พืชทำเงิน
ปัจจุบัน กระแสความนิยมบริโภค เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สมุนไพรไทยเป็นวัตถุดิบในการผลิต ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในทางยา ช่วยบำรุงร่างกาย เพื่อเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. จึงได้พัฒนา “น้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่ม” เครื่องดื่มเสริมสุขภาพที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบหลัก และเสริมรสชาติผลิตภัณฑ์ด้วยน้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน เช่น ส้ม ฝรั่ง สับปะรด โดยผลิตภัณฑ์ยังคงคุณค่าของว่านหางจระเข้อย่างครบครัน ช่วยบำรุงร่างกายเนื่องจากการอ่อนเพลีย พักผ่อนน้อย และยังเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายของร่างกายเป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาโรคกระเพาะอาหารอักเสบอีกด้วย วว. ได้ศึกษาวิจัย พบว่า ว่านหางจระเข้ พันธุ์อะโล บาร์บาเดนซีส (Aloe barbadensis) เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับนำมาแปรรูป เนื่องจากมีโปรตีน ไฟเบอร์ และคาร์โบไฮเดรต ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ เมื่อคัดเล
บนโต๊ะอาหาร สำรับกับข้าววันนี้ ผักเคียงที่นิยมคู่อาหารประเภท ลาบ ยำ พร่า ก้อย น้ำพริก เพิ่มรสชาติกับข้าวเราขึ้นเยอะมาก หากจะสำรวจความนิยมและเรารู้จักกันมากคือ “สะระแหน่” เชื่อว่าหลายบ้านคงมีปลูกไว้ ใส่กระบะ กระถาง อ่าง ปี๊บ ลงแปลงดิน เป็นผักเครื่องเทศ และสมุนไพรชั้นยอด ที่ทุกบ้านไม่ควรละเลยที่จะมีปลูกไว้ ถึงแม้อาจจะดูแลยากไปนิด แต่ถ้ารู้วิธีดูแลรักษา วิธีปลูก ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน เคยมีหลายคนที่ได้สัมผัสรู้จักกับสรรพคุณของสะระแหน่กันมาแล้ว ช่วงเข้าสู่ฤดูกาล ปลายฝน ต้นหนาว มักจะเป็นหวัดคัดจมูก ได้เคี้ยวสะระแหน่สักยอดสองยอด เป็นหายใจโล่งสะดวกสบาย ไข้หวัดไม่ได้เกาะแกะแซะตามตัวเรา ไม่เคี้ยวกิน ก็เด็ดยอด ใบแช่น้ำร้อน ดื่มแทนน้ำชา เป็นน้ำยาที่ได้ผลดีเช่นกัน และบ้านเรามีคำพ้องเสียงอยู่คำหนึ่ง ไม่รู้ว่า มีความเกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง สมัยนี้มักจะเอามาใช้ปนกัน ว่ากันตรงๆ คือคำว่า “สาระแน” แปลว่า สู่รู้ไม่เข้าเรื่อง หรือเสือกนั่นกระมัง “สะระแหน่” เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี แตกต้นกิ่งก้านสาขา เลื้อยไปตามดิน มีขนสั้นๆ นิ่มๆ ปกคลุมทุกส่วนของลำต้น ใบกลมมนรูปไข่ ขอบใบจักแบบซี่ฟัน ออกใบสลับกัน
ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง เป็นแหล่งผลิตลำไยที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน โดยชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการผลิตลำไยนอกฤดู ทำให้สามารถกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดได้ทั้งปี และขายผลผลิตได้ราคาที่ดี ศพก. ตำบลน้ำดิบ ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปเรียนรู้เคล็ดลับการทำสวนลำไยนอกฤดู ของ “คุณมงคล หมื่นอภัย” เจ้าของสวนลำไยปิยะมงคล โทร. 089-851-4730, 085-870-3882 และ 053-529-111 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำดิบ และเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตลำไยนอกฤดูแปลงใหญ่ตำบลน้ำดิบ คุณมงคล สะสมประสบการณ์การทำสวนลำไยมานานกว่า 20 ปี และทำธุรกิจลำไยแบบครบวงจร ปัจจุบัน คุณมงคลได้ร่วมมือกับสำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน เปิดสวนลำไยปิยะมงคล ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรตำบลน้ำดิบ (ศพก. ตำบลน้ำดิบ) เพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชนที่เกิดจากปัญหาของชุมชน และสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้ ศพก. ต
เป็นตำรวจอีกคนที่น่ายกย่อง เพราะนอกจาก ร.ต.อ. จำรูญ ทองขำดี วัย 58 ปี หรือที่เรียกกันว่า “ผู้กองแกรก” จะยึดอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดตรัง แล้ว ยังใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการเป็นเกษตรกร ปลูกเสาวรสและพืชผักผลไม้นานาชนิดแบบเกษตรอินทรีย์ ชื่อ “ไร่ลุงแกรก” อยู่ที่ตำบลนาพละ หมู่ที่ 3 อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ในเนื้อที่ 3 ไร่ ซึ่งในอนาคตหากมีความพร้อมมากกว่านี้เจ้าตัวตั้งใจว่าจะเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ผู้คนได้มาศึกษาเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์แบบพอเพียงตามศาสตร์ของพระราชา และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามากินและเก็บเสาวรสสดๆ ด้วยตัวเอง มีรายได้ เดือนละ 20,000-25,000 บาท ยามนี้ผลไม้หลักที่ทำเงินให้กับ “ไร่ลุงแกรก” คือ เสาวรส ทั้งพันธุ์สีม่วงและพันธุ์สีเหลือง ในเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ส่วนที่เหลืออีกครึ่งไร่และที่ว่างๆ ผู้กองแกรกยึดหลักปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก รวมแล้วมีพืชผักผลไม้อีกกว่า 30 ชนิด ซึ่งนอกจากจะกินในครัวเรือนแล้ว ยังขายทำเงินได้อีกด้วย อาทิ ไผ่กิมซุง มะม่วงหิมพานต์ ผักหวาน มะนาว มะพร้าว มะละกอ มันม่วงญี่ปุ่น ฯลฯ และยังเลี้ยงปล
กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมหน่วยงานร่วมบูรณาการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง หวังเกษตรกรลดการปลูกข้าวนาปรังและหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือพืชใช้น้ำน้อยแทนมากขึ้น พร้อมเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาและโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2562 นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ครั้งที่ 1/2561 เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบข้อมูลนโยบายและมาตรการเพื่อใช้ในการกำหนดแผนการปลูกพืชฤดูแล้ง พร้อมยกร่างแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2561/62 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการในระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรขอเชิญชวนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าว ในโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนารวมถึงโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2562 ซึ่งเป็นโครงการจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรลดการปลูกข้าวนาปรัง โดยในช่วงฤดูแล้งที่จะถึงนี้ขอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างใกล้
