พืชทำเงิน
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คำพูดที่เรามักจะได้ยินจากคนยุคสมัยรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ในยุคก่อน ซึ่งในปัจจุบันความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้หาได้ยากเต็มที อย่างที่เขาพูดกันว่า ยิ่งมีความเจริญเท่าไร ความเป็นธรรมชาติก็จะลดลง ผู้คนรักสบายมากขึ้น บวกกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี เช่น ด้านเกษตรกรรม เกษตรกรก็หันพึ่งสารเคมีในการปลูกพืชผลกันมากขึ้น และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความอุดมสมบูรณ์หายไป แต่ก็ยังมีเกษตรกรอีกหลายคนที่ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาธรรมชาติ ดังเช่น คุณพีระพงษ์ สุดประเสริฐ หันทำเกษตรแบบอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผักไว้กินเอง ได้สุขภาพ มีเงินเหลือเก็บ มีแบ่งปัน คุณพีระพงษ์ สุดประเสริฐ อาจารย์พิเศษ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อดีตข้าราชการ หันมายึดหลักเกษตรพอเพียง อยู่ได้แบบไม่เดือดร้อน คุณพีระพงษ์ เล่าว่า ตนก็ใช้ชีวิตเหมือนกับคนทั่วไปสมัยเด็กตื่นเช้าหิ้วกระเป๋าไปเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงจบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ สาขาพืชศาสตร์ จบมาเข้าทำงานที่กรมส
ฝรั่งชมพูพันทิพ ไม่ใช่ฝรั่งพันธุ์ไทยเหมือนกับชื่อ ตั้งชื่อตามสีเนื้อที่มีสีแดงชมพู ฝรั่งชมพูพันทิพเป็นฝรั่งสายพันธุ์ไต้หวัน ไต้หวันได้พัฒนาฝรั่งสายพันธุ์ดีๆ หลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์พัฒนามาจากฝรั่งของไทย ไต้หวันพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งได้เก่งกว่าไทย ได้สายพันธุ์ที่ดีแปลกใหม่ คนไทยต้องซื้อกลับเข้ามา คนไทยก็พัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งได้แต่คุณสมบัติต่างๆ บางอย่างยังเป็นรองฝรั่งไต้หวัน ส่วนฝรั่งชมพูพันทิพนั้นถูกนำเข้ามาในประเทศไทย เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2552 โดยกลุ่มเกษตรกรกลุ่มหนึ่งไปดูงานที่ศูนย์วิจัยพันธุ์พืชแห่งหนึ่งที่ไต้หวัน และได้นำพันธุ์ฝรั่งที่ศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้ (ยังไม่ได้ตั้งชื่อพันธุ์เป็นหมายเลข) กลับมาปลูกที่เมืองไทย ปรากฏว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดี ติดดอกออกผลเร็ว รสชาติอร่อย เนื้อไส้สีแดงน่ารับประทาน จากนั้นสวนคุณระย้าได้นำมาขยายพันธุ์ต่อที่สวนอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ไว้เป็นจำนวนมาก ลักษณะโดยทั่วไป ใบค่อนข้างยาว เส้นใบเด่นชัด ที่ปลายยอดใบมีสีแดงเล็กน้อย ลักษณะผลทรงคล้ายหยดน้ำค่อนข้างรีๆ น้ำหนักผล 4-5 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ปลูกประมาณ 4 เดือน ให้ผล ให้ผลดก เมื่อผลฝรั่งมีขนาดเท่าหัวนิ้วมือจึงเ
ชื่อสามัญ รัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea siamensis Miq. วงศ์ DIPTEROCARPACEAE ฤดูกาลนี้มองไปทางไหนก็เห็นใบไม้ ดอกไม้ ผลิบานไปทั่ว ทั้งสีเหลือง และแดง หลากหลายสี สีสันเหล่านี้แหละที่ช่วยจรรโลงจิตใจมนุษย์อย่างเราๆ ให้สดชื่น กระชุ่มกระชวย โดยเฉพาะแดนดินแถบถิ่นอีสานซึ่งอุดมไปด้วยป่าเต็งรัง ต้นเดือนมกราคม พี่จุ๊ พี่สาวที่อยู่เมืองอุบลราชธานี แจ้งข่าวมาว่า “ต้นฮัง” ออกดอกแล้วก็รู้สึกแปลกใจ เพราะปกติ แล้ว “ดอกฮัง” จะเบ่งบานช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ต้อนรับหน้าแล้ง