พืชทำเงิน
ทุเรียนไทยที่เคยครองแชมป์ในฐานะ “ราชาแห่งผลไม้” และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้เกษตรกรมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อความมั่นคงทางรายได้เริ่มสั่นคลอนจากการก้าวเข้ามาของคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง เวียดนาม โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างประเทศจีน เพื่อให้ทุเรียนไทยยังคงเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภค เกษตรกรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทั้งการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน หยุดวงจรการตัด ‘ทุเรียนอ่อน’ อย่างเด็ดขาด เพราะการเห็นแก่รายได้ระยะสั้นจะทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของทุเรียนไทยในภาพรวม เกษตรกรต้องเข้มงวดกับมาตรฐาน GAP และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาและความปลอดภัย การใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Smart Farming) เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มและตลาดใหม่ ไม่พึ่งพาเพียงตลาดจีนเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองหาการแปรรูปเพิ่มมูลค่า และขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ที่เน้นสินค้าเกรดพรีเมียม คุณกุ๊ก-กันยารัตน์ เล็กเลอสันต์ ต้นแบบคนรุ่นใหม่ที่นำทักษะการบริหารจัดการมาพลิกโฉมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม จากอดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียนในกรุงเทพฯ ที่ตัดสินใจท
นายศักดา ศรีนิเวศน์ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ศักดา ศรีนิเวศน์” เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 โดยกล่าวว่า ขณะนี้ ชาวนาเวียดนามหันมาปลูกข้าวหอมไวแสงพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า “ข้าวหอมพันธุ์ TBR85” กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีศักยภาพในการปรับตัวสูง ต้านทานโรคและแมลงได้ดี ปลูกได้หลายฤดูกาล และที่สำคัญให้ผลผลิตสูงสุดถึง 1,600 กิโลกรัมต่อไร่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้าวพันธุ์เดิมของเวียดนามให้ผลผลิตลดลง ThaiBinh Seed Group ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวรายใหญ่ของประเทศเวียดนาม ถือเป็นหนึ่งใน “เรือธง” ที่ช่วยให้เกษตรกรเวียดนามลดต้นทุนด้านสารเคมีกำจัดโรคและเพิ่มรายได้จากผลผลิตที่สูง ThaiBinh Seed Group ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกข้าวโดยทยอยเปิดตัวพันธุ์ข้าวเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรเวียดนามมาอย่างต่อเนื่อง เช่น พันธุ์ TBR1, พันธุ์ TBR225, พันธุ์ BC15 เด่นด้านต้านทานโรคไหม้ และพันธุ์ TBR97 รวมทั้งข้าวหอมพันธุ์ใหม่คือ TBR85 ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุด จุดเด่น ข้าวหอมพันธุ์ TBR85 นายศักดา กล่าวถึงลักษณะเด่นของข
