พืชทำเงิน
ที่ศาลาประชาคม หมู่ที่ 3 บ้านด่านโลด ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง มีการเปิดอบรมโครงการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนของรัฐบาล ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน จำนวน 60 คน จากจังหวัดพัทลุง ภูเก็ต ระนอง และจังหวัดตรัง คุณปารีณา ภคุโล เกษตรอำเภอตะโหมด กล่าวว่า โครงการ 9101 ของรัฐบาล ทางกลุ่มผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน เป็นโครงการของรัฐบาลที่มีค่าแรงตอบแทน และมีค่าวัตถุดิบ ทั้งนี้ รัฐบาลดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และหากโครงการดำเนินไปได้ดีมีความเข้มแข็ง เมื่อมีผลตอบรับที่ดีก็จะมีการลงทุนต่อยอดต่อไปได้ แล้วจะเป็นโครงการ 9102 ต่อไป ด้าน คุณสุชาติ สาเหล็ม กำนันตำบลแม่ขรี กล่าวว่า โครงการ 9101 ทางกลุ่มได้จัดตั้งจดทะเบียน เป็นกลุ่มปุ๋ยมูลไส้เดือน มีสมาชิก จำนวน 60 คน ด้วยงบประมาณ 60,000 บาท ซึ่งผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน สามารถต่อยอดในการทำเกษตรต่างๆ ได้ โดยสอดรับเหมาะสมกับพื้นที่ โดยนำมาใช้เองและจำหน่าย ทั้งนี้จะดำเนินการให้เป็นศูนย์เรียนรู้อีกต่อไปด้วย “ปุ๋ยมูลไส้เดือน เป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉ
อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เป็นอีกหนึ่งทำเลทองของการปลูกกล้วยหอมเพื่อการส่งออกรายใหญ่ของไทย โดยอำเภอหนองเสือมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมมากถึง 14,170.10 ไร่ กล้วยหอมทองที่ปลูกในพื้นที่นี้ได้รับการยกย่องว่า มีคุณภาพดี รสชาติอร่อย ถูกใจผู้บริโภค เพราะปลูกในแหล่งดินเหนียวที่มีแหล่งน้ำชลประทานทั่วถึง มีการดูแลจัดการสวนอย่างเป็นระบบ ทำให้กล้วยหอมที่ปลูกได้สามารถส่งออกไปขายถึงประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ปี 2558 เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมในพื้นที่ตำบลนพรัตน์ อำเภอหนองเสือ ภายใต้การนำของประธานกลุ่มฯ คือ คุณนุกูล นามปราศัย ได้รวมตัวกันจดทะเบียนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองปทุมรัตน์ เพื่อผลิตกล้วยหอมพันกว่าไร่ และจำหน่ายผลผลิตเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและส่งออก เนื่องจากกล้วยหอมจัดอยู่ในกลุ่มผลไม้เพื่อสุขภาพ ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ผลดีของการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองปทุมรัตน์ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมมีโอกาสสร้างอำนาจต่อรองราคากับผู้ซื้อสินค้า รวมทั้งได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการปลูกดูแลสวนกล้วยหอมอย่างเป็นระบบจากหน่วยงานภาครัฐ ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิต เช่น การจัดต
เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ คือ คำขวัญประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ทุกๆ ท่านคงเคยได้ยินผ่านหูอย่างแน่นอน ทีนี้ก็จะขอมาอธิบายคำขวัญในแต่ละหัวข้อๆ เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักจังหวัดสุราษฎร์ธานี กันมากขึ้น เมืองร้อยเกาะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเกาะน้อยใหญ่มากมาย เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า เกาะริกัน เกาะนกเภา เกาะกล้วย เกาะพะลวย เกาะปราบ เกาะแตน หมู่เกาะอ่างทอง เป็นต้น นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจนทำรายได้มากมายให้กับจังหวัดสุราษฎร์ธานี เงาะอร่อย เงาะโรงเรียนมีปลูกกันมากที่ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีประวัติเล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2468 มีชาวจีนสัญชาติมาเลเซีย ชื่อ นายเค วอง มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองปีนัง ได้เดินทางเข้ามาทำเหมืองดีบุกที่หมู่บ้านเหมืองเกาะ ตำบลบ้านนาสาร ได้นำเมล็ดเงาะมาปลูกข้างๆ ที่พัก ปรากฏว่ามีเงาะต้นหนึ่ง มีลักษณะต่างไปจากต้นอื่น คือ มีผลกลม เนื้อกรอบ เปลือกบาง รสชาติอร่อย ในปี 2497 นายเค วอง ได้เลิกกิจการและได้ขายที่ดินให้กับกระทรวงธรรมธิการ และต่อมาได้ปรับปรุงจนเป็นโรงเรียน ชื่อโรงเรีย
“สับปะรด” ผลไม้รสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดๆ นับเป็นผลไม้มหัศจรรย์มากคุณค่าอย่างคาดไม่ถึง สับปะรดเป็นผลไม้ที่ดีสำหรับดวงตา เพราะมีวิตามินมากมาย สารเบต้าแคโรทีนในสับปะรดช่วยทำให้ดวงตามีสุขภาพดีขึ้น หากใครรู้สึกอ่อนเพลีย ขอแนะนำให้กินสับปะรดสักชิ้น เพราะเนื้อสับปะรด มีน้ำตาลจากธรรมชาติ ช่วยเพิ่มระดับพลังงานแล้ว เนื้อสับปะรดยังมีปริมาณเส้นใยสูง ช่วยย่อยอาหาร ลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดน้ำหนักอีกด้วย สับปะรด อยู่ในกลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยว สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี เมื่อเจริญเป็นผลแล้วจะเจริญต่อไปโดยตาที่ลำต้นจะเติบโตเป็นต้นใหม่ได้อีก และสามารถดัดแปลงเป็นไม้ประดับได้อีกด้วย ปัจจุบัน สับปะรด ที่ใช้บริโภคในปัจจุบันมีระบบรากหาอาหารอยู่ในดิน จัดเป็นไม้ดิน แต่ยังคงลักษณะบางประการของไม้อากาศเอาไว้ คือสามารถเก็บน้ำไว้ตามซอกใบได้เล็กน้อย มีเซลล์พิเศษสำหรับเก็บน้ำเอาไว้ในใบ ทำให้ทนทานในช่วงแล้งได้ พันธุ์สับปะรดที่ปลูกในประเทศไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่ที่นิยมปลูกเชิงการค้า คือ “พันธุ์ปัตตาเวีย” เรียกว่า สับปะรดศรีราชา นิยมปลูกทั่วไป ผลใหญ่ ฉ่ำน้ำ เนื้อสีเหลืองอ่อน “พันธุ์ภูเก็ต หรือ พันธุ์สวี” นิย
ข้าวโพดเทียนเมืองสิงห์ ข้าวโพดแปดแถวฝักเล็กเมล็ดสีเหลืองทอง รสชาติหวาน อร่อย เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่เกษตรกรปลูกและมีตลาดรองรับในการซื้อขาย เป็นอีกพืชหนึ่งที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำพอที่จะนำไปเสริมสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว ข้าวโพดเทียนเมืองสิงห์ เดิมมีชื่อเรียกว่า ข้าวโพดเทียนบ้านเกาะ สาเหตุการเปลี่ยนชื่อนั้นเป็นช่วงที่ นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีในสมัยนั้น ไปติดตามตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกร ภายใต้โครงการพัฒนาอาชีพเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประจำปีงบประมาณ 2555 การเสนอเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ผู้บริโภคจำได้ง่ายและจำได้นาน เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่น่าสนใจ ผู้เขียนจึงได้นำเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กัน คุณฉวี ธูปทอง เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเทียนเมืองสิงห์ ตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า เมื่อปลายปีที่แล้วน้ำฝนน้ำป่ามากได้บ่าเข้าท่วมในพื้นที่ทำนา สวน ทำให้ไม่ได้รับผลผลิตไว้กินไว้ขาย แถมยังต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก เมื่อวิกฤตผ่านไป ภาครัฐได้ช่วยเหลือด้วยการฝึกอบรมวิชาชีพ จากนั้นได้กลับมาฟื้นฟูพื้นที่เดิมที่เคยปลูกมะลิ ด้วยการปลูกข้าวโพ