แถมพี่เค้ายังใจดีส่งรูปมาให้ดูด้วย บอกว่า เผื่อใช้เขียนลงคอลัมน์ จากนั้นอีกไม่นานผู้เขียนได้กลับไปที่ลานสะแบง (อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา) เลยได้โอกาสไปสอดส่องต้นรังดูบ้าง แต่ก็ผิดหวัง เพราะต้นรังที่นี่ยังไม่ออกดอกให้เชยชมเลย…มีแต่ใบที่ร่วงโกร๋น… “หอมดอกจิก คิดฮอดบ้านหลัง หอมดอกฮัง คิดฮอดบ้านเก่า หอมดอกคัดเค้า คิดคือสิเฒ่าบ่เป็น…” ผญาบทนี้กล่าวถึงความหอมรัญจวญของ “ดอกฮัง” เวลาผลิดอกบานสะพรั่ง แต่ทว่าหากไม่ได้ชื่นชมดอมดมดอกฮังแล้ว…จะบรรยายความรู้สึกนี้ได้อย่างไรกัน นับว่าโชคยังเข้าข้าง เพราะเมื่อปลายเดือนมกราคมผู้เ
กรอบนอกนุ่มใน เป็นเนื้อทุเรียนภูเขาไฟ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แห่งเดียวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าพื้นที่ปลูกอยู่ในเขตภูเขาไฟที่ดับมอดไปนานแล้ว คงเหลือไว้ด้วยแร่ธาตุอาหารที่ส่งผลให้การปลูกและผลิตทุเรียนได้เนื้อกรอบนอกนุ่มใน หอม หวานมันกลมกล่อม เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ที่ส่งผลให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้นำไปสู่การมีวิถีครอบครัวที่มั่นคงยั่งยืน คุณอนุวัฒน์ คำล้าน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรราว 4 ล้านกว่าไร่ เป็นพื้นที่เพื่อการทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ หรือทำประมง ไม้ผลเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ มีการปลูกและผลิตไม้ผลเชิงการค้า 7,123 ไร่ เกษตรกร 1,309 ครัวเรือน ไม้ผลที่ปลูก ได้แก่ ทุเรียน ลำไย ลองกอง มังคุด หรือเงาะ สำหรับแหล่งปลูกและผลิตทุเรียนได้ดีมีคุณภาพอยู่ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ศรีรัตนะ ขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ เป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่าที่มอดดับไปนานแล้ว ในดินจึงมีแร่ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตให้ได้ทุเรียนคุณภาพ พันธุ์ทุเรียนท
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การแข่งขันทางการค้า การพัฒนาทางด้านการขนส่ง-สัญจร ตลอดจนการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของสังคมเมือง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้จังหวัดขอนแก่นก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ “Smart City” นับแต่อดีต ขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีความเข้มแข็งทางด้านเกษตรกรรมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ หรือแม้แต่งานหัตถกรรมที่สวยงามและประณีตอย่างผ้าไหม จนถึงตอนนี้สิ่งเหล่านั้นก็ยังคงรักษาคุณภาพ มาตรฐานอยู่ แล้วยังคงสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความภาคภูมิใจให้กับชาวเมือง เมื่อความเจริญของสังคมเมืองก้าวเข้ามา การเป็นสังคมเกษตรกรรมของผู้คนในยุคสมัยใหม่ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ลองไปฟังมุมมองจาก คุณทรงพันธ์ จันทร์สว่าง เกษตรจังหวัดขอนแก่น คุณทรงพันธ์ กล่าวว่า สำหรับขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีกิจกรรมทางการเกษตรที่มีความหลากหลาย ดังนั้น เมื่อพูดถึงภาพรวมของเกษตรจังหวัดจึงมีความหลากหลายมิติ สิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงความหลากหลายคือ ถ้ามองดูลักษณะรูปจากแผนที่ของจังหวัดขอนแก่นแล้ว ด้านบนของจังหวัดประกอบด้วย อำเภอบ้านฝาง อุบลรัตน์ หนองเรือ