เกษตรกรนักประดิษฐ์จังหวัดลำปาง ที่มีทักษะช่างหลากหลายด้านนำความรู้มาแก้ไขปัญหาทางการเกษตรจนสร้างนวัตกรรมที่ช่วยลดต้นทุนและแรงงานจากพลังงานสะอาด คุณกฤษณะ สิทธิหาญ หรือ ช่างเอก เจ้าของไร่ช่างเอก วิถีอินทรีย์ จังหวัดลำปาง เป็นเกษตรกรนักประดิษฐ์ที่มากความสามารถ ด้วยทักษะสารพัดช่าง ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟฟ้า ประปา ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ที่เริ่มต้นจากความชอบส่วนตัว นำความรู้มาต่อยอดแก้ไขปัญหาทางการเกษตร จนกลายเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งาน ที่ช่วยลดต้นทุน ลดแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งปัจจุบันช่างเอกเน้นการทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง โดยใช้พลังงานสะอาดเป็นหลัก จุดเริ่มต้นของการทำเกษตรอินทรีย์ คุณกฤษณะเคยทำงานเป็นช่างที่กรุงเทพฯ มาก่อน ตั้งแต่อายุ 14 ปี มองว่าทักษะด้านช่างจะช่วยให้เอาตัวรอดได้ในอนาคต ด้วยความชอบส่วนตัว จึงไปอบรมและเรียนรู้ตามคอร์สต่างๆ พร้อมกับเป็นลูกมือ เรียนรู้จากประสบการณ์และครูพักลักจำ ทำให้เขามีความรู้เรื่องช่างติดตัวมาตั้งแต่เด็ก จนในปี 2553 เขาตัดสินใจลาออกจากงาน กลับมาดูแลพ่อแม่ที่อายุมากขึ้น รวมถึงที่บ้านทำสวนสับปะรดอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นที่บ้านเปิดร้านขายปุ๋
“มะรุม” เป็นพืชผักพื้นบ้านที่ปลูกกันแพร่หลายทั่วไป การปลูกมะรุมไว้ที่บ้านเมื่อก่อนโบราณเขาถือ เชื่อว่าถ้าปลูกจะเกิดปัญหาวุ่นวาย ความยุ่งยากมารุมมาตุ้ม จึงนำไปปลูกไว้ริมรั้ว สมัยนี้เห็นมีปลูกกันในบ้านเยอะแยะ เป็นไม้ที่มีเสน่ห์มาก เพราะคนทั่วไปรู้คุณค่า คุณประโยชน์ที่มีมากมายในมะรุม บ้านเราตอนนี้ มีผักพื้นบ้านหลายชนิดที่ชาวบ้านได้เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของพืชผักต่างๆ มาอย่างแท้จริง มีการใช้ประโยชน์จากผักมากมายหลายมิติทั้งทางนิเวศและวัฒนธรรม ด้านอาหาร ด้านยารักษาโรค ด้านประโยชน์ใช้สอย ด้านประเพณีพิธีกรรมความเชื่อ และด้านเศรษฐกิจ สิ่งแรกที่มนุษย์ให้ความสำคัญคงหนีไม่พ้นเรื่อง อาหารการกิน เรื่องกินเรื่องใหญ่ มนุษย์อยู่รอดทุกวันนี้เจริญเติบใหญ่ก็เพราะกินอาหาร พืชผักถูกใช้ปรุงเป็นอาหารหรือกินสดๆ เมื่อกินเข้าไปในร่างกายก็จะเกิดประโยชน์ทางโภชนาการเป็นยาสมุนไพร ให้ใยอาหาร เป็นต้น ผักพื้นบ้าน หมายถึง พรรณพืชผักพื้นบ้านหรือพรรณไม้พื้นเมืองท้องถิ่นที่ชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นผัก ตามวัฒนธรรมการบริโภคของท้องถิ่นมีอยู่ในแหล่งธรรมชาติป่าเขา ริมน้ำ ริมห้วย หนอง คลอง บึง ในสวนนาไร่ หรือนำมาปลูกไว้ใกล้บ้านแล
สวนฝรั่งสายพันธุ์แดงอโยธยาเบอร์ 3 ผลงานพัฒนาและทดลองของเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิก Young Smart Farmer ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขาได้ศึกษาการทำเกษตรด้วยตนเองจากก้าวเล็กๆ สู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพาะต้นพันธุ์ขายส่งออกต่างประเทศรายได้ปีหนึ่งเกือบ 7 หลัก! คุณเมธาพล คุณาไทย หรือ คุณต้น เจ้าของสวนคุณาไทยเกษตรผสมผสาน และเจ้าของสายพันธุ์แท้แดงอโยธยาเบอร์ 3 จากอดีตพนักงานออฟฟิศที่ทำงานมากว่า 10 ปี ก่อนจะผันตัวมาทำสวนผลไม้จนประสบความสำเร็จ จุดเริ่มต้นของสายพันธุ์แดงอโยธยาเบอร์ 3 ต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน คุณต้นได้เริ่มปลูกฝรั่งไต้หวัน ซึ่งในตอนนั้นมันจะมีด้วยกันหลักๆ อยู่ 2 สายพันธุ์ คือ “หงเป่าสือ” กับ “ซีกัวปาล่า” หากถามว่าฝรั่งทั้ง 2 มีความแตกต่างกันอย่างไร? “ต้องเล่าอย่างนี้ครับคือ ตัวของซีกัวปาล่าจะมีความดก ข้อเสียคือ มีเมล็ดเยอะ ส่วนหงเป่าสือ ข้อดีคือ มีรสชาติที่อร่อยมาก แต่ข้อเสียของหงเป่าสือคือ ติดผลยาก” คุณต้นเลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า “เราจะทำยังไงให้ฝรั่งมันดกแล้วอร่อย” จึงเกิดการทดลองนำ 2 สายพันธุ์ที่สวนปลูกไว้มาผสมกันโดยใช้วิธีการผสมเกสร และได้เพาะเมล็ดออกมาหลายร
