พืชทำเงิน
มะขามเปรี้ยวพันธุ์ฝักยักษ์ หรือ มะขามเปรี้ยวยักษ์ เป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นผลไม้เขตร้อนที่เติบโตได้ดีในบริเวณพื้นที่ราบจนถึงบนภูเขาสูง ปลูกได้ทุกสภาพดิน ทนแล้ง ให้ผลดก ฝักใหญ่เนื้อหนา น้ำหนักดี รสเปรี้ยวสูง ขายดีทั้งมะขามฝักสดและมะขามเปียก แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ เป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งปลูกไว้สำหรับบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายผลหรือแปรรูปเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร เนื่องจากฝักจะมีขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะ เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด รวมทั้งทุกส่วนของต้นยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ใบ ยอด ฝักดิบ ฝักสุก นำมาบริโภค ส่วนลำต้นหรือเนื้อไม้ นำมาทำเขียง เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ปัจจุบันมีความนิยมนำผลสดมาแปรรูปเป็นมะขามแช่อิ่ม ผลสุกนำมาทำเป็นมะขามเปียก รวมถึงการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น มะขามแก้ว มะขามกวน น้ำพริกมะขาม สบู่มะขาม เป็นต้น การเตรียมหลุมสำหรับปลูก เตรียมหลุมสำหรับปลูกในดินที่มีความแน่นหรือแห้งแข
กรมการค้าภายใน เตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์ผักสด-มะนาว ช่วงหน้าร้อน จับตาทุกรายการอย่างใกล้ใกล้ชิด พร้อมการแก้ปัญหามะนาวราคาสูงในปีนี้ ราคาเฉลี่ยขณะนี้ 1-6 บาทแล้วแต่ขนาด เชื่อมโยงผลผลิตจัดทำนำมะนาวผง ออกจำหน่ายผ่านโมบายธงฟ้า วันที่ 15 มีนาคม 2567 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมเตรียมความพร้อมในการดูแลสถานการณ์ผักสด มะนามในช่วงหน้าร้อน ซึ่งได้รับผลกระทบต่อผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย โตช้า ได้รับความเสียหาย โดยมีผลต่อราคา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน กรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งผลผลิตและราคา ปัจจุบันผลผลิตยังคงเข้าสู่ตลาดปกติ ส่วนราคาก็มีทั้งปรับขึ้นและลดลงบ้าง แก้ปัญหามะนาว สำหรับมะนาว ที่มักจะมีปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย และราคาปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อนของทุกปีนั้น กรมได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว โดยปีที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เข้าไปรับซื้อมะนาวในช่วงที่ผลผลิตออกมาก แล้วนำไปผลิตเป็นมะนาวผง และจะนำมาจำหน่ายให้กับประชาชนและร้านค้าในช่วงหน้าร้อนนี้ผ่านรถโมบายธงฟ้า ซึ่งรสชาติเหมือนกับมะนาวสด ทั้งนี้ สามารถใช้แทนมะนาวส