อำเภอเกาะยาว มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 41,916 ไร่ ครัวเรือนเกษตรกร จำนวน 2,853 ครัวเรือน พืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ยางพารา ข้าวนาปี ไม้ผล และพืชผัก โดยเฉพาะข้าวมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นนาผืนสุดท้ายกลางทะเลอันดามัน มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 277 ราย พื้นที่ 880 ไร่ ดังนั้น การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค จะส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ คุณอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาวได้ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน โดยใช้กระบวนการโรงเรียนเกษตรกร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดฤดูการผลิต ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเกาะยาวส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การปรับปรุงและบำรุงรักษาดิน ความปลอดภัยของผู้ผลิต ผลผลิต ผู้บริโภค และระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสนิยมในปัจจุบัน ที่นิยมบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้เป็นแหล่งผลิตอ
อากาศแห้งแล้งในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเฝ้าระวังการระบาดของไรแดง สามารถพบได้ในระยะที่มันสำปะหลังมีอายุประมาณ 3 เดือน ไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้ใบเหลืองซีดเป็นจุดประขาว ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการสร้างหัวของมันสำปะหลัง ไรแดง ที่พบทำลายมันสำปะหลัง มี 3 ชนิด คือ ไรแดงหม่อน ไรแดงมันสำปะหลัง และ ไรแมงมุมคันซาวา สำหรับไรแดงหม่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ใต้ใบแก่และใบเพสลาด หากระบาดรุนแรง ตัวไรจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินน้ำเลี้ยงบนยอดอ่อน โดยสร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น เมื่อไรเริ่มลงทำลายต้นมันสำปะหลังจะสังเกตเห็นรอยทำลายเป็นจุดประด่างเหลืองบนผิวด้านบนใบ หากไรเข้าทำลายรุนแรง จะทำให้ใบไหม้ ตรงกลางใบขาดพรุน ใบลู่ลง และเหี่ยวแห้ง กรณีไรแดงหม่อนลงทําลายในต้นมันสําปะหลังที่มีอายุ 1-3 เดือน อาจทําให้ใบร่วง ยอดแห้ง และตายได้ ส่วนไรแดงมันสำปะหลังจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหน้าใบ ไม่สร้างเส้นใย ทำให้ใบเป็นจุดประสีขาวซีด พบระบาดได้ตลอดปี สำหรับไรแมงมุมคันซาวา จะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบ สร้างเส้นใยปกคลุมผิวใบบริเวณที่ไรอาศัยอยู่ พบระบาดเป็นครั้งคราว แต่การระบาดจะรุนแรงมาก ทำให้ใบไ
อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ใครๆ ก็รู้ว่า เป็นแหล่งปลูกลำไยคุณภาพดีที่สำคัญแห่งหนึ่งของพื้นที่ภาคกลาง หนึ่งในลำไยสายพันธุ์ดีของอำเภอบ้านแพ้ว คือ “ลำไยพวงเพชรบ้านแพ้ว” เจ้าของสายพันธุ์คือ คุณวิรัช ปานบ้านแพ้ว อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 5+1 ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร คุณวิรัช ปานบ้านแพ้ว เล่าว่า ผมได้ซื้อสายพันธุ์ลำไยพวงทองจากจังหวัดกำแพงเพชร และลำไยพันธุ์เพชรน้ำเอก จากจังหวัดอุตรดิตถ์ มาปลูกที่อำเภอบ้านแพ้ว ก็ได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ ผมได้ปลูกขยายพันธุ์เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อ 10 ปีก่อน ได้ลำไยพันธุ์ลูกผสมที่เติบโตเร็ว แตกช่อยาว เปลือกผิวบาง ลักษณะผิวเนียน เนื้อแน่นมีกลิ่นหอม เนื้อสีชมพู รสหวานฉ่ำ เหมาะสำหรับรับประทานผลสด คุณวิรัชเคยส่งลำไยพวงเพชรบ้านแพ้วเข้าประกวดในงานพืชสวนดีเด่นของจังหวัดสมุทรสาคร ปี 2555 ก็ได้รางวัลชนะเลิศมาครอง ปีต่อมาส่งประกวดอีกรอบ ก็ประสบความสำเร็จ กวาดรางวัลที่ 1-2-3 มาครองได้ทุกรางวัล ทุกวันนี้ ลำไยพันธุ์พวงเพชรบ้านแพ้ว กลายเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของจังหวัดสมุทรสาคร ชาวสวนลำไยในอำเภอบ้านแพ้วหันมาปลูกลำไยพันธุ์เพิ่มขึ้นกว่าหมื่นต้นแล้ว ล
