พืชทำเงิน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกๆ ปี ป่าไม้จะถูกทำลายไปตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน เพื่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยในแหล่งชุมชนหมู่บ้านของตนเอง ก็เข้าใจได้… แต่จากผลสำรวจฐานข้อมูลที่ดินในประเทศไทย ยังมีพื้นที่ว่างเปล่าอีกเยอะแยะมากมาย แต่ขาดอยู่ก็เพียงการเพิ่มพื้นที่ป่าเข้าไปทดแทนส่วนที่ถูกแผ้วถางจนโล่งเตียน นั่นเอง จึงมีการขับเคลื่อนแนวคิดสร้างผืนป่าในชุมชน ภายใต้ชื่อ โครงการชุมชนไม้มีค่า ตามมติคณะรัฐมนตรี ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรรวมถึงชาวบ้านได้ปลูกไม้มีค่า เพื่อเป็นการสร้างแหล่งอาหารและพัฒนาปลูกพืชเศรษฐกิจป่าไม้ในชุมชนของตนเองให้ยั่งยืน โดยมีหน่วยงานหลักเข้ามารับนโยบายในการขับเคลื่อนโครงการนี้คือ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ไปติดตามดูงาน พร้อมกับคณะนักวิจัยและหน่วยงานของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่ชุมชนบ้านบุญแจ่ม ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ที่ผ่านมา เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการทำงานร่
คุณยุพิน หนูรอด อยู่บ้านเลขที่ 305 หมู่ที่ 1 ตำบลวังมะปรางเหนือ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง เกษตรกรปลูกเตยหอมตัดใบ ตัดใบเตยหอมสีเขียวเข้มใบใหญ่จำนวนมาก เพื่อเตรียมส่งขายให้กับลูกค้า คุณยุพิน เล่าว่า ตนเองเป็นชาวสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ประสบปัญหาราคาตกต่ำ แล้วมาปรับเปลี่ยนเป็นปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด มาประมาณ 20 ปี หนึ่งในนั้นคือ ปลูกเตยหอมตัดใบขายบนเนื้อที่ 3 ไร่ แบ่งเป็น 3 แปลง ตัดใบขายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่งขายให้กับร้านขายดอกไม้วันพระในจังหวัดตรัง ซึ่งการปลูกเตยหอมเหมาะกับพื้นที่ในเขตภาคใต้ เพราะมีฝนตกชุกตลอดปี ส่งผลทำให้ต้นเตยหอมเจริญงอกงามดี จนสามารถตัดใบเตยขายได้ ตามยอดสั่งซื้อของลูกค้า เดือนละ 400–480 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 30 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้ 12,000–14,400 บาทต่อเดือน สำหรับวิธีการปลูกการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก เพียงหมั่นกำจัดวัชพืชที่อยู่ในแปลงออกเพื่อให้โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี ลดการเกิดโรคระบาดและแมลงศัตรูพืช และยังช่วยให้ต้นเตยหอมเติบโตดี ที่สำคัญควรรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่สม่ำเสมอ และควรปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมีสูตร 15–15–15 ช่
เมื่อเร็วๆ นี้ นายชำนาญ นุ่นดำ เกษตรจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา ณ ห้องประชุมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน)
“ฟักข้าว” นับเป็นพืชโบราณ ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่ก่อนจะค้นหาพืชพรรณธัญญาหาร แต่ทุกวันนี้นับวันจะหาตามธรรมชาติยากมากขึ้น บางพื้นที่หายสูญไปเลย คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จัก จะเห็นมีคนที่อายุมากสักหน่อยมักจะถามหากัน ก็อาจเป็นเพราะปัจจุบัน มีสื่อเผยแพร่สรรพคุณของฟักข้าว ว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เช่น ผิวหนัง เส้นผม และที่สำคัญต้านทานยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์และยับยั้งมะเร็ง และมีการจดลิขสิทธิ์พืชทรงคุณค่าให้ประโยชน์ของประเทศไทยแล้ว เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ CUCURBI TACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica cochinchinensis Spreg. มีชื่อเรียกแถบภาคกลาง ว่า “ฟักข้าว” ทางเหนือที่จังหวัดตาก เรียก “ผักข้าว” แพร่-น่าน เรียก “มะข้าว” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “พุกู้เด๊ะ” เชียงใหม่ เรียก “ฟักข้าว” ทางอีสานทั่วไป เรียก “ฝักไฟ” จังหวัดเลย เรียก “หมากข้าว” ปักษ์ใต้ที่ปัตตานี เรียก “ขี้กาเครือ” สตูล-สงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เวียดนาม เรียก “แก็กงึก” ซึ่งที่เวียดนามนั้นมีปลูกฟักข้าวกันมาก โดยปลูกพันขึ้นไม้ระแนงข้างบ้าน ลักษณะทั่วไปของฟัก
นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “อะโวกาโด” เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภค เนื่องจากเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน รวมถึงตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และการสกัดน้ำมันอะโวกาโดเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมความงาม พบการปลูกอะโวกาโดมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 97 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ แหล่งปลูกสำคัญอยู่บนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก ซึ่งเกษตรกรบนพื้นที่สูงในเขตภาคเหนือหันมาปลูกอะโวกาโดเป็นพืชทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากสามารถช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ที่มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และถั่วลิสง เป็นต้น ซึ่งเป็นการทำลายที่ดินและบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ รวมถึงอะโวกาโดยังเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดทั้งปีสามารถเป็นป่าทดแทนได้ ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งผลิตอะโวกาโด
เป็นที่ทราบกันดีว่า “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” เป็นผลไม้ชั้นดีและเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดเพชรบุรี รสชาติของชมพู่เพชรสายรุ้งจะมีความหวาน กรอบ ผิวมีสีแดงปนเขียวขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หากอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ชมพู่จะมีสีชมพูไปถึงแดงได้ แต่หากอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ชมพู่จะมีสีชมพูปนเขียว แต่เรื่องความหวานไม่เป็นปัญหา ถือเป็นที่สุดอีกสายพันธุ์หนึ่ง และมีราคาจำหน่ายที่ดีมาตลอด ชาวสวนบอกว่าราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 300 บาท มาตั้งแต่ ปี’50 ถือได้ว่าชมพู่เพชรสายรุ้งได้กลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจทำเงินของเพชรบุรี และทำให้เกษตรกรเมืองเพชรกลายเป็นเศรษฐีมาหลายรายแล้ว คุณประมวล ธาตุทอง (คุณเก) อยู่บ้านเลขที่ 74 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่เพชรสายรุ้ง สืบทอดอาชีพมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่รุ่นปู่ คุณเก เล่าว่า ตนเรียนจบปริญญาตรี สาขาสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร แต่จบมาแล้วไม่ได้ทำงานตามสายที่เรียนมา มุ่งสานต่ออาชีพเป็นเกษตรกรปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งที่สืบทอดกันมาของที่บ้านเลย โดยชมพู่ต้นแรกของที่บ้านปลูกมาถึงปัจจุบันมีอายุกว่า 58 ปี สามารถทำเงินได้ดีมาต
หลังจาก อย. เผย กฎกระทรวงฯ กัญชงฉบับใหม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 29 มกราคม 2564 เป็นต้นไป เปิดให้ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ภาครัฐ เอกชน ประชาชน และบุคคลธรรมดาทั่วไปสามารถขออนุญาตและนำกัญชงไปใช้ได้ในทุกวัตถุประสงค์ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ทั้งกิ่ง ก้าน ใบ ราก ลำต้น และดอก ถือเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับเกษตรกรทั่วไปที่มองแห่งช่องทางการสร้างรายได้จากส่วนนี้ ทนพ.ปิยะวิทย์ สาสุข หรือ พี่เนป เลขที่ 121 หมู่ที่ 3 บ้านลำภูพาน ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย นักเทคนิคการแพทย์ ผันตัวเป็นเกษตรกรเจ้าของไร่สาสุข ที่เริ่มต้นมาจากการเลี้ยงไส้เดือน และทันทีที่มีการปลดล็อกให้ประชาชนทั่วไปสามารถปลูกกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจได้ นักเทคนิคการแพทย์ท่านนี้ก็ไม่รอช้าที่จะเตรียมตัวขออนุญาตเพื่อที่จะปลูกกัญชงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยอาศัยความได้เปรียบจากอาชีพเดิมที่เคยทำมาประกอบจนสามารถขอใบอนุญาตการปลูกกัญชงมาได้สำเร็จ พี่เนป เล่าถึงที่มาของการเริ่มต้นปลูกกัญชงให้ฟังว่า เดิมทีไร่สาสุขจะปลูกข้าวเป็นหลัก แต่ด้วยสถานการณ์ราคาข้าวที่ต่ำลง ทำแล้วแทบไม่เห็นกำไร จึงมีความคิดมองหาพืชตัวใหม่มา