บริเวณท่าเรือปากคลองบ้านควนล้อน หมู่ที่ 9 ต.หาดสำราญ อ.หาดสำราญ จ.ตรังเป็นที่มาของอาชีพดำน้ำเก็บสาหร่ายออกขาย สร้างรายได้หลักแสน หลักล้านต่อครอบครัวต่อปี สาหร่ายขนนกสามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละ 8 เดือน ตั้งแต่ช่วงเดือน พฤศจิกายน จนถึงเดือนมิถุนายน ของทุกปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฝนฟ้าอากาศด้วย หากปีไหนฝนตกเยอะ ชาวบ้านสามารถเก็บสาหร่ายได้ 6 เดือนเท่านั้น บริเวณท่าเรือปากคลองบ้านควนล้อน หมู่ที่ 9 ต.หาดสำราญ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง ชาวบ้านกำลังดำน้ำเก็บสาหร่ายขนนกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามแนวป่าโกงกางบนพื้นที่ กว่า 200 ไร่ นับได้ว่าเป็นป่าโกงกางที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ทั้งนี้พื้นที่อำเภอหาดสำราญ เป็นอำเภอเดียวของจังหวัดตรัง ที่ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นพื้นที่ที่มีอากาศดีที่สุดของจังหวัด ส่งผลให้สภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งระบบนิเวศทางทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ทำให้ สาหร่ายขนนก เจริญเติบโตได้ดี สามารถเพิ่มปริมาณเป็นจำนวนมาก โดยทั่วไป ชาวบ้านจะใช้เรือพลีส (เรือท้องแบนขนาดเล็กหัวเรือเรียวแหลม)เป็นพาหนะในการเดินทางไปดำน้ำเก็บสาหร่ายที่งอกขึ้นมาใหม่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากท่าเรือประมาณ 3 กม.ช
มะตูมทั่วไปที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี ผลกลมรีคล้ายไข่ และมีความคล้ายผลมะขวิดเล็กน้อย แต่มีมะตูมอีกชนิดหนึ่ง ที่ชื่อเรียกอาจไม่คุ้นหูมากนัก นั่นคือ “มะตูมนิ่ม” ความแตกต่างของมะตูมนิ่มคือ มีเปลือกผลที่อ่อนนิ่ม เมื่อผลสุกแล้วเอานิ้วกดบุ๋มได้ มะตูมนิ่มเป็นพันธุ์มะตูมโบราณของไทย อีกสายพันธุ์หนึ่งที่หายาก มะตูมนิ่มนิยมปลูกในบริเวณบ้านเพื่อเป็นยา เพราะมะตูมนิ่มมีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง จนได้รับชื่อว่า เป็นสุดยอดของยาอายุวัฒนะ มะตูมนิ่มเป็นไม้ยืนต้นสูง 10-15 เมตร ใบเดี่ยว รูปรี ใบมีกลิ่นหอม ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริกได้ ในทางไสยศาสตร์ถือว่า ใบของมะตูมทุกชนิด ใช้ป้องกันสิ่งชั่วร้าย ขับไล่ภูตผีปีศาจได้ ดอกเป็นสีขาวมีกลิ่นหอมแรงและหอมไกล ผลรูปกลมรีคล้ายไข่ ผลอ่อนสีเขียว เปลือกแข็ง เมื่อผลสุกเป็นสีเหลือง และเปลือกผลจะอ่อนและนิ่ม ใช้นิ้วกดจะบุ๋มทันที ไม่เหมือนเปลือกผลมะตูมทั่วไป จึงถูกเรียกว่า “มะตูมนิ่ม” เนื้อในเป็นสีเหลือง มีเมล็ดจำนวนมาก รสชาติหวานหอมปนฝาดเล็กน้อย คุณลออ ดอกเรียง อายุ 60 ปี ครูวัยเกษียณ เจ้าของไร่มะขามป้อมครูลออ อาศัยอยู่ที่ 14/2 หมู่ที่ 4 อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี คุณลออนอกจ
กล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ระยะกว่าจะให้ผลผลิตประมาณ 9 เดือนเศษ แต่ก็ตอบแทนเจ้าของได้อย่างคุ้มค่า เพราะหากมีการวางแผนการผลิตที่ดี มีการบริหารจัดการที่ดี จะทำรายได้สูงถึงไร่ละนับแสนบาทเลยทีเดียว แม้แต่ช่างเขียนแบบก็สามารถเรียนรู้และปลูกให้ประสบผลสำเร็จได้ อย่างเช่น คุณเกรียงไกร พิมภูธร อายุ 43 ปี อยู่ที่บ้านท่าขอนยาง หมู่ที่ 3 ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. 