พืชทำเงิน
เมื่อเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยว ชาวนาตำบลห้วยเตย อำเภอกุดรัง จังหวัด มหาสารคามมักเจอปัญหาลมหนาวพัดกระโชกแรง ทำให้ต้นข้าวที่กำลังออกรวงล้มระเนระนาด ชาวนาต้องจ่ายค่าเก็บเกี่ยวข้าวล้มในราคาแพงขึ้นจากไร่ละ 600-700 บาท เป็นไร่ละ 800-1,000 บาท เนื่องจากรถเกี่ยวเก็บทำงานได้ช้าลงเพราะข้าวล้มเก็บเกี่ยวข้าวได้ยากกว่าปกตินั่นเอง ชาวนาตำบลห้วยเตย จึงปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าว จากนาหว่านมาเป็นนาดำ ช่วยให้ต้นข้าวล้มน้อยลง เพราะข้าวที่ปลูกด้วยวิธีนาดำ มีรากที่ลึกลงไปในดิน ล้มยากกว่าข้าวนาหว่าน ที่รากเจริญเติบโตอยู่ที่ผิวดิน นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯ ได้ลงทุนซื้อเครื่องเกี่ยวนวดข้าวคูโบต้า ที่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวล้มได้ดี ข้าวร่วงหล่นน้อย โดยคิดค่าบริการสมาชิกแค่ไร่ละ 650บาท ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยสมาชิกเก็บเกี่ยวข้าวระยะพลับพลึง ได้ข้าวเต็มเมล็ด น้ำหนักดี ขายข้าวได้ราคาอีกต่างหาก เครื่องเกี่ยวนวดข้าวคูโบต้า มาพร้อมกับ นวัตกรรมอัจฉริยะ Kubota Intelligent Solutions ( KIS ) แม้นั่งทำงานอยู่บ้าน มีระบบ GPS ติดตามรถ ติดตามตรวจสอบการทำงานของรถเกี่ยวนวดข้าวคูโบต้าที่อยู่ในแปลงนาได้ เรียกว่า นวัตกรรมอัจฉริ
ระยะนี้อุณหภูมิสูงขึ้น และมีหมอกในตอนเช้ามืด กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ให้เฝ้าระวังไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ เพราะเป็นไรศัตรูลิ้นจี่ที่มีความสำคัญมาก สามารถพบได้ในระยะใบเพสลาดและระยะเริ่มแตกใบอ่อนชุดที่สาม มักพบไรชนิดนี้ชอบดูดทำลายตาดอก ใบอ่อน ยอด และผลของลิ้นจี่ ทำให้ตาดอกไม่เจริญ ใบที่ถูกไรเข้าทำลายจะมีลักษณะอาการหงิกงอ และโป่งพองขึ้นเป็นกระเปาะ ผิวใบบริเวณที่ไรดูดกินจะสร้างขนสีน้ำตาลขึ้นและสานเป็นแผ่นติดต่อกัน ซึ่งไรจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวอยู่ในขนที่สร้างขึ้นที่ผิวใบนี้ โดยจะมีลักษณะนุ่มหนาคล้ายพรม เมื่อเริ่มในระยะแรกจะมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มในเวลาต่อมา จากนั้นไรจะเริ่มเคลื่อนย้ายหาใบใหม่เพื่อดูดทำลายต่อไป ใบและยอดที่ถูกทำลายจะแห้งและร่วง ต้นที่ถูกไรทำลายรุนแรง จะแคระแกรน และไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร บางครั้งจะพบปื้นขนสีน้ำตาลเกิดขึ้นที่ช่อดอกและผลอ่อนด้วย เกษตรกรควรหมั่นสำรวจส่องดูไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบมีการระบาดของไรรุนแรงจนมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งที่ใบและยอดถูกไรทำลายนำไปเผาทิ้งนอกแปลงปลูกก่อน แล้วจึงพ่นสา
ในระยะนี้จะมีสภาพอากาศแห้งแล้ง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังติดตามการระบาดของหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วใน 2 ระยะ คือ ช่วงถั่วเหลืองปลูกใหม่อายุไม่เกิน 14 วัน มักพบหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วเข้าทำลายถั่วเหลืองตั้งแต่ระยะต้นกล้า เมื่อหนอนฟักออกมาจากไข่จะชอนไชตามเส้นใบไปที่ก้านใบ เพื่อเข้าไปกัดกินเนื้อเยื่อที่บริเวณไส้กลางลำต้น ทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองลดลงมากกว่า 40% เกษตรกรควรคลุกเมล็ดถั่วเหลืองก่อนปลูกด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิลยูเอส อัตรา 2 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือพ่นด้วยสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน พ่นครั้งแรก เมื่อใบจริงคู่แรกคลี่ออกมาเต็มที่ หรืออายุประมาณ 7-10 วันหลังถั่วเหลืองเริ่มงอก
กลางวันแดดแรงอากาศร้อนและแห้ง ส่วนกลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบเข้าทำลายในระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกและติดผลอ่อน จนถึงระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน โดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อมีการพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน จะส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น หงิกงอ ใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์ แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนดอกและยอดอ่อน หากพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ตัวต่อ 4 ดอก หรือ 1 ตัวต่อยอด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสา
“ผักกาดขาวปลี” ผักใบใหญ่ ต้นขาว อวบ กินง่ายและอยู่ในหลายเมนูประจำบ้านของคนไทย หากินได้ทุกฤดูกาล ถือเป็นเป็นพืชผักเศรษฐกิจ ที่มีความต้องการของตลาดต่อเนื่องทั้งปี ปัจจุบันมีเนื้อที่เพาะปลูกผักกาดขาวปลีประมาณ 30,816 ไร่ ครอบคลุม 31 จังหวัด โดยแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ได้แก่ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ พิษณุโลก กาญจนบุรี และตาก ทั้งนี้ แม้ว่า จ.กาญจนบุรี มีพื้นที่ปลูกมากเป็นอันดับ 4 แต่มีผลผลิตสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เฉลี่ย 3,734 กิโลกรัม/ไร่ (ข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตร : พฤศจิกายน 2561) ผักกาดขาวปลีเป็นพืชที่เกษตรกรนิยมปลูก เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น ให้ผลผลิตเร็วเพียง 40-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตและจำหน่ายสู่ตลาด สามารถสร้างรายได้เร็ว ซึ่งครั้งนี้จะพาไปล้วงเคล็ดลับการปลูกผักกาดขาวปลีใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กับคุณมิน-กฤตา เกษมวิริยนนท์ เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สั่งสมประสบการณ์ปลูกผักกาดขาวปลีมากกว่า 10 ปี โดยเรียนรู้จากรุ่นแม่ และเมื่อเธอมีครอบครัวของตัวเอง จึงแยกตัวออกมาปลูกผักกาดขาวปลีร่วมกับสามี และขยายพื้นที่เพาะปลูกจาก 3 ไร่ เป็น 20 ไร่ สร้างผลผลิตต่อไร่ราว 3 – 3.5 ตัน และด้วยผลผลิตมีคุณภ
“ละอุ่น” เป็นชื่ออำเภอหนึ่งใน 5 อำเภอ ของจังหวัดระนอง มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา สลับกับพื้นที่ราบเชิงเขา เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และสวนผลไม้แบบผสมผสาน และที่บ้านในวง ตำบลในวงเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง เกษตรกรได้ทำเกษตรหลากหลายทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักต่างๆ รวมทั้งปลูกข้าวไร่ในสวนผลไม้ ตามแนวเกษตรพอเพียง เช่น เกษตรกรรายนี้ คุณบุญเลิศ ปานสวี เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม จ.ระนอง ปี 2554 คุณบุญเลิศ ปานสวี อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61 หมู่ที่ 2 ตำบลในวงเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง ทำการเกษตรแบบพอเพียงบนเนื้อที่เพียง 10 ไร่ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ อยู่แบบพอเพียง เป็นต้นแบบของเกษตรกร อีกทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงของอำเภอละอุ่น และได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดระนองให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ปี 2554 ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กิจกรรมเกษตรผสมผสาน บนเนื้อที่เพียง 10 ไร่ คุณบุญเลิศ มีกิจกรรมการเกษตรผสมผสาน ได้แก่ ด้านการปลูกพืช – พืชหลัก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง – พืชเสริม ได้แก่ ผักเหลียง
“สับปะรด” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดราชบุรี มีพื้นที่ปลูกสับปะรดกระจายอยู่ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ บ้านคา สวนผึ้ง จอมบึง และปากท่อ ปัจจุบันแหล่งปลูกสับปะรด เนื้อที่ 1,014 ไร่ ในพื้นที่หมู่บ้านหนองจอก ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา ถูกคัดเลือกเป็นแปลงใหญ่ต้นแบบสับปะรดปัตตาเวียบ้านคา ที่มีลักษณะพิเศษคือ รสชาติหวานฉ่ำ ไม่กัดลิ้น มีกลิ่นหอม เนื้อสีเหลืองสวย ละเอียด หนา นิ่ม มีตาค่อนข้างตื้น ปอกง่าย รับประทานได้ทั้งแกน สับปะรด เป็นสินค้าขายดีที่นิยมบริโภคกันทั่วไป สับปะรดปัตตาเวียบ้านคา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เกษตรกรจึงสามารถกำหนดราคาผลสดได้เอง ทั้งนี้ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียส่วนใหญ่ เน้นขายผลสด และส่งเข้าโรงงานอุตสาหกรรมสับปะรด เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋อง สับปะรดแช่แข็ง น้ำผลไม้ และผลไม้แปรรูปป้อนตลาดส่งออก แต่บ่อยครั้งที่มีปัญหาสินค้าล้นตลาดในฤดูผลิต ขายสินค้าในราคาถูก ทำให้เกษตรกรขาดทุนกันทั่วหน้า นอกจากนี้ การเพาะปลูก-เก็บเกี่ยวสับปะรดที่ไม่ถูกวิธี รวมทั้งผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งที่ต่อเน