ผักไฮโดรโปนิกส์ (hydroponics) เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน นับเป็นวิธีการใหม่ในการปลูกพืช โดยเฉพาะการปลูกผักและพืชที่ใช้เป็นอาหาร เนื่องจากประหยัดพื้นที่ ทำให้ได้พืชผักที่สะอาด การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ถือได้ว่าเป็นเทรนด์การปลูกผักแบบใหม่ที่กำลังมาแรง เนื่องจากมีขั้นตอนการปลูก บำรุง ดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก มีพื้นที่น้อยๆ ก็ปลูกได้ ไม่ต้องพึ่งดิน ไม่ต้องออกแรงมาก และเหนื่อยน้อย แต่ผลที่ได้คุ้มค่า เพราะว่าได้ผักสะอาด มีรสชาติอร่อย ผักมีความสวยงามน่ารับประทาน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นุ่มและกรอบ และยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนและตนเองอย่างงดงามอีกด้วย คุณภรภัทร วุฒิพรหม คุณเจริญโชค โรจน์รังสิกุล หรือ คุณอู๊ด อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 194 หมู่ที่ 10 ตำบลม่วงสามสิบ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่เปิดฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์จำหน่าย ภายใต้ชื่อ เจริญโชคไฮโดรโปนิกส์ โดยสร้างโรงเรือนหรือฟาร์มขึ้นที่บ้านของตนเอง ด้วยการแบ่งที่ดินที่มีอยู่ทั้งหมดมาทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ จำนวน 2 ไร่ สามารถสร้างรายได้เดือนละเกือบหนึ่งแสนบาท คุณอู๊ด เล่าให้ฟังว่า ได้แบ่งที่ดินออกมา 2 ไร่ เพื่อ
ถึงแม้ประเทศไทยจะสามารถส่งออกอ้อยในรูปน้ำตาลและกากน้ำตาลได้เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งนำเงินตราเข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาทก็ตาม ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย dH ก็ประสบปัญหาในเรื่องราคาอ้อยตกต่ำและมีปริมาณล้นตลาด ที่สำคัญคือ ปัญหาต้นทุนการผลิตที่ยังสูง โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย ปัญหาค่าจ้างแรงงานสูง คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของต้นทุนการผลิตอ้อยทั้งหมดต่อฤดูปลูก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันมาใช้วิธีการเผาใบอ้อยทั้งก่อนการเตรียมดินและก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวอ้อย ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ของทุกปี พบว่ามีการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเผาฟางข้าวและใบอ้อย ซึ่งมีการปล่อยมลพิษ คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์สูงกว่าปริมาณที่ปล่อยจากโรงงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมถึง 14 เท่าตัว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นสภาพการเผาที่ไม่สมบูรณ์ ประกอบกับเป็นการเผาวัสดุที่มีความชื้นสูง นอกจากจะสร้างมลภาวะทางอากาศแล้ว การเผายังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินทำให้ดินเสื่อมคุณภาพมากยิ่งขึ้นด้วย การเผาใบอ้อยของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจะแบ่ง
