ปศุสัตว์
จากโจทย์ “ต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย” สู่การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชั่น KomilO ระบบ IoT ฝีมือคนไทย โดยนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) แอปพลิเคชั่นที่ตรวจจับการเป็นสัดของโคนม ด้วยเซ็นเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และทีมนักศึกษา โปรเจ็กต์ KomilO ได้แก่ คุณมินธร พันธ์ถาวรวงศ์ นักศึกษาปริญญาเอก คุณตรีเทพ แซ่โง้ว นักศึกษาปริญญาเอก คุณกฤษกร ลาศรี ศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี คุณกณวรรธณ์ ผึ่งผดุง ศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี คุณฐิติกร วังแสน นักศึกษาปริญญาโท และ คุณวรวลัญช์ ตรีทิพยะนันท์ ศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้ร่วมกันคิดค้นและพัฒนา แอปพลิเคชั่น KomilO เพื่อแก้ปัญหาการตรวจจับการเป็นสัตว์ของโคนม ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ด้าน รศ.ดร.ราชวดี เล่าว่า จุดเริ่มต้นของแอปพลิเคชั่น KomilO และระบบวิเคราะห์การเป็นสัดของโคนมด้วยเทคโนโลยี IoT ถูกวิจัยและสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหา “โคผสมติดยาก” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาของฟาร์มโคนม เน
คุณภิญโญ นัครมนตรี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือ การปลูกผัก ผลไม้ ต่อมาจึงอยากให้ภายในบริเวณบ้านมีการทำเกษตรที่หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ เพื่อให้มีรายได้จากหลายๆ ทางเป็นตัวเลือกในการสร้างเงิน “เรามาคิดว่าถ้าปลูกพืชเพียงอย่างเดียว รายได้ที่มีบางครั้งอาจจะไม่แน่นอน เพราะพืชบางช่วงก็มีราคาขึ้นลง จึงได้ตัดสินใจนำการเลี้ยงสัตว์เข้ามาเสริม เพื่อให้รายได้มีมากขึ้นหลายทาง จึงได้ตัดสินใจเลี้ยงไก่ไข่ เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย สามารถกินเศษพืชผักที่เราคัดออกได้ และที่สำคัญยังสามารถปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ ก็สามารถคุ้ยเขี่ยหากินเองได้อีกด้วย” คุณภิญโญ บอกถึงจุดประสงค์ของการเลี้ยง โดยไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงภายในพื้นที่บริเวณบ้าน คุณภิญโญ บอกว่า เป็นไก่ที่ได้รับจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และเขาได้หาซื้อบางส่วนเข้ามาเลี้ยงเองด้วย จากเริ่มแรกประมาณ 10 ตัว เลี้ยงไปเลี้ยงมาทำให้ตอนนี้มีไก่ไข่ที่เลี้ยงภายในบริเวณบ้านทั้งหมดถึง 200 ตัว ซึ่งเคล็ดลับการเลี้ยงไก่ไข่นั้นไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่
ลพบุรี เป็นจังหวัดที่ไม่ใกล้และไม่ไกลกรุงเทพฯ ศูนย์กลางเมืองใหญ่เท่าไรนัก ระยะทางโดยประมาณถึงอำเภอที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองไม่ถึง 200 กิโลเมตรดี มีความหลากหลายในวิถีและการดำรงชีวิต ผู้คนดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และอีกส่วนหนึ่งในเมืองเป็นข้าราชการ คุณจรูญโรจน์ สัตยารักษ์ ก็เป็นข้าราชการทหารนายหนึ่ง อาศัยอยู่ที่ตำบลโคกตูม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พร้อมกับ คุณภูริตา สัตยารักษ์ ภรรยา ทั้งคู่ไม่มีลูก ด้วยเหตุนี้จึงมีเวลาว่างจากอาชีพหลักพอสมควร “ไก่แจ้” ผุดเข้ามาในหูบ่อยครั้ง เมื่อคุณจรูญโรจน์และภรรยา อยากมีสัตว์เลี้ยงไว้ผ่อนคลายและแก้เหงายามว่างเว้นจากงานประจำ และตลาดออนไลน์เป็นตัวกระตุ้นให้คุณจรูญโรจน์เห็นว่า พื้นที่ของไก่แจ้บนตลาดออนไลน์กว้างมาก มีผู้คนจำนวนมากที่ให้ความสนใจ เลี้ยงเล่น และเพาะจำหน่ายเป็นฟาร์มใหญ่ คุณจรูญโรจน์ จึงเริ่มต้นด้วยการซื้อไก่แจ้สีขาวหางดำและสีเบญจรงค์ผ่านตลาดออนไลน์ พิจารณาจากความชอบที่แรกเห็น และยังไม่รู้จักรายละเอียดเกี่ยวกับไก่แจ้มากมายนัก อีกทั้งคิดเลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนผ่อนคลายยามเหงากับภรรยา หลังเริ่มเลี้ยงไปได้เพียง 2 สัปดาห์ เห็นมีการจัดประกวดไก่แจ้ ด้วยคว
สมัยผมยังเด็กๆ ราวสี่สิบกว่าปีก่อน อำเภอเล็กๆ อย่าง จอมบึง จังหวัดราชบุรี มีพ่อของเพื่อนผมคนหนึ่งเป็นพ่อค้าไก่ แทบจะรายเดียวในตลาด คือถ้าจะซื้อไก่ตลาดสดกิน ไม่ได้ไปขอเอาจากตามบ้านชาวบ้าน ไก่ก็ย่อมจะมาจากเล้าของเขานั่นเอง บ้านผมก็กินไก่นี้แหละครับ และก็จำได้ว่าไม่ได้รู้สึกว่ารสชาติมันด้อยอะไรนัก ปรุงแบบไหนก็มีกลิ่นไก่หอมดี เนื้อหนังก็อร่อยใช้ได้อยู่ แต่อุตสาหกรรมฟาร์มไก่เนื้อขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา ก็ทำให้รส กลิ่น และสัมผัสต่างๆ ของเนื้อไก่ที่คนเคยกินค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไป จนทุกวันนี้ ไก่ที่คนซึ่งโตมาในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมารู้จัก ย่อมเป็นไก่อีกแบบหนึ่ง ต่างจากไก่ในเล้าพ่อเพื่อนที่ผมเคยกินสมัยเด็กๆ ค่อนข้างมาก เรื่องแบบนี้ ในทางรสนิยมการกิน ไม่มีอะไรผิดถูกแน่ครับ ดังที่มีนักวิชาการเคยศึกษาวิจัยอุปนิสัยการกินไก่เปรียบเทียบระหว่างยุค แล้วพบว่าเด็กสมัยนี้ชอบกินไก่ฟาร์มเนื้อนุ่มชุ่มมากกว่าไก่บ้านเนื้อแน่นหนึบ เหนียวแบบคนรุ่นก่อน บริบทแวดล้อมมากมายในแต่ละช่วงเวลาล้วนหล่อหลอมให้พฤติกรรมการกินของปู่ ย่า พ่อ แม่ ลูก กระทั่งรุ่นหลาน เหลน มีความแตกต่างแปลกเปลี่ยนไปเสมอ เงื่อนไขที่ถ้าหากจะอธิบายกันจริงจั
ในยุคปัจจุบันการประหยัดต้นทุนการผลิตสินค้าทางการเกษตร เป็นสิ่งสำคัญที่เกษตรกรหลายรายให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้ได้ผลผลิตกำไรมากขึ้นแล้ว ยังสามารถยึดทำเป็นอาชีพที่ยั่งยืนส่งต่อไปถึงลูกหลานได้ เพราะไม่เกิดภาวะหนี้สินที่ต้องหยุดหรือดำเนินการไป ในส่วนของการเลี้ยงปศุสัตว์ก็เช่นกันเกษตรกรผู้เลี้ยงมีความใส่ใจในเรื่องของการเลี้ยงแบบประหยัดต้นทุน โดยยึดการใช้อาหารที่หาได้ง่ายๆ ไม่ใช้ต้นทุนมากเป็นผลผลิตทางการเกษตรในสวนของตนเองมาใช้เลี้ยงแทน คุณชลิต หอมยามเย็น อยู่บ้านเลขที่ 38/2 หมู่ที่ 2 ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ได้นำไก่ไข่เข้ามาเลี้ยงภายในบริเวณบ้านของตนเอง โดยใช้พืชผลทางการเกษตรที่เหลือจากสวนมาเป็นอาหาร ส่งผลให้เป็นการประหยัดต้นทุนการผลิตมากขึ้น เมื่อจำหน่ายไก่ไข่จึงเกิดรายได้มีผลกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย คุณชลิต เล่าว่า เดิมทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้ย้ายกลับมาอยู่บ้าน และเกิดความคิดที่อยากจะทำเกษตรแบบผสมผสาน ด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์และสีข้าวผลิตจำหน่ายเอง ต่อมาเมื่อเห็นว่าภายในสวนที่ทำมีของเหลือจากการสีข้าวและผลผลิตอื่นๆ จึงได้นำไก่ไข่เข้ามาเลี้ยงอีกช่องทาง เพ