เงาะ เป็นผลไม้ที่สำคัญของภาคตะวันออกและภาคใต้ และปัจจุบันได้ถูกนำมาปลูกในพื้นที่จังหวัดต่างๆ รวมทั้งจังหวัดหนองบัวลำภูด้วย สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างเช่น คุณสง่า สารพัฒน์ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 หมู่ที่ 9 บ้านต่างแคน ตำบลบ้านโคก อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู โทรศัพท์ (085) 456-5990 และ (063) 056-2688 (ภรรยา) คุณสง่า เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่การเกษตรกว่า 100 ไร่ เป็นที่ นส. 3 และ ส.ป.ก. โดยได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ได้แก่ ยางพารา ประมาณ 50 ไร่ มีรายได้ปีละ 4 แสน ถึง 5 แสนบาท และแนวโน้มมีรายได้ลดลงเรื่อยๆ ทำไร่อ้อย 20 กว่าไร่ มีรายได้ปีละประมาณ 20,000 บาท และมีแนวโน้มรายได้ลดลงเช่นกัน ปี 2541 ได้ทดลองปลูกเงาะโรงเรียน จำนวน 200 ต้น โดยใช้ระยะปลูก 7×7 เมตร พื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ได้จัดทำระบบน้ำไปยังต้นเงาะทุกต้น ลงทุนประมาณ 40,000 บาท สามารถให้น้ำเงาะได้ตลอดปี ในระยะแรกได้มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แซมช่องว่างระหว่างของเงาะ ทำให้มีรายได้เสริมในระหว่างที่ยังไม่ให้ผลผลิต การให้ปุ๋ย ได้นำแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยใช้สูตร 46-0-0 อัตรา 50
สภาพอากาศเย็นมีความชื้นสูงในช่วงเช้าและตอนกลางคืน ส่วนในตอนกลางวันอากาศร้อนอบอ้าว กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะผลมะเขือ ที่สามารถพบได้ในระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับในระยะเจริญเติบโตให้เกษตรกรสังเกตติดตามการระบาดของหนอนเจาะผลมะเขือ ตัวหนอนเจาะผลมะเขือจะเข้าทำลายยอดมะเขือ ทำให้ยอดเกิดความเสียหาย โดยตัวหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในลำต้นมะเขือที่สูงจากยอดประมาณ 10 เซนติเมตร ทำให้ยอดมะเขือมีอาการเหี่ยวในเวลาที่มีแสงแดดจัด ระยะติดผล ตัวหนอนเจาะผลมะเขือจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในผลมะเขือ ทำให้ผลผลิตมะเขือเสียหาย แนวทางการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะผลมะเขือ ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูก และเก็บยอดหรือผลมะเขือที่ถูกทำลายนำออกจากแปลงมาเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อช่วยลดการแพร่ระบาด หากพบยอดมะเขือเหี่ยว 3-5 เปอร์เซ็นต์ หรือพบผลอ่อนมะเขือถูกทำลาย 5-10 เปอร์เซ็นต์ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเบตาไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเกษตรกรควรเลือกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง และควรพ่นสาร