ผักพายน้อย เป็นผักพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพืชน้ำล้มลุกขนาดเล็ก ขึ้นเองได้ง่ายตามธรรมชาติในช่วงหน้าฝน มีรสหวานออกขมเล็กน้อย ช่วยเจริญอาหาร เป็นผักกินสด นิยมนำมากินคู่กับส้มตำ ลาบ ก้อย หรือลวกจิ้มน้ำพริกก็ได้ ซึ่งคนอีสานนิยมบริโภคอย่างมาก แต่ปริมาณในธรรมชาติก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงได้มีการนำมาปลูกเพื่อการค้า และเพิ่มมูลค่าโดยการผลิตนอกฤดู คุณทวี อุปมา เกษตรกรผู้ปลูกผักพายน้อยนอกฤดูสร้างรายได้ อยู่บ้านเลขที่ 127 บ้านโคกเซบูรณ์ หมู่ที่ 11 ตำบลสระเมิง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เล่าว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกร ตนมีโอกาสได้ทำงานเป็นช่างอิเล็กทรอนิก อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ทำอยู่นาน 5 ปี เริ่มรู้สึกเบื่อกับงานประจำ อยากกลับมาหาปลูกผักทำการเกษตรที่บ้านเกิดมากกว่า เนื่องจากตนเคยคลุกคลีอยู่กับอาชีพเกษตรกรรมมาก่อน เห็นพ่อกับแม่ทำนาทำไร่ตั้งแต่เด็ก ดังนั้น เมื่องานประจำอิ่มตัว จึงตัดสินใจลาออกแล้วกลับมาลุยงานเกษตรที่บ้านอย่างเต็มตัว คุณทวี เล่าต่อว่า หลังจากกลับมาบ้านตนเริ่มศึกษาการทำเกษตรอย่างจริงจัง ศึกษาจากเพื่อนบ้านบ้าง ศึกษาจากหนังสือบ้าง สนใจอยากรู้เรื่อ
การทำเกษตรหากตั้งใจจริงและพร้อมที่จะสร้างเป็นอาชีพไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัว เพราะงานเกษตรเป็นสิ่งที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ที่เกิดในประเทศนี้ย่อมผ่านหูผ่านตาในเรื่องของความรู้การทำเกษตรไม่ช่องทางใดก็ช่องทางหนึ่ง จึงทำให้หลายๆ คนที่ไม่ได้เคยอยู่ในสายอาชีพทางการเกษตรอยู่เดิม เมื่อเกษียณจากงานและต้องการที่จะกลับมาอยู่บ้าน ก็มักจะมองงานด้านการเกษตรเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้ให้กับตัวเอง หรืออย่างน้อยก็เป็นอาหารสำหรับบริโภคภายในครัวเรือน คุณโสพี ทองทุม อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 9 ตำบลโพธิ์ไทรงาม อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ได้เกษียณจากงานประจำกลับมาทำเกษตรผสมผสานยังบ้านเกิดของตัวเอง โดยยึดการทำเกษตรเน้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ในพื้นที่ของเขามีการทำเกษตรชนิดที่ว่าครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ตลอดไปจนถึงการเลี้ยงปลาภายในบ่อน้ำสำหรับใช้ภายในสวน คุณโสพี เล่าให้ฟังว่า เริ่มมาทำเกษตรผสมผสานตั้งแต่ปี 2560 คือเกษียณจากงานประจำแล้วมาทำทันที จากนั้นแบ่งพื้นที่ที่มีอยู่จำนวน 19 ไร่ มาทำเกษตรผสมผสานอยู่ที่ 3 ไร่ โดยในพื้นที่สำหรับแบ่งมาทำการเกษตรจะดำเนินการขุดบ่อน้ำไว้เพื่อให้ใช้รดพืช
“กล้วยน้ำว้า” เป็นหนึ่งในไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสุโขทัย มีเกษตรกรผู้ผลิตกล้วยน้ำว้าประมาณ 1,721 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกรวม 7,047 ไร่ มีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยอำเภอศรีสัชนาลัยเป็นแหล่งปลูกกล้วยน้ำว้ามากที่สุดถึง 668 ราย เนื้อที่ปลูก 2,905 ไร่ รองลงมาคือ อำเภอกงไกรลาศ เกษตรกรจำนวน 457 ราย เนื้อที่ปลูก 2,115 ไร่ การปลูกดูแล กล้วยน้ำว้าเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดิน แต่ชอบดินร่วน มีอินทรียวัตถุและความชื้นสูง ระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง หลังจากการปลูกกล้วยน้ำว้าแล้วจะให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่อปลูกได้ 8-10 เดือน ซึ่งในจังหวัดสุโขทัย แหล่งปลูกกล้วยน้ำว้าสามารถแตกหน่อเติบโตให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดตลอดปี โดยสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้สูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ ประมาณ 32 เปอร์เซ็นต์ การเตรียมแปลง ควรไถพรวนดินและตากดินนาน 1-2 สัปดาห์ และกำจัดวัชพืชก่อนปลูก วางแนวและขุดหลุมปลูกในระยะ 4×4 เมตร หรือมากกว่า หากที่ระยะถี่กว่านี้จะทำให้ต้นที่แตกใหม่เบียดกันแน่นในปีที่ 2 ขุดหลุมปลูกกว้างxยาวxลึก ที่ 50x50x50 เซนติเมตร กลบหรือโรยปุ๋ยคอก อัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อหลุม ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 50-100 กรัม