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คิดค้น “สารบีเทพ” BeThEPS ช่วยยืดอายุน้ำยางสดได้นาน 1-3 วัน จากเดิม 6-8 ชั่วโมง เพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และทำให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตยางแผ่นซึ่งมีคุณภาพดีเยี่ยม ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวถึงประเด็นปัญหาซึ่งเป็นที่มาของงานวิจัยและพัฒนา “สารบีเทพ” BeThEPS ว่า เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนยางต้องประสบกับปัญหาการยืดอายุน้ำยางพาราด้วยสารที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงและเป็นอันตรายต่อร่างกายเป็นระยะเวลานาน และยังต้องประสบปัญหาด้านการขนส่ง สวนอยู่ไกลจากจุดรับซื้อน้ำยางสด ทำให้แทนที่จะขายเป็นน้ำยางพาราสดกลับต้องแปรสภาพเป็นยางก้อนถ้วยแทน “จังหวัดน่าน นับเป็นพื้นที่นำร่องในการทดลองใช้สารบีเทพเพื่อยืดอายุน้ำยางสด พื้นที่ปลูกยางส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงลาดชันและอยู่ห่างไกลจากจุดรับซื้อ ทำให้การขนส่งน้ำยางมายังจุดรับซื้อล่าช้า ส่งผลทำให้เกษตรกรเสียประโยชน์ในหลายด้าน” ดร.จุลเทพ บอก เนื่องจากน้ำยางสดที่กรีดจากต้นยางพาราจะคงส
ติดทำเนียบผักขายดี ร้านก๋วยเตี๋ยวทุกร้านจำเป็นต้องใช้ทุกวัน สำหรับ “ถั่วงอก” พืชราคาไม่สูงมากแต่อุดมด้วยไปคุณค่าทางโภชนาการ แถมปลูกง่าย โตไวทำเงินดี ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็สามารถปลูกได้ เฮียเอี่ยม หรือคุณวันทัสน์ รติขจรพันธุ์ ยึดอาชีพเพาะถั่วงอกขายมาตลอดทั้งชีวิตปัจจุบันเพาะถั่วงอกปลอดสารบนเนื้อที่ 400 ตารางวา ย่านคลอง 13 หนองจอก กรุงเทพมหานคร เก็บผลผลิตส่งขายตลาดทุกวันราว 2 – 3 ตัน มีรายได้วันละ 20, 000 บาท โดยเฉลี่ยยังไม่หักต้นทุน จะมีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท เฮียเอี่ยม เท้าความกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่มีอาชีพเพาะถั่วงอกขาย เดิมรุ่นพ่อแม่เพาะถั่วงอกอยู่ที่ย่านดินแดงนาน 20 ปี จนกระทั่งกรมทรัพยากรน้ำสั่งห้ามใช้น้ำบาดาลเลยย้ายมาอยู่ย่านคลอง 13 หนองจอก เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี “ตอนเพาะถั่วงอกอยู่ที่ดินแดงใช้น้ำบาดาล ประกอบกับท่อน้ำบาดาลแตก กรมทรัพยากรน้ำ สั่งห้ามใช้น้ำบาดาล เลยย้ายมาอยู่คลอง 13 ย่านหนองจอก เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี เป็นน้ำคลองชลประทานที่ไหลมาจากเขื่อนจังหวัดชัยนาท ก่อนนำมาใช้รดถั่วงอกต้องสูบขึ้นมาพักในบ่อพักน้ำสูง 3 เมตร นาน 1 ว
ทีมงานได้ลงพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ของสมาชิกกลุ่ม อย่าง คุณป้าพิมพ์ และ คุณลุงไพริน คำพวงวิจิตร เป็นเจ้าของสวน อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (063) 750-9275 ปลูกกล้วยไข่มานานกว่า 30 ปี ใช้เนื้อที่ปลูก 12 ไร่ จำนวน 2,000 กว่าต้น เป็นพันธุ์กล้วยไข่ดั้งเดิมของกำแพงเพชร คุณป้าพิมพ์ บอกว่า การปลูกกล้วยไข่ที่กำแพงเพชรนับเป็นเรื่องยาก ต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องความสะอาดในแปลงปลูก อย่าให้รก ปุ๋ยที่ใช้ในตอนเริ่มปลูกใช้สูตรเสมอ 15-15-15 พอตกเครือจะใช้ปุ๋ยน้ำตาลสูตร 21-0-0 ใส่เพื่อเร่งผล ส่วนปัญหาที่เกิดเป็นประจำคือ โรคใบไหม้ แล้วยังต้องเผชิญกับภัยจากพายุลมแรงที่พัดจนต้นกล้วยหักโค่นเสียหาย