พืชทำเงิน
ต้นตาล หรือ ตาลโตนด หรือ โหนด ในภาษาใต้ เป็นพันธุ์ไม้ปาล์มขนาดใหญ่ สกุล Borassus ในวงศ์ปาล์ม Arecaceae เป็นปาล์มที่แข็งแรงมากชนิดหนึ่ง และเป็นปาล์มที่แยกเพศกันอยู่คนละต้น มีความสูงถึง 40 เมตร และโตวัดผ่ากลางประมาณ 60 เซนติเมตร ลักษณะลำต้น จะเป็นเสี้ยนสีดำแข็งมากแต่ไส้กลางลำต้นอ่อน บริเวณโคนต้นจะมีรากเป็นกลุ่มใหญ่ ใบเหมือนพัดขนาดใหญ่ กว้าง 1-1.5 เมตร มีก้านเป็นทางยาว 1-2 เมตร ขอบของทางของก้านทั้งสองข้างมีหนามเหมือนฟันเลื่อยสีดำแข็งๆ และคมมาก โคนก้านแยกออกจากกันคล้ายคีมเหล็กโอบหุ้มลำต้นไว้ช่อดอกเพศผู้ ใหญ่ รวมกันเป็นกลุ่มคล้ายนิ้วมือ เรียกว่านิ้วตาล แต่ละนิ้วยาวประมาณ 40 เซนติเมตร และโตวัดผ่ากลางประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร โคนกลุ่มช่อจะมีก้าน ช่อรวมและมีกาบแข็งๆ หลายกาบหุ้มโคนก้านช่ออีกทีหนึ่ง ช่อดอกเพศเมียก็คล้ายๆ กัน แต่นิ้วจะเป็นปุ่มปม ปุ่มปมคือดอกที่ติดนิ้วตาล ดอกหนึ่งๆ โตวัดผ่ากลางประมาณ 2 เซนติเมตร และมีกาบแข็งๆ หุ้ม แต่ละดอก กาบนี้จะเติบโตไปเป็นหัวจุกลูกตาลอีกทีหนึ่ง ผลกลมหรือรูปทรงกระบอกสั้นๆ โตวัดผ่ากลางประมาณ 15 เซนติเมตร ผลเป็นเส้นใยแข็งเป็นมัน มักมีสีเหลืองแกมดำคล้ำเป็นมันหุ้มห่อเ
ในโลกเกษตรยุคใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และความผันผวนของสภาพอากาศ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความอยู่รอดของเกษตรกร โดยเฉพาะ IoT หรือ Internet of Things ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำเกษตรแบบอาศัยประสบการณ์ สู่การทำเกษตรบนฐานข้อมูลจริง ช่วยให้ทุกการตัดสินใจแม่นยำมากขึ้น ลดความสูญเปล่า และบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทเรียนจากพื้นที่จริงสะท้อนชัดว่า IoT ไม่ได้มีไว้เพื่อความทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่คือเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม หากใช้อย่างเข้าใจ หลักคิดสำคัญจึงไม่ใช่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่คือการรู้จักประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพืช พื้นที่ และสภาพแวดล้อมของตนเอง ซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรยุคใหม่สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในระยะยาว คุณโจ–ธราพงษ์ วงศ์วัฒนากิจ เกษตรกรรุ่นใหม่เจ้าของ Gardener House จังหวัดราชบุรี สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน จากสวนมะพร้าวอินทรีย์ที่เคยอาศัยประสบการณ์และการคาดเดา วันนี้ถูกยกระดับด้วย “ข้อมูล” และ “เซ็นเซอร์” ที่ช่วยตัดสินใจอย่างแม่นยำ จนสามารถลดต้นทุนได
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไปจนถึงภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์โลกเดือดที่รุนแรงขึ้นทุกปี หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ในเมื่อปากท้องยังลำบาก เราจะปลูกต้นไม้ไปเพื่ออะไร” เรามักถูกสอนให้แยก ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ออกจาก ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ โดยเชื่อว่าต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน แล้วค่อยกลับมาดูแลธรรมชาติ แต่นั่นอาจเป็นกับดักทางความคิดที่ทำให้เรามองไม่เห็นทางออกที่แท้จริง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปากท้องกับสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน