พืชทำเงิน
จังหวัดปทุมธานี นับเป็นหนึ่งในทำเลทองของการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ภาคกลาง เพราะมีแหล่งน้ำชลประทานที่อุดมสมบูรณ์มากถึง 683,124 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 72 ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด พื้นที่การเกษตรทั้งหมดของจังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่ประมาณ 343,601 ไร่ ซึ่งข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุด 311,184 ไร่ รองลงมาเป็นการปลูกพืชอื่นๆ ผสมผสานกัน ได้แก่ หญ้าปูสนาม ตะไคร้ กล้วยหอม มะระจีน ถั่วฝักยาว ฯลฯ จากสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและมีระบบชลประทานที่เพียงพอสำหรับเพาะปลูกพืช ทำให้มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาด้านการผลิต เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร จังหวัดปทุมธานีจึงส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสม ลดต้นทุนการผลิตพืชได้แบบครบวงจร ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสู่ตลาดโลก วิสาหกิจชุมชนเพราะรักกสิกรรม “วิสาหกิจชุมชนเพราะรักกสิกรรม” เป็นหนึ่งในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จด้านการผลิตและจำหน่ายข้าวแบบครบวงจร ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนเพราะ
นครราชสีมา ไอเดียสุดปัง คุณอามัคนายก ปรับพื้นที่หลังบ้าน 1 ไร่ ปลูกผักหวานป่า 1,000 ต้น แจงเคล็ดลับผลผลิตงาม ราคากิโล 200 บาท เก็บขายสร้างรายได้ดี คุณอาถกล แก้วมะเริง อายุ 63 ปี ชาวบ้านช่องโค หมู่ที่ 3 ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปัจจุบัน เป็นมัคนายกวัดบ้านช่องโค ได้ปรับใช้พื้นที่สวนหลังบ้าน จำนวน 1 ไร่ ลงทุนสวนผักหวานป่า โดยใช้วิธีปลูกผักหวานป่าแบบเพาะเมล็ด โดยลงทุนปลูกไว้จำนวน 1,000 ต้น ซึ่งปลูกแบบระบบน้ำหยด โดยปลูกต้นมะขามเทศไว้เป็นร่มเงาให้กับต้นผักหวาน ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 2 ปี ก็สามารถเก็บผลผลิตผักหวานขายได้ ส่วนเคล็ดลับในการปลูกผักหวานป่าง่ายๆ คือ ผักหวานไม่ชอบแสงแดด ฉะนั้นต้องปลูกต้นไม้ที่เกิดร่มเงา เช่น ต้นมะขามเทศ ควรปลูกเว้นระยะห่างประมาณ 3 เมตร หรือถ้าไม่ปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงาก็เอาเข่งครอบได้ และจากผักหวานอายุครบ 1 ปี จึงสามารถนำเข่งที่คลุมเอาไว้ออกได้ สำหรับผักหวานนั้นสามารถปลูกได้ทั้งใช้เมล็ดและกิ่งตอน ซึ่งการเพาะเมล็ดจะนานกว่ากิ่งตอน ราว 2-3 ปี กว่าจะเก็บผลผลิตได้ ขณะที่กิ่งตอนใช้เวลาเพียง 6 เดือน-1 ปี ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ ปัจจุบันนี้ผักหวานป่าส
นายธวัชชัย เทศรำลึก เจ้าของสวนมีตังค์ ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้นำทุเรียน “พันธุ์ทองบางสะพาน” จดทะเบียนรับรองสายพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร โดยนำพันธุ์ทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากจังหวัดนนทบุรี มาปลูกในสวนเมื่อปี 2526 แต่หลังจากปลูกได้ระยะหนึ่ง ยอดของต้นทุเรียนเดิมหัก แต่ต้นตอจากการเพาะจากเมล็ดทุเรียนได้งอกใหม่บริเวณส่วนโคน ทำให้ได้ทุเรียนพันธุ์ผสมที่มีลักษณะดี ซึ่งคาดว่าต้นเดิมจะเป็นทุเรียนสายพันธุ์โบราณในจังหวัดนนทบุรี จากนั้นได้ปล่อยให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโตจนกระทั่งออกดอกและติดผลในปี 2533 พบว่า เนื้อทุเรียนมีความแตกต่างจากพันธุ์หมอนทองเดิม