สภาพอากาศร้อนและแดดจัดในระยะนี้ เกษตรกรผู้ปลูกพริกเตรียมรับมือการระบาดของเพลี้ยไฟพริก สามารถพบได้ในระยะที่ต้นพริกออกดอกและติดผล เริ่มแรกจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยง จากยอด ใบอ่อน ตาดอก และดอก ทำให้ใบหรือยอดอ่อนหงิก ขอบใบหงิกหรือม้วนขึ้นด้านบน ถ้าเพลี้ยไฟพริกเข้าทำลายในระยะที่ต้นพริกออกดอก จะส่งผลทำให้ดอกพริกร่วงไม่ติดผล ส่วนการเข้าทำลายในระยะติดผล จะทำให้รูปทรงของผลพริกบิดงอ หากระบาดรุนแรง จะทำให้ต้นพริกชะงักการเจริญเติบโตหรือแห้งตายในที่สุด เกษตรกรควรสุ่มสำรวจตรวจต้นพริก 100 ยอดต่อไร่ ในทุกสัปดาห์อย่างสม่ำเสมอ โดยใช้วิธีการเคาะลงบนแผ่นพลาสติกสีดำ และป้องกันกำจัดเมื่อพบเพลี้ยไฟพริกเฉลี่ยมากกว่า 5 ตัวต่อยอด ในขั้นต้นควรเพิ่มความชื้นให้ต้นพริกด้วยการให้น้ำ อย่าปล่อยให้ต้นพริกขาดน้ำ เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ และเพลี้ยไฟพริกจะระบาดได้อย่างรวดเร็ว หากพบการระบาด สำหรับในแหล่งปลูกใหม่ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกหน่อไม้ฝรั่งให้ได้ผลผลิตดีตลอดทั้งปี มีการผลิตและส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ โดยมีประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ ประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และไต้หวัน จัดเป็นพืชผักเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย พื้นที่ปลูกที่สำคัญอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การผลิต พบว่า พื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดแคลนพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูงและคุณภาพหน่อสม่ำเสมอ รวมทั้งการระบาดรุนแรงของโรคลำต้นไหม้ ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนชนิดพืชปลูก หรือย้ายพื้นที่ปลูก ส่วนการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ดีจากต่างประเทศ มีการนำเข้าน้อย และบางปีไม่มีการนำเข้า เกษตรกรจึงเก็บเมล็ดที่เกิดขึ้นในแปลงผลิตไปปลูกต่อ หรือจำหน่าย ทำให้ผลผลิตและคุณภาพหน่อของหน่อไม้ฝรั่งลดลงและไม่สม่ำเสมอ นางสาวนันทนา โพธิ์สุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งพันธุ์ดีที่ให
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นอีกหน่วยงานสำคัญที่ช่วยกำหนดในเรื่องของมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อให้การตรวจสอบมาตรฐานในด้านต่างๆ มีความสอดคล้องกับสากล เป็นการพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารให้ได้มาตรฐานมากขึ้น พร้อมทั้งยังมีการทำความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการกำหนด เครื่องหมาย Q ที่เป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารที่ผ่านการตรวจสอบรับรองความมีมาตรฐานและความปลอดภัย ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า มกอช. ถือเป็นหน่วยงานที่ดูแลและดำเนินงานในเรื่องของมาตรฐานสินค้าเกษตร ทำภายพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งครอบคลุมภารกิจหมดทุกด้านที่เกี่ยวกับกระบวนมาตรฐาน พร้อมทั้งมีการกำหนดมาตรฐานเพื่อส่งเสริมและดูแลให้นำมาตรฐานไปใช้ มีระบบการตรวจสอบมาตรฐานให้เกิดการยอมรับมีความน่าเชื่อถือ และควบคุมกำกับดูแลในเรื่องของการนำเอาเครื่องหมายมาตรฐานหรือใบรับรองมาตรฐานไปใช้ ในเรื่องของการทำตลาดแ