จังหวัดพะเยา เป็นแหล่งปลูกหอมแดงที่สำคัญอันดับสองของภาคเหนือตอนบน รองจากจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกหอมแดง รวมทั้งสิ้น 9,628 ไร่ (สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา, 2560) กระจายอยู่ในอำเภอเมือง อำเภอแม่ใจ อำเภอจุน อำเภอปง อำเภอดอกคำใต้ อำเภอเชียงคำ และอำเภอภูซาง โดยตำบลจำป่าหวาย อำเภอเมืองพะเยา มีพื้นที่ปลูกหอมแดงมากที่สุด และเป็นหอมแดงที่ขึ้นชื่อของจังหวัดพะเยา เนื่องจากเป็นหอมแดงคุณภาพ รสเผ็ด หัวโต สีสวยสด เป็นที่ต้องการของตลาด ในช่วงต้นเดือนมกราคมของปี 2560 กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง ตำบลจำป่าหวาย อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ประสบปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตกติดต่อกันเกือบ 10 วัน ประกอบกับมีหมอกลงจัดในช่วงเช้าและกลางคืน ทำให้เกิดโรคระบาดในแปลงปลูกหอมแดง จำนวน 13 หมู่บ้าน ส่งผลกระทบต่อผลผลิตหอมแดงเสียหายกว่า 1,400 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวนกว่า 800 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 2,374,450 บาท ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของกลุ่มงานอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา สำนักงานเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า หอมแดง ที่ได้ร
“ไคติน” เป็นโครงสร้างแข็งของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จำพวกแมลง กุ้ง ปู ปลาหมึก เป็นต้น ส่วน “ไคโตซาน” เป็นองค์ประกอบอยู่ในเปลือกนอกของสัตว์พวก กุ้ง ปู แมลง และเชื้อรา เป็นสารธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว คือ ที่เป็นวัสดุชีวภาพย่อยสลายตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยในการนำมาใช้กับมนุษย์ ไม่เกิดผลเสียและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เกิดการแพ้ ไม่ไวไฟ เมื่อไคโตซานเกิดการสลายตัวจะเป็นการปลดปล่อยธาตุไนโตรเจนให้แก่ดิน นอกจากนี้ ไคโตซาน ยังสามารถยึดธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ฟอสเฟต ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชแล้วค่อยๆ ปลดปล่อยสารเหล่านี้แก่พืช ทั้งนี้เพราะไคโตซานเป็นสารชีวภาพ ฉะนั้น จึงช่วยลดการชะล้างและช่วยให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภาคเหนือ (สวทช. ภาคเหนือ) กศน. ตำบลขี้เหล็ก กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ จึงร่วมกันส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้การผลิต ไคติน-ไคโตซา
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมเป็นคนชอบรับประทานข้าวญี่ปุ่นคนหนึ่ง อยากทราบว่าประเทศไทยปลูกได้หรือไม่ ถ้าปลูกได้ มีที่ไหนบ้าง และความแตกต่างระหว่างข้าวไทยกับข้าวญี่ปุ่น นอกจากเมล็ดมีรูปร่างแตกต่างกันแล้ว มีอะไรอีกบ้างที่มีความแตกต่างกัน ขอคำอธิบายด้วยครับ ขอแสดงความนับถือ สุเมธ เสนาสกุล สระบุรี ตอบ คุณสุเมธ เสนาสกุล ข้าวไทย กับ ข้าวญี่ปุ่น นักพฤกษศาสตร์ และนักวิชาการเกษตร ได้จำแนกไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ ข้าวไทย จัดเป็นชนิดอินดิก้า (Indica Type) ส่วน ข้าวญี่ปุ่น จัดอยู่ในชนิดจาโปนิก้า (Japonica Type) มาดูในรายละเอียดกันครับ ข้าวไทย เป็นข้าวเมล็ดยาว หุงขึ้นหม้อ ลำต้นสูง ใบสีเขียวอ่อน หักล้มง่าย ไม่ตอบสนองต่อปุ๋ย เป็นข้าวที่ไวต่อช่วงแสง (Photo Sensitivity) คือออกดอกในฤดูที่กลางวันมีแสงแดดน้อยกว่า 11 ชั่วโมง จึงออกดอกและเก็บเกี่ยวในฤดูหนาว ตัวอย่างข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ขาวตาแห้ง เจ๊กเชย และขาวนางเนย สำหรับข้าวในสกุล กข เนื่องจากมีการปรับปรุงพันธุ์มาแล้ว จึงต่างจากชนิดอินดิกาไปบ้าง ข้าวญี่ปุ่น เป็นข้าวเมล็ดสั้น ข้าวสารหุงไม่ขึ้นหม้อ หุงสุกแล้วคล้ายข้าวเหนียว ใช้ตะเกียบคีบเป็นคำได้
