เวลานี้เป็นหนึ่งสินค้าที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี เลี้ยงหอยขม เป็นงานสร้าง