การปลูกป่าในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำเพื่อการค้าหรือประโยชน์ส่วนตัว แต่มันคือการสร้างฐานรากให้กับทุกมิติของชีวิต เพราะเมื่อเรามีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีต้นไม้ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนและคืนสมดุลให้สภาพอากาศ เมื่อนั้นเราจะทำงานได้ดีขึ้น พืชผลทางการเกษตรจะงอกงามขึ้น และบรรยากาศโดยรวมของสังคมไปจนถึงเศรษฐกิจก็จะขยับดีตามไปด้วย คุณขิม-ลีนา นาคะวิโรจน์ จากพนักงานออฟฟิศผู้หลงรักการเดินป่า สู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่อง “สาวใต้ปลูกต้นไม้” ที่ตัดสินใจทิ้งงานประจำมาปลูก “ไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจ” อย่างเต็มตัว คุณขิมเล่าว่า ก่อนจะก้าวเข
“ทุเรียนโอฉี่” หรือหนามดำ กำลังเป็นที่นิยมในการบริโภค และนำไปปลูกกันมากในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยเป็นทุเรียนที่มีการปลูกกันมาก รองลงมาจากทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิง ของมาเลเซีย มีประวัติความเป็นมาจากการที่ นายเหลียว เชือก เกี๋ยง หรือ มิสเตอร์เกี๋ยง นำเอาเมล็ดทุเรียนไม่ทราบพันธุ์จากประเทศไทยเมื่อ 30 ปีก่อนไปปลูกจนต้นโตติดผลดกเต็มต้น มีทรงผลสวย เปลือกบาง เมล็ดเล็ก เนื้อสุกเป็นสีเหลืองอมส้ม เหมือนทองคำ เนื้อละเอียดเนียน รสชาติหวานมันและหวานแหลม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อเยอะ ที่สำคัญเป็นสายพันธุ์เบา มีดอกและติดผลได้ง่าย หลังปลูกเพียงแค่ 4-5 ปี สามารถมีดอกและติดผลได้แล้ว น้ำหนักผลเฉลี่ยระหว่าง 2-3 กิโลกรัม และไม่มีรสขม คุณธนเดช จันธนันกุล หรือ คุณกอล์ฟ เจ้าของสวนทุเรียน “บ้านไร่คุณหมอ” ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ยะลา ปี 2563 ตั้งอยู่ที่ 81/18 หมู่ที่ 5 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เกษตรกรรุ่นใหม่เน้นผลิตทุเรียนเกรดพรีเมียม “เนื้อต้องได้ สีต้องสวย รสชาติต้องหวานนุ่มเหมือนครีมเค้ก” ผลผลิตมีเท่าไหร่ไม่พอขาย คุณกอล์ฟ เล่าให้ฟังว่า ตนเองเรียนจบมาทางด้านสาธารณสุข แต่หลังจากเรียนจบแล้
คุณศิริวิมล กิตะพาณิชย์ หรือ คุณเปิ้ล เจ้าของไร่รื่นรมย์ และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชั่นจากจิงจูฉ่าย ในพื้นที่ตำบลงิ้ว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ที่นำความชื่นชอบและใจที่รักต่อการทำอาชีพเกษตร นำมาต่อยอดพื้นที่ปลูกเกษตรอินทรีย์ผสมผสานกับการท่องเที่ยว รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชผักออร์แกนิก ให้ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและรักสุขภาพมากที่สุดในพื้นที่เกือบ 3 ไร่ ในเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา คุณเปิ้ล เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการปลูกจิงจูฉ่าย เกิดขึ้นจากมีลูกค้าติดต่อเข้ามาหาคุณเปิ้ลว่า มีความต้องการที่อยากจะได้จิงจูฉ่ายแบบสด ไร้สารเคมี ออร์แกนิกแท้ และปลอดภัย 100% เนื่องจากลูกค้าป่วยเป็นมะเร็ง จึงเป็นสิ่งที่จุดประกายความคิดในการที่จะปลูกจิงจูฉ่ายแบบจริงจัง จึงติดต่อไปยัง ผศ.ดร.ทานตะวัน พิรักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัยอาจารย์ประจำสาขา ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะทีมนักวิจัย ในการพัฒนาผักจิงจูฉ่ายต่อยอดทางธุรกิจในเชิงพาณิชย์ “เริ่มขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้วค่ะ และก็ทำงานวิจัยกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นคือมีลูกค้าติดต่อมา เขาอยาก
จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของไทย โดยส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่ รวมทั้งแนวโน้ม ความต้องการของตลาด สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า “ไผ่ซางหม่น” นับเป็นหนึ่งในพืชทางเลือกที่มีโอกาสทางการตลาด และมีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ ปี 2564 มีเกษตรกรผู้ปลูกรวม 544 ราย เนื้อที่ปลูกครอบคลุมทั้ง 16 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งสิ้น 2,680 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 70 ของเนื้อที่ปลูกรวมทั้งประเทศ แหล่งผลิตสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน มีเนื้อที่ปลูกรวม 1,641 ไร่ หรือร้อยละ 59 ของเนื้อที่ปลูกรวมของภาคเหนือ และคิดเป็นร้อยละ 47 ของเนื้อที่ปลูกรวมทั้งประเทศ โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกทั้ง 3 จังหวัด รวม 363 ราย ไผ่ซางหม่น เป็นพันธุ์ไผ่ที่มีลักษณะโดดเด่นคือ เจริญเติบโตเร็ว มีลำต้นตรงโดยธรรมชาติ และมีขนาดสม่ำเสมอ สามารถใช้ประโยชน์ตลอดทั้งลำในการแปรรูป จึงทำให้เกษตรกรนิยมปลูกและตัดลำเพื่อจำหน่ายให้แก่โรงงานแปรรูป รวมถึงลักษณะลำไผ่มีเนื้อหนาเหมาะสมต่อการนำไปผลิตเป็นชีวมวล เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุ
พืชผักผลไม้ตระกูลมะ เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารและยาสมุนไพรไทย สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท จึงควรอนุรักษ์พันธุ์พืชดั้งเดิมของไทยเหล่านี้ เพื่อเป็นฐานพันธุกรรมนำไปพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ที่มีโอกาสสร้างรายได้เข้าประเทศไทยได้อย่างมหาศาลในอนาคต รู้จัก พืชตระกูล “มะ” พืชผักผลไม้ตระกูล “มะ” ที่เรียกขานในเมืองไทยนั้น นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า คำว่า “มะ” เป็นคำที่กร่อนเสียงมาจาก คำว่า หมาก แปลว่า ลูกไม้ หรือผลไม้ ยกตัวอย่าง เช่น หลักศิลาจารึกในสมัยสุโขทัย เรียก มะพร้าว ว่า หมากพร้าว ส่วน มะม่วง เรียกว่า หมากม่วง และ มะขาม ว่า หมากขาม นอกจากนี้ ในภาษาไทยถิ่นอีสานยังคงใช้ คำว่า หมาก เป็นคำขึ้นต้นเรียกผลไม้หลากชนิด เช่น หมากไฟ หมายถึง มะไฟ ส่วน หมากนัด คือ สับปะรด นั่นเอง พืชตระกูล “มะ” ที่ใช้กินเป็นผลไม้ ได้แก่ มะกอก มะขวิด มะปราง มะพลับ มะเฟือง มะไฟ มะม่วง มะยม มะหวด มะพูด มะพร้าว ฯลฯ ตระกูล “มะ” ที่ใช้เป็นเครื่องเทศปรุงรสอาหาร ได้แก่ มะนาว มะกรูด มะขาม มะเขือ มะระ มะรุม มะอึก มะดัน ฯลฯ ส่วน ตร
ความพยายาม ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค เป็นหัวใจสำคัญในการทำให้การประกอบอาชีพประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับ คุณพรรณี พยุงกุลอนันต์ หรือ พี่สาว เกษตรกรเจ้าของกิจการปลูกผักกระถาง ในตำบลวังมะปรางเหนือ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง พี่สาว เล่าว่า ก่อนหน้านี้เกือบ 10 ปี พี่สาวประกอบอาชีพทำสวนยางพารา แต่ด้วยภาวะราคายางพาราที่ไม่แน่นอนประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงคิดหาแนวทางประกอบอาชีพเสริมเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยการหันมาปลูกผักเพื่อบริโภคและจำหน่ายแก่คนทั่วไป ในระยะแรก พี่สาวได้เริ่มปลูกกะหล่ำปลี มะกรูด สะระแหน่ โหระพา พริกชี้ฟ้า