ซึ่งลมพายุดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงที่กำลังมีผลผลิต แล้วสังเกตทุกปีมักเกิดขึ้นหลังจากเข้าหน้าฝน ทั้งนี้ ถ้าตกเครือก็ยังช่วยให้ปลอดภัย แต่ถ้าเกิดในช่วงต้นขนาดเล็กตายอย่างเดียว ฉะนั้น เพียงแก้ไขในเรื่องโรคใบไหม้ได้ ก็จะทำให้กล้วยมีคุณภาพดีกว่าเดิม แล้วมีผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย ผลที่เกิดขึ้นจากปัญหา คุณลุงไพริน ชี้ว่า จากที่สมัยก่อนเคยเก็บหน่อไว้ถึงตอที่ 2-3 ได้ แต่ภาย
คุณมณี สุรัตนะ อยู่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองปลิง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี จากผู้ที่ปลูกมะขามด้วยเพราะมีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคล ที่ควรมีไว้ภายในบ้านตามคติโบราณ แต่ใครจะคาดคิดว่ามะขามที่ปลูกไว้ด้วยสาเหตุนั้น กลายเป็นพรรณไม้ที่ทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณมณี เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบการศึกษาได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชน เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกว่างานด้านนี้ ทำให้เขายังไม่มีความสุขกับการทำงานมากนัก “ผมทำงานในบริษัทได้ประมาณ 9 ปี เราก็มามองว่ามันเหมือนมีแต่วัฏจักรชีวิตเดิมๆ วงจรหมุนเวียนซ้ำไปมา และช่วงที่ทำงานมันเริ่มเข้ายุคฟองสบู่แตก ปี 2540 ช่วงนั้นมีญาติที่ทำพันธุ์ขนุน เขาก็เลยนำมาให้ลองปลูก ผมก็เลยเริ่มคิดลาออกจากงาน แล้วก็มาทำงานเกี่ยวกับด้านเกษตรอย่างเดียว คือ การขยายพันธุ์” คุณมณี เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต เมื่อปลูกและขยายพันธุ์ขนุนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ประมาณ ปี 2553 คุณมณี เล่าว่า ได้เริ่มมาขยายพันธุ์มะขาม ซึ่งต้นมะขามนี้เกิดจากการเพาะเมล็ดโดยบังเอิญ “ช่วงนั้น ผมซื้อที่ดินใหม่ ก็อยากจะได้ไม้ที่เป็นมงคลไว้บริเวณบ้าน ซึ่งขนุนเราก็มีอยู่แล้
ปัจจุบัน ผู้ที่เริ่มต้นเป็นเกษตรกรรายใหม่ ได้มีการปรับตัวของการทำเกษตรให้สอดคล้องกับการตลาดมากขึ้น โดยเน้นทำสวนแบบผสมผสานที่ไม่เน้นพืชเชิงเดี่ยวมากเกินไป เพราะการทำพืชเชิงเดี่ยวมีผลในเรื่องของราคา เมื่อพืชที่ปลูกอยู่นั้นมีกลไกของราคาลดลง ก็จะยิ่งทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดน้อยลงตามไปด้วย จนเกิดเป็นภาระหนี้สินทำให้การทำเกษตรไม่ยั่งยืน อันเนื่องมาจากผลกำไรน้อยหรือได้เงินไม่เพียงพอกับต้นทุนการผลิตนั้นเอง คุณไกรจักร เผ่าพันธ์ ทำสวนผสมผสานอยู่ที่ ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เขาได้ศึกษาและปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน มีการจัดโซนการผลิตภายในสวนให้ลงตัว ทำให้สามารถมีผลผลิตออกขายสู่ตลาดได้หลากหลาย เมื่อพืชผลบางชนิดราคาตกต่ำ ก็ยังมีผลผลิตชนิดอื่นช่วยประคับประครอง ทำให้มีเงินจากการขายผลผลิตพอมีกำไรเป็นเงินเก็บได้ คุณไกรจักร เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก ครอบครัวของเขามีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก จึงทำให้เขาได้ซึมซับและเรียนรู้เรื่องของการทำเกษตรมาโดยเสมอ เมื่อมีโอกาสได้มาลงมือทำสวนเป็นของเขาเอง ทำให้เกิดแนวความคิดที่อยากทำเป็นสวนผสมผสาน โดยไม่ยึดการทำพืชเชิงเดี่ยวเหมือนครอบครัว มีพืชห