ช่วงนี้มะม่วงเริ่มออกผลผลิตจำนวนมาก แต่ปัญหาที่เกษตรกรต้องกังวลก็คือ สัตว์ที่จะเข้ามาทำลายผลไม้ เช่น กระรอก นก หรือหนู วันนี้เรามีเคล็ดลับ ป้องกันกระรอกกินมะม่วงด้วยแก้วกาแฟที่ไม่ใช้แล้ว บอกเลยว่าได้ผลดีเกินคาด วิธีทำ 1. เตรียมแก้วและฝากาแฟ มาล้างทำความสะอาด เช็ดให้แห้ง 2. เจาะรูที่ตูดแก้วเพื่อระบายอากาศได้ดี ป้องกันน้ำขัง 3. จากนั้นนำแก้วที่เจาะรูแล้วครอบไปที่ผลไม้ที่ต้องการจะห่อผล แล้วใช้ฝาครอบปิด โดยให้ตัดฝาแก้วเป็นแนวตรง เสร็จแล้วนำมะม่วงดันเข้าไปข้างในแล้วนำก้นแก้วมาปิดด้านล่างตามด้วยเทปใสปิดทับอีกที หรือจะใช้แม็กซ์เย็บกระดาษก็ได้ เพื่อป้องกันลมพัดแก้วหล่น เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันผลไม้แสนรักของเราจากแมลงวันทอง ป้องกันสัตว์รบกวน…ที่พบเห็นอยู่มีกระรอก หนู ซึ่งมักมาแทะและทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ประโยชน์ของการห่อผลไม้นั้นมีมากมาย 1. สีและผิวสวยขึ้น…เช่น มะม่วงหากไม่ห่อผิวสีเขียว แต่ห่อผลจะเหลืองทอง ทั้งๆ ที่ดิบอยู่ ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้พบเห็นและผู้ซื้อ 2. ป้องกันแมลงได้…ศัตรูตัวร้ายของผลไม้คือ แมลงวันผลไม้ หากห่อสามารถป้องกันได้อย่างดี 3. ปลอดจากสารเคมี…แทนที่เจ้าของจะพ่นสารเคมีป้อง
เสาวรส ผลไม้มากประโยชน์ สามารถทานผลสดได้ ผลเป็นทรงกลม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีหลายสีแล้วแต่พันธุ์ ทั้งสีม่วง เหลือง ส้ม ชั้นในสุดของเปลือกเป็นเยื่อสีขาวที่เรียกรก เนื้อรสเปรี้ยวจัด บางพันธุ์มีรสอมหวาน แหล่งปลูกเสาวรสที่สำคัญคือภาคเหนือ และพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งด้วยคุณประโยชน์และรสชาติที่ถูกใจคนไทย เสาวรสจึงถือเป็นอีกหนึ่งพืชทางเลือกสร้างรายได้เสริมที่น่าสนใจ เมื่อความต้องการของตลาดมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เสาวรสเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่เมื่อออกตามฤดูกาลแล้ว สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการจะปลูกให้ได้คุณภาพและรสชาติดีนั้น มีปัจจัยอะไรบ้าง วันนี้มีเทคนิคดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง เสาวรสสามารถปลูกได้ทั่วไป แต่ควรเป็นที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำฝนสม่ำเสมอ หรือมีการชลประทาน สภาพดินสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง ดินมีความเป็นกรดเล็กน้อย (pH) ประมาณ 6 การวางแผนปลูก…มีความจำเป็น เพราะเสาวรสเป็นไม้เลื้อยอายุหลายปี สามารถอยู่ได้ 3-5 ปี ควรวางแนวปลูกในแนวเหนือใต้ เพื่อให้เสาวรสได้รับแสงเต็มที่ เสาวรสต้องการแสงแดดวันละ 6-8 ชั่วโมง วิธีการเตรียมดิน ควรทำไว้ก่อนล่วงหน
หลายคนที่ปลูกมะม่วงอาจเคยเกิดปัญหาว่า มะม่วงผลขนาดใหญ่และยาวมักแตก หรือปลายผลมีลักษณะนิ่มช้ำ จนเมื่อผ่าออกก็พบว่ามีเนื้อภายในคล้ายวุ้น อาจารย์ประทีป กุณาศล อดีตนักวิชาการด้านการเกษตร ให้ข้อมูลว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะขาดแคลเซียมหรือแคลเซียมไปไม่ถึงปลายผล ทําให้เซลล์บริเวณนั้น นิ่มและง่ายต่อการเกิดโรค และมักเกิดกับมะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่ โดย “แคลเซียม” เป็นธาตุอาหารที่เมื่อเข้าไปฝังอยู่ที่พนังเซลล์ของไม้ผลแล้วจะทำให้มีความแข็งแรง ดังนั้น เมื่อขาดหรือไม่พออาจทำให้เซลล์บริเวณนั้นนิ่มและง่ายต่อการเกิดโรค แล้วมะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่ อย่างพันธุ์จินหวง หรือเขียวสามรส จึงมักประสบปัญหาดังกล่าวเสมอ ต้นเหตุอาจเป็นเพราะเกษตรกรหรือคนปลูกมะม่วงมักเข้าใจว่าในดินมีแคลเซียมไม่เพียงพอ ความจริงมีเพียงพออยู่แล้ว แต่การปลูกโดยทั่วไปนิยมเร่งให้มีผลผลิตมาก จึงมีการใส่ไนโตรเจนจำนวนมาก จนทำให้พืชดูดไนโตรเจนมากกว่าแคลเซียม อีกทั้งแคลเซียมจะเดินทางช้าและมักไปอยู่ตามใบและส่วนอื่นมากกว่าในผล จึงทำให้เกิดภาวะที่ไม่สมดุล พอเป็นเช่นนี้ทำให้เกษตรกรหันมาพ่นแคลเซียมทางใบแทน ซึ่งแท้จริงควรให้ทางดินแล้วปล่อยให้ลำเลียงขึ้นไปตาม
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานวิจัยหลักด้านพืชและเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทย ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสู่การเกษตรอัจฉริยะ ให้สามารถเพิ่มผลผลิตต่อหน่วย ลดต้นทุนการผลิต แก้ไขปัญหาด้านแรงงานภาคเกษตร รวมถึงเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้ สร้างรายได้เพิ่มกับเกษตรกร ตามนโยบายการเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในปี 2567 สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาโรงเรือนอัจฉริยะอย่างง่ายสำหรับการปลูกพืชผักมีราคาที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา เพื่อแสดงถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรม ร่วมกับการทำเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ประสานกันอย่างกลมกลืน ใช้แรงงานน้อยลง และเพิ่มคุณภาพของผลผลิต และปลอดสารพิษตกค้าง นางสาวขนิษฐ์ หว่านณรงค์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กล่าวว่า สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ได้ออกแบบโรงเรือนอัจฉริยะอย่างง่ายที่เหมาะสมกับเกษตรกร โดยโรงเรือนมีขนาดกว้าง 5.3 ยาว 18 เมตร สูงจากพื้นถึงคานบน 2.35 เมตร หลังคาพลาสติก ด้านข้างเปิดโล่ง หรือสามารถติดซาแรนบังแสงและลมด้า
“เฮมพ์” (Hemp) แท้จริงแล้วคือ “ต้นกัญชง” ที่ใช้เส้นใยมาทอเป็นผืนผ้า เรียกว่า ผ้าทอใยกัญชง แต่ต้นกัญชงถูกจัดให้เป็นพืชเสพติดประเภทเดียวกับกัญชา แต่ความจริงแล้วต้นกัญชงมีสารเสพติดที่ต่ำกว่ากัญชามาก และเป็นพืชที่ปลูกตามวิถีชีวิตของชาวไทยภูเขา มูลนิธิโครงการหลวง ได้รับการสนับสนุนศึกษาวิจัย จนได้สายพันธุ์ที่ปลูกได้ในพื้นที่สูง และเริ่มที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของชื่อพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง จึงได้เปลี่ยนการเรียกชื่อ ต้นกัญชง มาใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า เฮมพ์ (Hemp) วิถีชีวิตของชาวไทยภูเขาเผ่าม้งในอดีต มีการปลูกเฮมพ์กันทุกครัวเรือน เพื่อนำมาใช้ถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม ทำเป็นเชือกมัดสิ่งของ กระสอบป่านบรรจุสิ่งของ สายคันธนูหรือหน้าไม้ ใช้เป็นยารักษาโรค ฯลฯ ในต่างประเทศใช้เฮมพ์ทำเป็นวัตถุดิบของการทำเบาะรถยนต์ เครื่องสำอาง ใช้ทำเสื้อเกราะป้องกันกระสุน และอื่นๆ อีกมากมาย การปลูกเฮมพ์ในประเทศไทยเริ่มลดลง หลังภาครัฐกำหนดให้กัญชงหรือเฮมพ์ เป็นพืชตระกูลเดียวกับกัญชา จัดอยู่ในกลุ่มพืชเสพติดชนิดหนึ่ง ขณะที่ตลาดมีความต้องการหัตถกรรมผ