082-118-1605 จบการศึกษา ปวช. และ ปวส. ด้านช่างจากวิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม จากนั้นไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีครุศาสตร์อุตสาหกรรม จากสถาบันราชภัฏมหาสารคาม ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งช่างเขียนแบบ กองช่าง เทศบาลตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม แรงบันดาลใจในการปลูกกล้วยหอมทอง เกิดจากการที่ได้ดูรายการทีวีเกี่ยวกับกล้วยหอมทอง ก็เลยสนใจคิดว่าเป็นไม้ผลที่คู่กับคนไทย สามารถบริโภคได้ทุกฤดูกาล จากนั้นได้ศึกษาการปลูก การดูแลรักษาอย่างจริงจัง จาก YouTube เป็นเวลา 1 ปี คือในปี 2559 ได้สอบถามราคาซื้อขายในตลาดที่จังหวัดมหาสารคาม ก็พบว่าราคาค่อนข้างดีและไม่มีตลาดค้าส่ง ดังนั้น ถ้าเรานำมาปลูกในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามน่าจ
“ข้าว” ไม่ได้เป็นเพียงอาหารหลักของคนไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต ภูมิประเทศ วัฒนธรรมการกิน และภูมิปัญญาของชุมชนในแต่ละพื้นที่อย่างลึกซึ้ง แต่รู้หรือไม่ว่า… ข้าวแต่ละภาค แต่ละสายพันธุ์ มีลักษณะและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความนุ่ม ความร่วน ความเหนียว รวมถึงกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดังนั้น การเลือก “กินข้าวให้เหมาะกับเมนู” จึงช่วยให้รสชาติอาหารอร่อยยิ่งขึ้น และช่วยส่งเสริมคุณค่าของข้าวพื้นบ้านไทยให้โดดเด่นมากขึ้นเช่นกัน ไม่ใช่แค่ “กินข้าวกับอะไรก็ได้” อีกต่อไป เพราะการเลือก จับคู่ข้าวให้เหมาะกับเมนู คือศิลปะการกินแบบไทยที่มีความหมายมากกว่ารสชาติบนปลายลิ้น หากแต่เต็มไปด้วยเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าของ “ข้าวพื้นบ้าน 4 ภาค” ที่ควรค่าแก่การรักษาและภาคภูมิใจ วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน จึงได้รวบรวม “ข้าวพื้นถิ่น 4 ภาคที่โดดเด่น” พร้อมจับมาแมตช์กับเมนูที่เข้ากันอย่างลงตัว ให้ทุกคนได้ลองชิมและสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วจะพบว่าประสบการณ์การกินข้าวนั้นอร่อยและมีความหมายมากกว่าที่เคย ภาคกลาง ข้าวขาวเกยไชย จ.นครสวรรค์ ข้าวพัฒนาสายพันธุ์จากจังหวัดนครสวรรค์ ผสมพันธุ์ขึ้นจากข้าวบาสมาตีของอินเดียและข้าวช
“แก้วมังกร” เป็นไม้ผลที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ในปี 2567 ประเทศไทยมีการส่งออกแก้วมังกร 1,995.92 ตัน มูลค่าการส่งออก 236.78 ล้านบาท ซึ่งแก้วมังกรมีแหล่งปลูกมากที่สุดในจังหวัดเลย คิดเป็นร้อยละ 73 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูเรือ ทั้งนี้ ตำบลร่องจิก อำเภอภูเรือ เป็นแหล่งปลูกแก้วมังกรที่มีศักยภาพ พื้นที่ได้รับการส่งเสริมการรวมกลุ่มแบบแปลงใหญ่เพื่อผลิตแก้วมังกรให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายออกสู่ตลาด กลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่แก้วมังกร ตำบลร่องจิก อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เป็นกลุ่มที่ดำเนินงานภายใต้ BCG Modelเน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแก้วมังกร โดยเริ่มดำเนินการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ภายใต้นโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเมื่อปี 2562 โดยมี นางเจียน กิตติกา ศรีบุรินทร์ เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 35 ราย ได้รับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 30 ราย และอีก 5 ราย อยู่ระหว่างการดำเนินการ พื้นที่ปลูกรวม 321 ไร่ ด้านสถานการณ์การผลิต เกษตร