เนื่องจากมีเนื้อละเอียด มีสีเหลืองเข้มคล้ายทองคำ กลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติมันอมหวาน น้ำหนักผลโดยเฉลี่ย 2-5 กิโลกรัม หลังจากติดตามความคงตัวของลักษณะสายพันธุ์ทุเรียนนาน 25 ปี จึงตั้งชื่อพันธุ์ทุเรียนใหม่ พร้อมยื่นขอจดทะเบียนรายชื่อพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตรและขยายพันธุ์ทุเรียนทองบางสะพานด้วยการเสียบยอดเพิ่มอีก นอกจากนั้น ได้จำหน่ายกิ่งพันธุ์ให้กับผู้สนใจนำไปเพาะขยายพันธุ์ในราคากิ่งละ 400 บาท ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และขณะ
กขจ1 (วังทอง 72) เป็นข้าวญี่ปุ่น พันธุ์ใหม่ หรือจาปอนิกาไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 98-113 วัน (นาปี) และ 105-123 วัน (นาปรัง) เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำให้ผลผลิต 953 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคไหม้ ประวัติพันธุ์ ได้จากการผสมเดี่ยวระหว่างสายพันธุ์ข้าว PSL95037-25-1-2-PAN-1 กับพันธุ์ Shubu ฤดูนาปี 2555 ที่ศูนย์วิจัยเชียงราย ฤดูนาปี 2556-2557 ปลูกคัดเลือกแบบสืบตระกูลที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก จนได้สายพันธุ์ที่คงตัวทางพันธุกรรม ลักษณะประจำพันธุ์ – ข้าวเจ้าจาปอนิกาไม่ไวต่อช่วงแสง – อายุการเก็บเกี่ยว 98-113 วัน (ฤดูนาปี) และ 105-123 วัน (ฤดูนาปรัง) เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำ – ลักษณะทรงกอตั้ง สูงประมาณ 93 เซนติเมตร ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียวเข้ม – เมล็ดร่วงยาก ข้าวเปลือกสีฟาง มีหาง – ปริมาณอะมิโลสต่ำ (17.31 เปอร์เซ็นต์) – ข้าวเมื่อหุงสุก มีลักษณะนุ่มเหนียว สีขาวนวล เลื่อมมันเล็กน้อย ลักษณะเด่น – ศักยภาพการให้ผลผลิต 953 กิโลกรัมต่อไร่ – ต้านทานต่อโรคไหม้ได้ดีกว่าพันธุ์ ก.วก.1 และ ก.วก.2 – มีคุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี ท้องไข่น้อยกว่าพันธุ์ ก.วก.1 แล
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินงานวิจัยงาทั้งด้านเทคโนโลยีการปลูก การผลิตงา และการแปรรูป มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีการปลูกงาในสภาพไร่และนา ทั้งในระบบอินทรีย์ เกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปงาเพิ่มเพื่อมูลค่าให้แก่งา พร้อมที่จะถ่ายทอดให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่สนใจ โดยเฉพาะ “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” ซึ่งลักษณะเด่นให้ผลผลิตเฉลี่ย 135 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดโต มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง 12,813 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แคลเซียมสูง 0.73% และมีอายุเก็บเกี่ยว 80-85 วัน ที่ผ่านมาเกษตรกรมีความพึงพอใจกับผลผลิต “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” สามารถปลูกเป็นพืชหลังนา ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิตงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 รวมทั้งผู้ประกอบการมีความพึงพอใจกับผลผลิตงาอินทรีย์แต่ยังมีปัญหาปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด การเพิ่มพื้นที่ของการปลูกงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 จึงมีความจำเป็น ซึ่งเกษตรกรรายใหม่มีความสนใจและอยากเรียนรู้การปลูกงาดำพันธุ์อุบล
จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นจังหวัดที่มีการทำนาเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีมีความเหมาะสมในการปลูกข้าวหอมมะลิ โดยธรรมชาติที่ให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิ ที่มีความหอมและนุ่มกว่าข้าวหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดอื่นของภาคอีสาน ที่มาของ “ข้าวแสงแรก” เป็นข้าวเหนียวพื้นเมืองสีแดง ที่ชาวบ้านในจังหวัดปลูกกันมานาน แต่ก่อนไม่ค่อยนิยมปลูก เนื่องจากไม่มีคนรับซื้อ ทำให้ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ ส่วนใหญ่ชาวนามักจะปลูกรวมกับข้าวนาปีไว้รับประทานกันในครอบครัว เพราะเป็นข้าวที่ให้ผลผลิตน้อยแค่ไร่ละ 400-500 กิโลกรัม จึงไม่นิยมปลูกกันมากนัก ความพิเศษคือเมื่อนำไปหุงจะมีกลิ่นหอมคล้ายวานิลลา ต่อมาได้มีการรวบรวมสายพันธุ์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ในระดับห้องปฏิบัติการจากแล็บเอกชน เพื่อหาคุณค่าทางโภชนาการ และได้ตั้งชื่อข้าวเหนียวแดงใหม่ เป็น “ข้าวแสงแรก” เนื่องจากปลูกในพื้นที่ตั้งอยู่เส้นแวง 105 องศาตะวันออก ถือเป็นจังหวัดแรกของไทยที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้น โดยมีคุณลักษณะแตกต่างจากข้าวหอมมะลิจังหวัดอื่นๆ คือ ข้าวมีเมล็ดเรียวยาว เนื้อข้าวมีความเหนียวนุ่มจากยางข้าวเหนียวปนเล็กน้อย มีกลิ่นหอมเป็
ก่อนหน้านี้เทคโนโลยีชาวบ้าน ได้เผยแพร่เรื่องราวจุดกำเนิดข้าวไทยไปแล้ว ครั้งนี้จึงอยากจะนำเรื่องของจุดกำเนิดพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับข้าว ให้ทุกท่านได้อ่านและเข้าถึงศิลปะและวัฒนธรรมข้าวกันมากขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลมาจากมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จุดกำเนิดพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับข้าว ถ้าจะพูดถึงพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวในสังคมไทย อาจพูดได้ว่าหมายถึงพิธีกรรมเกือบทั้งหมดในสังคมไทยทีเดียว เพราะพิธีกรรมที่มีความหมายและมีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนานั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการทำมาหากิน และการทำมาหากินของคนไทยในสังคมไทยนั้น ตั้งแต่อดีตก็คือการทำเกษตรกรรม การเพาะปลูก ซึ่งก็ไม่พ้นการทำไร่ทำนานั่นเอง จุดมุ่งหมาย ความหมาย และความสำคัญของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกหรือที่เกี่ยวกับข้าวก็คือ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น พิธีกรรมทั้งหมดหรือจุดประสงค์หลักของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวเกี่ยวพันกับการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านในการเผชิญกับปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องความอยู่รอดของชาวบ้านนั่นเอง พิธีกรรมดั้งเดิม
“ข้าว” เป็นพืชอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียที่บริโภคข้าวเป็นอาหารประจำวันมากกว่าในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก “แต่ทำไมนะ” ประชากรในภูมิภาคเอเชียรวมถึงประเทศไทย ที่เป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์ข้าวกว่า 20,000 ชนิด แต่กลับรู้จักและได้บริโภคข้าวจริงๆ ไม่เกิน 10 สายพันธุ์ เทคโนโลยีชาวบ้าน พาทุกท่านไปย้อนเรื่องราวจุดกำเนิดและประวัติข้าวไทย ทั้งในเรื่องของศิลปะและวัฒนธรรมข้าว ชนิดของข้าว และการบริโภคข้าวของคนไทยในอดีตถึงปัจจุบัน