ใครชอบทานเห็ดเชิญทางนี้… “ไชโยฟาร์มเห็ด” สถานที่ผลิตเห็ดหลายชนิด แต่ที่แนะนำเป็นอย่างมากคือ เห็ดแครง ซึ่งหาทานได้ไม่ง่าย นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายในภาคใต้ของประเทศไทย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ นำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู แต่เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการบริโภค พกพาไปได้ทุกแห่ง ทางฟาร์มเห็ดไชโยจึงแปรรูปเห็ดแครงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตามรสนิยม ความพิถีพิถันใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตเพื่อให้ผู้บริโภคได้ทานเห็ดที่มีคุณภาพ ปลอดภัย จนนำมาสู่การสร้างมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสถาบันหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ แล้วยังสร้างเครือข่ายดึงชาวบ้านเข้าร่วมเป็นกลุ่มผลิตเห็ดคุณภาพ พร้อมเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้อบรมวิธีเพาะ-เลี้ยง แปรรูปเห็ดให้ผู้สนใจเข้าร่วมสร้างอาชีพ คุณปาริชาติ เทพเจริญ เจ้าของ “ไชโยฟาร์มเห็ด” ตั้งอยู่เลขที่ 46/22 ถนนจุลจอมเกล้า ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือเป็นผู้บุกเบิกและต่อสู้การเพาะ-เลี้ยงเห็ดแครงเป็นอาชีพในจังหวัดนี้จนประสบความสำเร็จ เดิมคุณปาริชาติ เป็นเกษตรกรทำฟาร์มเห็ดและส่งเห็ดสดขายไปยังสถานที่ต่างๆ แต่ต้องประสบปัญหาความไม่แน่นอนของราคาและตลาดรับซื้อ ทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหา
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน ในวาระย่างเข้าสู่สิ้นปี 2562 และเดินหน้าเข้าสู่ปี 2563 ขอให้ทุกท่านมีความสุข ก้าวข้ามความทุกข์ใดๆ ทั้งปวงนะครับ ขึ้นศักราชใหม่แล้วขอให้มีแต่เรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น ตลอดปีและตลอดไป จะว่าไปแล้วในช่วงปี 2562 ทุกอย่างก็ไม่ได้เลวร้ายมากมายนัก บางเรื่องก็หนัก บางเรื่องก็เบา บางเรื่องก็สร้างความสุขให้ได้ไม่น้อย ดังคำพระท่านให้ปล่อยวางนั่นเอง ถือไว้ใจก็เป็นทุกข์ วางลงไปใจก็สุข ดีใจกับการได้สัมผัสอากาศที่หนาวเย็นในช่วงปลายปีกันอย่างมีความสุขครับ เสื้อกันหนาวถูกรื้อออกมาใช้งานเสียที หลังจากทำท่าจะใช้มาหลายปีแล้วไม่ได้ใช้ เมื่อฤดูกาลทำหน้าที่ของตัวเองดีแล้ว ก็หวังว่าในปี 2563 จากนี้ไป ฝนก็จะตกตามฤดูกาลด้วยเถิด อย่างน้อยพี่น้องเกษตรกรจะได้พอมีความหวัง ในปีที่กำลังผ่านไป ผมได้รู้จักกับครอบครัวหนึ่ง (ก็ใช่นะ เพราะน้องชื่อหนึ่ง) เฝ้าดูพัฒนาการจากคนที่เปิดร้านให้บริการอินเตอร์เน็ต โดยมี ทร (สุนทร เจริญสุข) สามีที่เป็นช่างคอมพิวเตอร์เป็นผู้ดูแลร้าน และมี หนึ่ง (นิสากุล บัวศรี) เป็นผู้ช่วยคอยดูแลเด็กๆ ที่มาใช้อินเตอร์เน็ต และขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปด้วย กิจการก็ท
“ไผ่เป๊าะหวาน” ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ เจ้าของไร่ ยานะวงษ์ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก คุณเฉลิม ได้เริ่มปลูกไผ่มาแล้วกว่า 7 ปี มีอาชีพเดิมคือ ทำไร่ข้าวโพด แต่เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับราคาข้าวโพดไม่ดี คนปลูกเยอะ แรงงานหายาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณเฉลิมจึงเริ่มหันมาปลูกไผ่เป๊าะ โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป๊าะมีราคาดี ราคาซื้อขายกันในสวนกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าขยันหน่อยก็นำไปวางขายตามริมถนนแม่สอด ก็จะได้ราคาถึงกิโลกรัม