และมะเขือ โดยยึดวิธีการปลูกที่ไม่ใช้สารเคมี ส่งผลให้พืชผักได้รับความเสียหายจากการเข้าทำลายของโรคและศัตรูพืช สำนักงานเกษตรอำเภอวังวิเศษ จึงเข้ามาให้คำแนะนำการผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย บาซิลัส ทูริงเยนซิส หรือ บีที ช่วยกำจัดหนอนในแปลงผัก รวมทั้งการส่งเสริมให้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ การปลูกผักด้วยวิธีนี้ทำให้มีความปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ทำให้ผลิตมีคุณ
ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้อุณหภูมิโลกปรับตัวสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ทำให้ทั่วโลกเกิดภาวะโลกร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนน้อยจากอิทธิพลเอลนีโญ ทำให้มีปริมาณน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกพืชลดลง หลายหน่วยงานจึงสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก. 1” ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เพื่อยกระดับอาชีพภาคการเกษตรของเกษตรกร ให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นภายใต้นโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” การผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงเกษตรศาสตร์ สวก.1 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากมีการดูแลรักษา การให้ปุ๋ยตามความต้องการของพืช การให้ธาตุอาหารเสริมที่จำเป็นต่อความสมบูรณ์ของเมล็ด ก็จะให้ผลตอบแทนสูงคุ้มค่ากับการลงทุน หากปลูกถั่วลิสงพันธุ์นี้ในช่วงฤดูฝนจะมีปริมาณผลผลิตที่ได้ 300 กิโลกรัมต่อไร่ หากปลูกในช่วงฤดูแล้งจะมีปริมาณผลผลิตที่ได้ 350 กิโลกรัมต่อไร่ จุดเด่นของถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก.1 ถั่วลิสงเกษตรศาสตร์ สวก.1 มีลักษณะประจำพันธุ์ที่ดี คือ ทรงต
ทุเรียนไทยที่เคยครองแชมป์ในฐานะ “ราชาแห่งผลไม้” และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้เกษตรกรมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อความมั่นคงทางรายได้เริ่มสั่นคลอนจากการก้าวเข้ามาของคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง เวียดนาม โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างประเทศจีน เพื่อให้ทุเรียนไทยยังคงเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภค เกษตรกรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทั้งการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน หยุดวงจรการตัด ‘ทุเรียนอ่อน’ อย่างเด็ดขาด เพราะการเห็นแก่รายได้ระยะสั้นจะทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของทุเรียนไทยในภาพรวม เกษตรกรต้องเข้มงวดกับมาตรฐาน GAP และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาและความปลอดภัย การใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Smart Farming) เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มและตลาดใหม่ ไม่พึ่งพาเพียงตลาดจีนเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองหาการแปรรูปเพิ่มมูลค่า และขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ที่เน้นสินค้าเกรดพรีเมียม คุณกุ๊ก-กันยารัตน์ เล็กเลอสันต์ ต้นแบบคนรุ่นใหม่ที่นำทักษะการบริหารจัดการมาพลิกโฉมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม จากอดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียนในกรุงเทพฯ ที่ตัดสินใจท