โดยอิงข้อมูลจากมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จุดกำเนิดและประวัติข้าวไทย รู้หรือไม่ว่าพันธุ์ข้าวที่มนุษย์เพาะปลูกในปัจจุบันพัฒนามาจากข้าวป่าในตระกูล Oryza gramineae สันนิษฐานว่า พืชสกุล Oryza มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นของทวีป Gondwanaland ก่อนผืนดินจะเคลื่อนตัวและเคลื่อนออกจากกันเป็นทวีปต่างๆ เมื่อ 230-600 ล้านปีมาแล้ว จากนั้นกระจายจากเขตร้อนชื้นของแอฟริกา เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ออสเตรเลีย อเมริกากลางและใต้ ข้าวสามารถเจริญเติบโตได้ตั้งแต่ความสูงระดับน้ำทะเลถึง 2,500 เมตรหรือมากกว่า ทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ทั้งในที่ราบลุ่มจนถึงที่สูง ครอบ
สองสามี – ภรรยา ที่ชอบค้าขายและความท้าทาย เงินเดือนรวมกันเฉียดแสน ตัดสินใจโบกมือลาชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง ออกเดินทางตามความฝัน ด้วยการปักหมุดสร้างสวนไผ่แห่งความสุข 9 ไร่ ที่จังหวัดอุดรธานี เก็บหน่อไม้ขายวันละ 30 กิโลกรัม ขายกิ่งพันธุ์ร่วมด้วย รายได้เดือนละ 75,000 บาท ชีวิตแฮปปี้ ได้อยู่กับลูกชาย 2 คน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ แถมได้กินหลากเมนูอร่อยๆ ทำจากหน่อไม้ตลอดทั้งปี คุณเพ็ญศิริ ลลิตวิภาส หรือคุณโบว์ ภรรยาคุณสมเจตน์ หรือคุณสิงห์ สองสามีภรรยาเจ้าของสวนไผ่ ณ บ้านทุ่ง ที่จังหวัดอุดรธานี เล่าว่า ฝ่ายสามีเคยทำงานด้านคอมพิวเตอร์ 14 ปี รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนระบบเซิร์ฟเวอร์ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนราว 60,000 บาท ส่วนตัวเองจบบัญชี จากโรงเรียนเทคนิคกรุงเทพพณิชยการ ทำธุรกิจส่วนตัว ขายงานศิลปะตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ระบายสี และกระเป๋าผ้าลดโลกร้อน รวมรายได้ 2 คนต่อเดือนก็เกือบ 1แสนบาท อย่างไรก็ตามแม้รายได้จะดี แต่ภรรยาในวัย 37 ปี บอกว่า ไม่ได้ชื่นชอบวิถีชีวิตในกรุงเทพฯ ตรงกันข้ามวางแผนบั้นปลายชีวิตไว้ว่า อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากเลี้ยงลูกเอง และที่สำคัญอยากประกอบอาชีพอิสระ นี่คือแรงบ
ออเดอร์เข้ารัวๆ ยายวัย 72 สู้ภัยแล้ง เลี้ยง ตั๊กแตนปาทังก้าขาย รายได้ดีแบบเป็นตัวกิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนไข่กิโลละ1 หมื่นบาท มีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย คุณยายวงเดือน ไชยสูงเนิน อายุ 72 ปี ชาวบ้าน บ้านทองหลาง ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา สู้วิกฤติภัยแล้ง หันมาเลี้ยงตั๊กแตนปาทังก้าขายสร้างรายได้ โดยเริ่มจากซื้อไข่ตั๊กแตนมา 1 ขีดหรือ 100 กรัม นำมาเพาะขายได้ 500 ตัว จากนั้นให้ตั๊กแตนเพาะผสมพันธุ์กันเอง จนได้ไข่รุ่นใหม่ แล้วนำมาขยายพันธุ์ต่อ ซึ่งได้ผลดี จึงเริ่มเพาะขายเอง ซึ่งขั้นตอนของการเลี้ยงตั๊กแตน เริ่มจากการเตรียมสถานที่เลี้ยงต้องเป็นระบบปิด ใช้มุ้งตาข่ายเขียวขนาดเล็กมาเย็บต่อกัน ให้เป็นโรงเรือนเพาะเลี้ยงรูปทรงสี่เหลี่ยม กว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร จากนั้น นำไข่ตั๊กแตนมาเพาะเลี้ยง เมื่อตั๊กแตนฟักออกจากไข่ ก็เริ่มให้อาหารด้วยใบกล้วยหรือหญ้า ฉีดพรมน้ำเช้า-เย็น รอให้ตั๊กแตนมีอายุ 45 วัน ก็จะเริ่มผสมพันธุ์กันเอง และออกไข่ในกระบะทราย แล้วทยอยเขี่ยเอาไข่ตั๊กแตนเก็บไว้ โดยเว้นระยะห่าง 2 วัน จึงค่อยเก็บใหม่ เมื่อตั๊กแตนอายุได้ 60 วัน ก็จะเริ่มทยอยจับตัวส่งขายได้ ซึ่งมีออร์เดอร์สั่งซื้อตั๊กแต
