พืชทำเงิน
หากย้อนไปเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นเคยกับพืชกระแสที่มาแรงอย่าง มะนาวคาเวียร์ (Finger Lime) หรือหลายท่านเรียกว่า มะนาวนิ้วมือ ในตอนนั้นเป็นอย่างดี ถึงปัจจุบันกระแสความนิยมก็เริ่มซาไป เพราะส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความที่เป็นพืชตามกระแสมาแล้วก็หายไป หรือเกิดจากผู้คนยังไม่รู้วิธีการปลูกดูแลรักษา เพราะพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศออสเตรเลีย หรือข้อสุดท้ายก็นับเป็นเหตุผลที่น่ากลัวเช่นกัน นั่นคือ เกษตรกรหลายท่านถูกหลอกให้ซื้อต้นพันธุ์ไปปลูก ทั้งที่เจ้าของสวนเองยังไม่ทราบเลยว่าต้นพันธุ์ที่ขายไปนั้นเป็นมะนาวพันธุ์อะไร ลูกออกมาแล้วเป็นยังไง ก็ขายไปในราคาที่สูง แต่ผลสุดท้ายปลูกออกมาแล้วไม่ได้อย่างคำโฆษณา จึงอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้กระแสของมะนาวคาเวียร์ ค่อยๆ จางหายไป แต่ในอีกทางหนึ่งก็ยังมีเกษตรกรที่ยังมุ่งมั่นพยายามปลูกและเรียนรู้ที่จะทำพืชสวนกระแสนี้จนสำเร็จ และสามารถสร้างรายได้เสริมให้เขาเป็นอย่างดีมานานกว่า 6 ปีแล้ว คุณเกรียงไกร บรรเทา หรือ พี่ใหม่ อาชีพหลักเป็นผู้จัดการวิศวกรรมซ่อมบำรุง และมีอาชีพเสริมเป็นเกษตรกรวันว่างปลูกมะนาวคาเวียร์ พืชสวนกระแสในปัจจุบัน แต่กลับ
มะพร้าว หนึ่งในไม้ผลเป็นยา ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุชนิดต่างๆ กินง่าย สามารถกินได้ทั้งน้ำและเนื้อ อีกทั้งยังสามารถนำมาแปรรูปทำอาหารได้ทั้งเมนูคาวและหวาน หรือนำมาใช้ในวงการเครื่องสำอาง ที่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมสำคัญ เช่น สบู่ ครีม แชมพู หรืออีกหนึ่งวิธีคือการสกัดเย็น โดยในประเทศไทยมีมะพร้าวหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่ได้รับความนิยมที่สุดคือมะพร้าวน้ำหอม ด้วยรสชาติที่หอม หวาน เป็นเอกลักษณ์ ทำให้มะพร้าวกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่จะมีเกษตรกรมากหน้าหลายตาที่แวะเวียน ลงทุนปลูกมะพร้าวเพื่อสร้างรายได้ หลายคนประสบความสำเร็จ หลายคนผิดหวัง ขึ้นอยู่ที่เทคนิคการจัดการดูแลและการทำตลาดถือเป็นเรื่องสำคัญ คุณศักดิ์ศรี พระจันทร์ หรือ พี่ป้อม ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์นักทดลอง อยู่ที่ตำบลบ้านแขม อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี อดีตผู้จัดการร้านอาหารในเมืองกรุงฯ ผันตัวเป็นเกษตรกรปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชสร้างรายได้หลัก ด้วยเหตุผลที่ว่า มะพร้าวเป็นพืชที่ลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่สามารถเก็บขายได้นาน 25-30 ปี ประกอบกับการมองไปถึงเทรนด์สมัยใหม่ ที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภา
มะยงชิด ผลไม้ขึ้นชื่อจังหวัดนครนายก หากใครได้ลิ้มลองรสชาติ เป็นอันต้องติดใจ ด้วยลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนที่อื่น ทั้งขนาดของผลที่ใหญ่ สีของเปลือกและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมมะยงชิด ของที่นี่มีชื่อเสียงกลายเป็นซิกเนเจอร์ของจังหวัด ที่ใครมาแล้วต้องซื้อกลับ ซึ่งครั้งนี้เทคโนโลยีชาวบ้านก็ไม่พลาดที่จะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับสวนมะยงชิดลุงนวย นับเป็นอีกสวนที่ขึ้นชื่อเรื่องของคุณภาพ และรสชาติของมะยงชิดที่หวานกำลังดี มีอมเปรี้ยวหน่อยๆ รวมถึงขนาดผลใหญ่ ที่ใหญ่เท่าๆ กับไข่ไก่ จนแม่ค้าต้องมานอนเฝ้าขอซื้อถึงสวน คุณอำนวย อินไชยะ (ลุงนวย) ข้าราชการเกีษยณ (เจ้าของสวนมะยงชิดลุงนวย) อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำสวนมะยงชิด ตนทำงานรับราชการเป็นนายช่างสมุทร อยู่กรมพัฒนาที่ดินมาก่อน งานสวนถือเป็นเรื่องไกลตัว อาศัยความมีใจรัก ระหว่างรับราชการมีโอกาสได้ไปคุมงานตามต่างจังหวัด ก็จะไปเสาะหาพันธุ์ไม้ดีๆ มาปลูกสะสมไว้ ด้วยลักษณะของงานที่ทำค่อนข้างเครียด กลับบ้านก็อยากพักผ่อนได้เห็นสีเขียวๆ เดินดูเพลินๆ ปลูกมาหลายชนิด มาจบสุดท้ายที่มะยงชิด เพร
การปลูกมะยงชิดหรือมะปรางหวานเป็นการค้านั้น ควรเป็นแหล่งที่มีฤดูฝนสลับฤดูแล้ง (หนาวและร้อน) ที่เด่นชัด เพราะช่วงแล้งดังกล่าวจะมีความสำคัญต่อการออกดอกของมะปราง ซึ่งช่วงดังกล่าวจะช่วยทำให้ต้นมะปรางมีการพักตัวชั่วคราว ชะงักการเจริญเติบโตทางใบและกิ่ง ถ้ามีอุณหภูมิต่ำหรืออากาศเย็นจะช่วยให้มะปรางออกดอกติดผลได้ดียิ่งขึ้น อุณหภูมิเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการแทงช่อดอก การติดผล และระยะเวลาการสุกของผลมะปราง คือ ถ้าอุณหภูมิต่ำและมีช่วงระยะเวลาของอุณหภูมิต่ำนานพอสมควร จะทำให้มะปรางออกดอกและติดผลได้ดีขึ้น และหลังจากมะปรางติดผลแล้ว ถ้าแหล่งปลูกมะปรางมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็ว จะมีผลให้มะปรางแก่หรือสุกเร็วกว่าในแหล่งที่มีอุณหภูมิต่ำ หลายคนคงไม่ทราบว่า จังหวัดพิจิตรเป็นแหล่งผลิตมะยงชิดพันธุ์ดีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เฉพาะเขตพื้นที่ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก มีพื้นที่ปลูกมะยงชิดพันธุ์ดี ประมาณ 2,000 ไร่ ผลผลิตมะยงชิดของจังหวัดพิจิตรเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะผลใหญ่ เนื้อแข็ง และมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ผลผลิตส่วนใหญ่จะมีพ่อค้าเป็นจำนวนมากมารับซื้อเพื่อขายตลาดในประเทศ การปลูกมะยงชิด การเลือ
ลิ้นจี่แม่กลอง หลายคนแปลกใจว่า จังหวัดสมุทรสงคราม พื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำแม่กลอง เชื่อมต่อกับอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ปลูกลิ้นจี่จนผลิดอกออกผลได้อย่างไร และลิ้นจี่สมุทรสงครามหรือแม่กลองก็มีชื่อเสียงมาช้านาน แต่มาระยะหลัง ด้วยสภาพสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้ลิ้นจี่แม่กลองไม่ค่อยออกผล และมีบางปีไม่ติดผลเลยก็มี หรือบางปีติดผลน้อยมาก จนบางปีหลายคนรอคอยว่าเมื่อไหร่จะได้ลิ้มลอง “ลิ้นจี่แม่กลอง” จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรพบว่า แต่เดิมเมืองสมุทรสงครามหรือแม่กลอง เป็นเมืองริมแม่น้ำแม่กลอง และแควอ้อมขึ้นอยู่กับมณฑลราชบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ มลฑลราชบุรีเป็นที่อาศัยของชาวจีนที่มาทำการค้าขายอยู่ลุ่มน้ำแม่กลองบริเวณที่มีชุมชน ด้วยย่านนี้เป็นชุมชนที่มีการค้าขาย มีชาวจีนจากกรุงเทพฯ ติดต่อค้าขายมาตลอด ชาวจีนจากกรุงเทพฯ นำลิ้นจี่จากประเทศจีนมาฝากญาติ พี่ น้อง ที่ราชบุรีและแม่กลองที่ทำสวนและทำมาค้าขาย ต่อมาปี พ.ศ. 2340 มีการพบต้นลิ้นจี่ ที่ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที และตำบลเมืองใหม่ อำเภออัมพวา ลิ้นจี่ที่พบนี้มีอายุถึง 200 ปีและยังยืนต้นให้เห็นอยู่ถึงปัจจุบัน แสดงให