คุณอุทัย ตันกูล คือนักธุรกิจเจ้าของฟาร์มโคเนื้อ “คุณไทฟาร์ม” ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการส่งออกโคเนื้อให้ประเทศจีน ส่วนตลาดภายในประเทศ เขาออกแบบโมเดลธุรกิจด้วยแนวคิดการขายตรง มีการประกันราคารับซื้อโคตัวละ 35,000-45,000 บาท มีแพ็กเกจสินค้า โคแม่พันธุ์ท้อง โคคู่แม่ลูก โคท้องคู่แม่ลูก จัดหาเงินทุนจากแหล่งทุน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดรับสมาชิกเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี ฉีดวัคซีน จัดอบรม เมื่อแม่พันธุ์โคออกลูกหรือหลานแล้วขายคืนสู่ฟาร์มจะมีเงินปันผล ขายลูกได้เงินปันผลร้อยละ 3 ของราคาขาย ขายหลานได้เงินปันผลร้อยละ 1 ของราคาขาย คุณอุทัย เล่าว่า เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้ออยู่ได้ด้วยการรวมตัว พวกเราไม่ใช่ฟาร์มขนาดใหญ่ แต่เมื่อหลายฟาร์มรวมตัวกัน เราสามารถควบคุมราคาส่งออกหรือสามารถบริหารจัดการโคภายในประเทศได้ ปัจจุบัน มีสมาชิกจำนวนในเครือข่ายจำนวน 3,600 คน เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีจำนวนกว่า 400 กลุ่ม โมเดลธุรกิจขายตรง ปรับใช้กับธุรกิจฟาร์มโคเนื้อ พื้นเพคุณอุทัยเป็นคนดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา พ่อกับแม่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคซึ่งเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. หน้าที่ของคุณอุทัยคือการเข้ารับการอบรมเร
“ไก่ดำ” ตามประวัติศาสตร์ของจีนไก่ดำถือว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางยาอายุวัฒนะ หรือถือว่าเป็นอาหารของฮ่องเต้เท่านั้น และยังช่วยในเรื่องการบำรุงสมองและต้านทานโรค รวมทั้งเป็นอาหารที่มีไขมันและคลอเรสเตอรอลต่ำ เมนูไก่ดำ จึงเป็นอีกหนึ่งอาหารทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ใส่ใจสุขภาพ และเลือกรับประทานอาหารที่มีสรรพคุณทางยาเสริมภูมิคุ้มกันมากขึ้น ปัจจุบัน “ไก่ดำ” หนึ่งในสินค้าเกษตรอัตลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดพิษณุโลก เป็นสินค้าทางเลือกในการสร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นของจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเชิงหวาย ตำบลตลุกเทียม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก นับเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการผลิต มีการบริหารงานและการเติบโตของธุรกิจที่ดี โดยดำเนินการผลิต แปรรูป และจำหน่ายครบวงจร ในรูปแบบกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก เริ่มดำเนินการปี 2559 นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เมื่อปี 2560 และโครงการขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านสู่การผลิตสินค้าเก
วันนี้ มีโอกาสแวะเยี่ยมเกษตรกรคนรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ คุณอรณี สำราญรื่น วัย 42 ปี บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 8 บ้านมอดินแดง ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 โทร. 084-409-6115 เจ้าของหยกฟาร์ม เธอจบการศึกษาปริญญาตรี ด้านการเงินและการบัญชี จากมาหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปี 2545 เข้าทำงานราชการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 3 ปี ย้ายมาแขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ 2 ปีครึ่ง ลาออก ไปทำงานประเทศไต้หวัน 6 ปี ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ห่าง คุณแม่คำพันธ์ คุณพ่อสนาม สำราญรื่น คุณวิรัตน์ สำราญรื่น พี่ชายจบเทคโนฯ สัตวบาล วิทยาเขตกาฬสินธุ์ คุณกิตติศักดิ์ สำราญรื่น น้องชาย เธอเป็นลูกสาวคนกลาง ห่างครอบครัวไปแสนไกล ทางเลือกคือ “เกษตรกร” จะได้อยู่กับครอบครัว คุณพ่อปลูกหญ้าเลี้ยงวัว และสามารถขายได้ แสดงให้เห็นว่า “หญ้ามีตลาด” จึงกลับมาวางแผนต่อยอดจากครอบครัว จึงเกิด “หยกฟาร์มปี 2553” เป้าหมายของตนเองคือ การสร้างตนเองให้เข้มแข็ง พร้อมสร้างสังคมให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในอาชีพเกษตรกรรม “ขอบคุณ ท่านอาจารย์บวร เทพธานี อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกาฬสินธุ์ ที่
หลายคนบ่น ยุคนี้ข้าวยากหมากแพง ต้นทุนค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ไม่คุ้มกับต้นทุนค่าจ้างแรงวันละ 300 บาทเลย ภาคเกษตรก็เจอภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าอาหารสัตว์ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายของเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ จึงขอแนะนำสูตรการผลิตอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำจากทั่วประเทศมาฝากกัน ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตไม่ยุ่งยาก สามารถใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น อาหารสัตว์ต้นทุนต่ำสูตรแรก เป็นของ ผู้ใหญ่สงบ หาญกล้า แห่งบ้านดอนตะหนิน 18 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองค่าย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา และเป็นเจ้าของศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่นี่ทำการเกษตรแบบไม่พึ่งพาสารเคมี และมีการศึกษาเรียนรู้วิธีการนำเอาวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ในการลดต้นทุนอย่างได้ผล การลดต้นทุนค่าอาหารในการเลี้ยง ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ใหญ่สงบ เลี้ยงหมูหลุมรุ่นละ 10 ตัว ระยะเวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ต่อรุ่น มูลหมู นำไปใส่แปลงปลูกพืช ผัก และการเลี้ยงหมูหลุมลดรายจ่าย ประหยัดมากกว่าการเลี้ยงหมูปกติ และไม่มีปัญหากลิ่นและน้ำเสียจากการล้างคอก อาหารที่ใช้เป็นผักผสมกับปลายข้าวต้ม ผสมกับ
แพะเป็นอีกหนึ่งสัตว์เลี้ยงที่ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยม จะเห็นได้จากหลายๆ จังหวัด มีการส่งเสริมในเรื่องของการเลี้ยงมากขึ้น เพราะเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาในบ้านเราประสบปัญหาภัยแล้ง จึงทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำการเกษตรได้ ส่งผลให้มีการแบ่งพื้นที่ปลูกพืชบางส่วนมาเลี้ยงปศุสัตว์ โดยแพะเป็นสัตว์ที่เกษตรกรให้ความสนใจ เป็นสัตว์ที่กินง่ายและที่สำคัญให้ลูกออกมาไว เพราะใช้เวลาตั้งท้องเพียง 5 เดือน ก็สามารถทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีกำไรคืนทุนได้ในระยะสั้นๆ คุณพงศธร กลัดเพ็ชร เกษตรกรหนุ่มผู้สนใจการเลี้ยงแพะ อยู่บ้านเลขที่ 294/1 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ได้กลับมาอยู่ยังบ้านเกิดและเลี้ยงแพะเป็นอาชีพทำเงินให้กับเขา โดยมองว่าสามารถทำเป็นอาชีพที่อิสระโดยไม่ต้องไปเป็นลูกจ้าง และอยู่ไกลบ้าน แต่ได้ทำงานด้านปศุสัตว์ที่เขารักอยู่กับบ้าน คุณพงศธร ชายหนุ่มผู้มีอารมณ์ขัน เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเมื่อปี 2556 นั้น ได้ไปสมัครเข้าทำ
