ประมง
หอยลาย เป็นอาหารทะเลที่รสชาติดีมีคุณค่าทางโภชนาการและนิยมนำมาบริโภคกันอย่างแพร่หลาย สามารถประกอบอาหารได้หลากหลายประเภท อีกทั้งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของไทยอาชีพ “เลี้ยงหอยลายในบ่อ” จึงอาจเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ดีไม่แพ้อาชีพอื่นๆ น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า หอยเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางอาหารไม่น้อยกว่าสัตว์น้ำจำพวกปลา ปู และกุ้ง มนุษย์กินหอยเป็นอาหารมาเป็นเวลายาวนาน ทุกวันนี้สัตว์จำพวกหอยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประเทศ อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงหอยไม่ว่าจะนำมาเพื่อทำเป็นอาหาร หรือการเลี้ยงหอยมุกเพื่อเก็บเอาไข่มุกมาขายก็ล้วนแต่เป็นธุรกิจที่สร้างความรุ่งเรืองและทำกำไรให้แก่ผู้เพาะเลี้ยงและประเทศชาติได้เป็นอย่างมาก กรมประมงตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำโดยเฉพาะหอยสายพันธุ์ต่างๆ มาโดยตลอด เห็นได้จากการกำหนดมาตรการทางกฎหมาย เพื่อควบคุมการทำประมงหลายมาตรการ อีกทั้งยังมีการศึกษา วิจัย การเพาะขยายพันธุ์ และฟื้นฟูแหล่งพ่อแม่พันธุ์หอย โดยการปล่อยลูกพันธุ์เพื่อเพิ่มความอุดมส
ครูไพบูลย์ พันธ์เมือง ร้อยเรียงบทกลอนสดุดีลุงจาง ด้วยสำนึกในคุณความดีตอนหนึ่งว่า มีปูกินทั้งปีไม่มีสูญ ดอกผลพูนเป็นเงินตรามหาศาล ฟุ้งเฟื่องขจรไกลในตำนาน จากชาวบ้านธรรมดามาเป็นครู … แด่ครูจาง เฟื่องฟุ้งผดุงสิน แม้ชื่อจางแต่แผ่นดินยังรู้ค่า อยู่แห่งหนชนไกลคนไปมา เพื่อเสาะหานักปราชญ์ราษฎร์เดินดิน … “ลุงจาง” ชาวประมงพื้นบ้านป่าชายเลนอ่าวทุ่งมหา จังหวัดชุมพร มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของท้องทะเลที่เริ่มเสื่อมโทรมจากการใช้เครื่องมือประมงแบบล้างผลาญ ที่กวาดจับสัตว์น้ำน้อยใหญ่ จนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างรุนแรง ลุงจางใช้ชีวิตผูกพันกับท้องทะเลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในบ้านบ่อฝ้าย เมืองหัวหิน ได้ล่องเรือเลาะเลียบชายฝั่งอ่าวไทยเพื่อหาแหล่งทำกินใหม่ และได้ยึดทำเลชายฝั่งใกล้เกาะเตียบ บริเวณคุ้งอ่าวทุ่งมหา ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ปักหลักตั้งถิ่นเป็นที่อยู่อาศัยทำมาหากินเป็นชาวประมงพื้นบ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา และเริ่มตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าชุมชนเกาะเตียบ” ริเริ่ม “ธนาคารปูม้า” เพื่อกระตุ้นสำนึกและจิตวิญญาณด้วยแนวคิด “ฟื้นฟูคู่อนุรักษ์ รู้จักใช้อย่า
“ปลากะพงขาว” เป็นปลาน้ำกร่อย ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ในบริเวณเขตจังหวัดชายทะเล เนื่องจากเลี้ยงง่ายและเนื้อมีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรมีการเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเกษตรกรยังต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนในการเลี้ยงปลากะพงขาว เนื่องจาก 60 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุนการเลี้ยง เป็นค่าอาหาร ทั้งแบบการใช้ปลาสดจากธรรมชาติ และการใช้อาหารสำเร็จรูป นอกจากนี้อาหารแต่ละชนิดยังมีคุณค่าทางอาหารและโภชนาการที่แตกต่างกันอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาดัชนีชี้วัดการเจริญเติบโตของปลากะพงขาวที่ตอบสนองต่อโภชนาการ เพื่อให้ได้อาหารที่มีโภชนาการดีและทำให้ปลามีการเจริญเติบโตดี โดยเฉพาะส่วนของเนื้อปลากะพงขาวจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรได้ ทีมนักวิจัยกรมประมง จึงได้ศึกษา “ การใช้หน่วยพันธุกรรม Insulin-like Growth Factor (IGF) และ Myostatin (MSTN) เพื่อเป็นดัชนีวัดการเจริญเติบโตประเมินคุณค่าทางอาหาร และกระตุ้นการเจริญเติบโตของปลากะพงขาว ดร.พิชญา ชัยนาค นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประ
หลังจาก “มติชนออนไลน์” ได้นำเสนอข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เกี่ยวกับทางเลือกการรับประทานปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง นอกเหนือจาก “ปลาแซลมอน” ที่มีราคาแพง ยังมีปลาน้ำจืดไทย อย่าง “ปลาสวาย” โดยได้มีการเปิดเมนูปลาสวาย และความนิยมเพิ่มขึ้นนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า นอกจากปลาสวาย มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในการบำรุงสมอง บำรุงเส้นประสาทและสายตา ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และช่วยให้สมองทารกพัฒนาอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังพบว่า โอเมก้า 3 ยังพบได้ในปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ ก็มีเช่นกัน อย่าง ปลาดุก ปลาช่อน ปลานิล ปลากราย สิ่งสำคัญ คือ แม้จะพบมาก แต่อย่าลืมว่าปลาเหล่านี้ก็มีไขมันอื่นๆด้วย ดังนั้น หากเรารับประทานมากจนเกินไปก็จะส่งผลต่อปริมาณไขมันอิ่มตัวเข้ามาด้วย ไม่ใช่แค่โอเมก้า 3 เท่านั้น ดังนั้น การรับประทานก็ต้องพอดี และต้องกินอย่างหลากหลาย ด้าน รศ.ครรชิต จุดประสงค์ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ทำวิจัยเรื่อง “ปริมาณไขมันทั้งหมด กรดโอเมก้า 6 และกรดโอเมก้า 3 ใน
กรมประมง ประกาศปิดอ่าว ตัว ก 8 จังหวัด ระหว่าง 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2559 พร้อมแจ้งเตือนชาวประมง ห้ามใช้อวนรุนเคยไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร เพราะตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 ที่ออกภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 นั้น กำหนดว่าเครื่องมืออวนรุนเคยประกอบเรือยนต์ที่ใช้ทำการประมงที่อนุญาตให้ใช้ได้นั้น ต้องมีขนาดช่องตาอวน 2×2 มิลลิเมตร โดยถุงอวนจะต้องทําด้วยเนื้ออวนชนิดโพลีเอทีลีน (Poly ethylene, PE) สีฟ้า ตาสี่เหลี่ยม แบบไม่มีปม และต้องไม่ติดโซ่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ปรับสูงสุด 30 ล้านบาท พร้อมยึดเรือ ถอนใบอนุญาต กรมประมงย้ำว่า มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่า มาตรการปิดอ่าวส่งผลดี พบสัตว์น้ำมากขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น ตามที่ กรมประมง ได้ประกาศปิดอ่าวไทยตอนใน หรืออ่าวไทย รูป ตัว ก ระหว่าง วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2559 เป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2556 ที่ประกาศห้ามใช้เครื่องมือทำการประมง 6 ประเภท ในพื้นที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทร
รัฐบาลเวียดนามกล่าวว่า น้ำเสียที่ปล่อยจากโรงงาน Taiwanese Formosa Plastics โรงงานเหล็กขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุให้ปลาตายเป็นจำนวนมากเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาซึ่งเหตุปลาตายดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนแห่ประท้วงในเดือน พ.ค. รวมถึงนักเคลื่อนไหวก็เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลด้วยโดยเจ้าหน้าที่ของเวียดนามกล่าวว่า โรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานเกี่ยวกับเหล็ก ซึ่งยอมรับว่าปล่อยน้ำเสียซึ่งเป็นมลพิษสู่น้ำทะเล จนเป็นเหตุให้ปลาตายจริง ซึ่งโรงงานก็ตกลงว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เดือดร้อนเป็นจำนวนเงิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (17,500 ล้านบาท) ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวมีมูลค่าถึง 10.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.7 แสนล้านบาท) ตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงฮานอย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามขณะที่นายเหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ได้ให้มีการสืบหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา หลังพบว่าปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬที่สันนิษฐานไว้นั้นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ปลาตายดังกล่าว ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นับเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกรมประมงได้มีการทำ MOU ความร่วมมือข้อตกลงกับผู้ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำและผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิตในการลดปัจจัยการผลิตในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ซึ่งผู้ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ทบ 1) ของกรมประมง และได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) หรือหากยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP จะต้องมีการรับรองจากกรมประมงว่า เป็นผู้ที่มีความพร้อมในการเป็นฟาร์ม GAP ส่วนผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ คือผู้ที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ 2) ของกรมประมง และได้รับมาตรฐานการผลิต GMP ของกรมประมง ขณะนี้ทราบว่า มีผู้จำหน่ายพันธุ์สัตว์น้ำและผู้ประกอบการจำหน่ายปัจจัยการผลิต รวมถึงบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำจากทั่วประเทศ 121 ราย สมัครเข้าร่วมโครงการและแสดงเจตจำนงในการลดราคาจำหน่ายพันธุ์สัตว์น้ำและอาหารสัตว์น้ำ สูงสุดถึง 50% และจะเริ่มจำหน่ายในราคาพิเศษนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาค
พื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย เป็นพื้นที่ที่จัดว่ามีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากพอสมควร โดยเฉพาะระบบน้ำในการเกษตร ที่เหมาะสำหรับทำประมง เพราะใกล้แหล่งน้ำที่สำคัญทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม และบางพื้นที่ยังเหมาะสำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำบางชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีในระบบน้ำกร่อยอีกด้วย เช่น เกษตรกรตำบลบางหัก อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เกือบทั้งตำบลประกอบอาชีพประมงเป็นอาชีพหลัก นอกเหนือจากนั้นเป็นการปลูกพืชไร่ พืชสวน และเลี้ยงสัตว์ การรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในชุมชน เป็นสิ่งที่เกษตรกรอาชีพประมงในพื้นที่ตำบลบางหัก อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี หันมาให้ความสำคัญ และสิ่งนี้ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่ม ทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแก้ปัญหาเมื่อเพื่อนสมาชิกประสบ เกษตรกรประมงกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองการซื้อขายสัตว์น้ำ และลดการเกิดปัญหาในอาชีพ เม็ดเงินที่ได้จากการเกษตรจึงเป็นรายได้ที่สร้างความพึงพอใจเป็นอย่างดี ความโดดเด่นของเกษตรกรประมงกลุ่มนี้คือ การเลี้ยงปลานิลลดต้นทุน อีกทั้งปลานิลที่เลี้ยงเป็นปลาไซซ์ใหญ่ ราคาต่อกิโลกรัมสูง และไม่มีกลิ่นโคลนเหมือ
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง แถลงข่าวโครงการฟื้นฟูประชากรม้าน้ำในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศูนย์ปฏิบัติการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีนายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธาน นายธัญญากล่าวว่า เนื่องจากสถานภาพของม้าน้ำกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก จนมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยบริเวณแนวหญ้าทะเล แนวปะการัง และป่าชายเลน ที่เป็นเสมือนบ้าน และที่หลบภัย และการนำม้าน้ำมาใช้ประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะในแถบเอเชีย ที่มีความเชื่อว่านำมาใช้เป็นองค์ประกอบของยาในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคหืด เส้นโลหิตตีบ กระดูกแตกหัก และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ นำมาทำเครื่องประดับ รวมถึงการนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ทำให้มีการซื้อขายม้าน้ำกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นม้าน้ำที่ได้จากธรรมชาติเกือบทั้งหมด จึงได้มีการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยจัดม้าน้ำเข้าสู่อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที
หากใครได้เดินทางผ่านหรือเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เมื่อขับรถพ้นจากอำเภอศรีประจันต์เข้าสู่อำเภอสามชุก มองสองข้างทางหลวง หมายเลข 340 มีร้านค้าเล็กๆ ตั้งขายเนื้อตะพาบน้ำสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ หลายๆ ท่านอาจสงสัยว่าเนื้อตะพาบน้ำคนขายหามาจากที่ไหน ซึ่งสมัยนี้มีการเลี้ยงกันมากขึ้นเพื่อไม่รบกวนกับตะพาบน้ำที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ คุณปัทมา คงสำราญ อยู่บ้านเลขที่ 138/3 หมู่ที่ 3 ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เลี้ยงตะพาบน้ำเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี ทำนา ทำสวน เปลี่ยนมาเลี้ยงตะพาบ สร้างรายได้ คุณปัทมา เล่าให้ฟังว่า เดิมทีทำไร่ทำสวนและได้นำผลผลิตขายตามตลาดเช้า จึงทำให้ได้รู้จักกับเกษตรกรรายหนึ่งซึ่งได้เลี้ยงตะพาบน้ำมาก่อน ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของคุณปัทมา เกิดความสนใจในการเลี้ยงตะพาบน้ำ จึงได้ไปศึกษากับเกษตรกรรายดังกล่าวที่มาแนะนำ ซึ่งตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงเป็นตะพาบพันธุ์ไต้หวัน เหตุที่ไม่สามารถนำตะพาบน้ำพันธุ์ไทยมาเลี้ยงได้ เนื่องจากตะพาบน้ำพันธุ์ไทย ยังถือว่าเป็นพันธุ์สัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครอง จึงได้นำลูกตะพาบน้ำพันธุ์ไต้