“ฝรั่งแป้นสีทอง” เป็นฝรั่งที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน งานปลูกนั้นเขาแปลงใหญ่ๆ 4-5 ไร่ ปลูกจํานวนมาก การจัดการทําได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น ใส่ปุ๋ย หรือห่อผล การนําต้นพันธุ์ฝรั่งแป้นสีทองมาปลูกใกล้บ้านทําได้ไม่ง่ายนัก เพราะปกติแล้วฝรั่งแป้นสีทองอ่อนแอต่อการระบาดของศัตรู ที่เห็นชัดเจนคือ “เพลี้ยแป้ง” ที่มีสีขาว กระนั้นก็ตาม ฝรั่งใกล้บ้านสามารถปลูกได้ เริ่มต้นจากคัดหาต้นพันธุ์ที่ไม่มีโรคและแมลงติดกับกิ่งพันธุ์ จะช่วยลดการระบาดของศัตรูได้ เมื่อนํามาปลูก ต้นที่อยู่ไกลต้นอื่น โอกาสที่จะระบาดจึงมีไม่มาก ฝรั่งให้ผลผลิตเร็ว ปลูกไม่นานมียอดอ่อนและใบอ่อนออกมาก็มักมีดอกออกมาให้เห็น ปกติแล้วอายุของต้น 8 เดือนจึงเริ่มห่อกัน แต่หากผู้ปลูกมั่นใจว่าทรงพุ่มเหมาะสม ก็สามารถห่อได้ตั้งแต่อายุของต้นไม่มากนัก การตัดแต่งกิ่งฝรั่ง ควรตัดที่ยอดซึ่งมีรอยต่อระหว่างกิ่งแก่และกิ่งอ่อน จะมีการแตกกิ่งใหม่ออกมาพร้อมกับดอก วิธีห่อฝรั่ง เริ่มจากใช้ถุงพลาสติกใสที่เจาะก้นถุงห่อชั้นแรก ต่อมาหุ้มด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ โดยถุงพลาสติกนั้นช่วยป้องกันไม่ให้แมลงเจาะ ส่วนกระดาษหนังสือพิมพ์ช่วยให้ผิวขาวนวล ออกเหลือง เพราะไม่ถูกแสงอาทิ
การปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตดี เป็นที่ต้องการของตลาด การปลูกและการดูแลรักษา เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ต้องยอมรับว่า สายพันธุ์กล้วย เป็นประการหลักที่หากผู้ปลูกต้องการให้ได้ผลผลิตได้ราคา ตรงกับความต้องการของตลาด จำเป็นต้องเลือกสายพันธุ์ที่ได้คุณภาพ และมาตรฐานของสายพันธุ์ มิฉะนั้นแล้ว ผลผลิตที่ได้อาจไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ ในปี 2552 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการค้นพบกล้วยชนิดใหม่ ที่ให้ผลผลิตต่อเครือมาก ผลสวย ตรงกับความต้องการของตลาด ทำให้ขายได้ราคา เรียกกันว่า “กล้วยน้ำว้าโชควิเชียร” ชื่อเรียกนี้ คุณวิเชียร เนียมจ้อย เจ้าของหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าโชควิเชียร บอกว่า ผู้เขียนเนื้อหาเผยแพร่ในครั้งนั้น เป็นผู้ตั้งชื่อให้ แรกเริ่มเดิมที กล้วยน้ำว้าโชควิเชียร ปลูกและเป็นที่รู้จักเริ่มจากพื้นที่จังหวัดนนทบุรี และแพร่กระจายบริเวณปลูกออกไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ใต้ และอีสาน อาจมีภาคตะวันออกด้วยหรือไม่นั้น คุณวิเชียร ไม่ทราบได้ เพราะถึงปัจจุบันปี 2563 ระยะเวลาผ่านไป 11 ปี อาจทำให้หน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าโชควิเชียรแพร่หลายออกไปได้อีก ปี 2554 ที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ สวนและบ้านของคุณวิ
มะยง คนสมัยสุโขทัยเรียกว่า ลำยง ซึ่งกลายพันธุ์มาจากมะปรางพื้นบ้าน และผลจะใหญ่กว่ามะปรางพื้นบ้าน ส่วนรสชาติจะแตกต่างกัน ถ้าหวานมาก เปรี้ยวน้อย จะเรียกว่า มะยงชิด ถ้าหวานน้อยเปรี้ยวมาก จะเรียกว่า มะยงห่าง ถ้าเปรี้ยวอย่างเดียว เรียกว่า กาวาง โดยคุณวิจิตรผู้คร่ำหวอดในด้านการปลูกมะยงชิด บอกว่า จาก 60 สายพันธุ์ ที่สวนได้ปลูกรวบรวมไว้ คัดกรองลักษณะดีด้อย จนเป็นที่แน่ชัดตรงตามพันธุ์แท้ที่ตัวเองต้องการแล้ว จึงไปขอความร่วมมือจากเพื่อนฝูงที่เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์สถาบันใหญ่ๆ ระดับประเทศ ที่เคยเรียนมาด้วยกันมีเครื่องมือที่ทันสมัย ให้ช่วยตรวจพิสูจน์ DNA มะปราง เพื่อขึ้นทะเบียนพิสูจน์หลักฐาน DNA มะยงชิด โดยจำแนกเป็นมะยงชิด 3 สายพันธุ์ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ มะยงชิดสายพันธุ์เพชรกลางดง จุดเด่นคือ เป็นพันธุ์เบา ออกผลง่าย ต้านทานโรคและแมลงได้ดีมาก เมื่อนำไปตรวจ ดีเอ็นเอ พบว่า มีเอกลักษณ์จำเพาะพันธุ์ที่โดดเด่นแตกต่างจากพันธุ์อื่น เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงดีที่สุดตลอดกาล แหล่งกำเนิดอยู่ที่บ้านกลางดง จังหวัดกำแพงเพชร มะยงชิดสายพันธุ์ทูลเกล้า ไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังในนามจังหวัดนครนายก เป็นมะยงชิดที่มีชื่อเสียง
เกษตรกรชาวสวนยางพารามีการปรับตัว โดยปรับเปลี่ยนทำสวนแบบลดต้นทุนการผลิต แต่ต้นยางพารายังให้ผลผลิตที่มีคุณภาพเหมือนเดิม คุณจำปี เอกพล เกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ ได้คิดหาวิธีผลิตยางพาราแบบลดต้นทุนภายในสวน โดยนำน้ำหมักและสารชีวภัณฑ์ต่างๆ เข้ามาช่วยจนประสบผลสำเร็จ ทำให้การขายยางพาราแต่ละครั้งมีผลกำไร คุณจำปี เล่าให้ฟังว่า ได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำสวนยางพาราในช่วงปี 2548 ตามที่มีการส่งเสริมในขณะนั้น ทำให้เธอได้นำดินภายในสวนไปตรวจหาค่าวิเคราะห์ดิน ว่าในพื้นที่ของเธอนั้น เหมาะสมกับการปลูกยางพาราหรือไม่ ผลปรากฏว่าสามารถปลูกได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ทำสวนยางพาราเริ่มแรกจำนวน 6 ไร่ และขยับขยายต่อมาเรื่อยๆ จนมีพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด 24 ไร่ “พอเราเริ่มที่จะทำสวนยางพาราอย่างจริงจัง ช่วงแรกก็ได้เข้าไปอบรมเพื่อศึกษาก่อน จากนั้นก็มีปรับพื้นที่และเริ่มปลูกยางพาราภายในสวน การปลูกให้มีระยะห่างระหว่างต้นและแถวอยู่ที่ 7×3 เมตร การดูแลก็เน้นให้ระบบน้ำตามธรรมชาติ พึ่งน้ำฝนเป็นหลัก พอต้นยางพาราเริ่มได้อายุที่พร้อมจะกรีดได้ ก็จะมีการใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงเข้าไป เป็นสูตรตามค่าวิเคราะห์ดินที่เหมาะสมกับสวนของเรา ใส่ปุ๋ยปีละ 2
จากลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่ยึดติดความสะดวกสบายของผู้คนในปัจจุบัน ทำให้มีปริมาณขยะอินทรีย์เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ มากมาย เกิดเป็นปัญหาขยะล้นเมือง และปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมตามมา ทั้งทางด้านทัศนียภาพ กลิ่น และแมลงพาหะนำโรค รวมถึงปัญหาด้านการขาดแคลนพื้นที่กำจัดขยะและวิธีการจัดการที่ไม่เหมาะสม ในเมื่อเศษอาหารประจำวันที่ดูจะเพิ่มขึ้นทุกวัน กลายเป็นปัญหาของสังคม ทิ้งอย่างไร กำจัดอย่างไรก็ไม่รู้จักหมดสิ้น คงต้องใช้วิธีการนำเศษอาหารที่เป็นขยะประจำวันมาแปรเปลี่ยนเป็นปุ๋ยใช้ปลูกพืชซะเลย งานนี้ประหยัดค่าปุ๋ย แถมได้พืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทานในบ้าน ด้วย “ถังหมักขยะอินทรีย์แบบใช้อากาศ Zero organic waste” ผลงานของภาควิชาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมคณะวิทยาศาสตร์ ศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาขยะล้นชุมชนในภาคตะวันออก พื้นที่ฝังกลบไม่สามารถรองรับขยะที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อสุขภาพและอนามัย จึงกลายเป็นที่มาของการประดิษฐ์ถังหมักขยะอินทรีย์แบบใช้อากาศขึ้นมา หรือที่เรียกว่า “ถังหมักขยะอินทรีย์ รักษ์โลก” นั่นเอง วิธีใช้
