พืชทำเงิน
มะเดื่อของไทยเป็นพืชผักที่ชาวปักษ์ใต้นิยมกินกับขนมจีน แกงเผ็ด และน้ำพริกมากนาน ถือว่าเป็นผักไม่ใช่ผลไม้ มะเดื่อของไทยมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับมะเดื่อฝรั่งที่นิยมกินกันในปัจจุบัน นอกจากขนาดที่แตกต่างกันแล้ว มะเดื่อไทยจะกินตอนที่ผลยังมีสีเขียวอยู่ คือยังไม่สุก เพราะถ้าสุกจะมีหนอนอยู่มาก หนำซ้ำยังมีกลิ่นไม่ชวนกิน ซึ่งแตกต่างกับมะเดื่อฝรั่งที่มีกลิ่นหอมชวนกิน แต่ว่าก็ว่าเถอะ มะเดื่อฝรั่งเป็นต้นไม้ที่ปลูกยากเย็นสำหรับผู้เขียน เนื่องจากเคยลองนำมาปลูกสองครั้งแล้วยังไม่สามารถทำให้ต้นอยู่ได้ถึงผลิดอกออกผล ต่างพากันล้มประดาตายไปทุกครั้ง ราคาต้นพันธุ์ในขณะนั้นก็ค่อนข้างแพง เลยออกขยาดที่จะปลูกอีกเป็นครั้งที่สาม มะเดื่อฝรั่ง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Common fig มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Ficus carica L. เป็นพืชต่างถิ่น นำมาปลูกในประเทศไทยโดยมูลนิธิโครงการหลวง และมหาวิทยาลัยเกษตร ในปี พ.ศ. 2524 ที่ดอยอ่างขาง เพื่อเป็นพืชสร้างรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่นแก่ชาวไทยภูเขา แล้วจึงกระจายพันธุ์ไปทั่วประเทศไทย ตามตำนานของชาวยุโรปและชาวตะวันออกยุคโบราณ ชาวอียิปต์และชาวกรีก เชื่อว่ามะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ จึงนำมาเ
คุณสนอง กล่อมประเสริฐ เป็นนักธุรกิจเจ้าของกิจการผลิตเต้าหู้นมสด และเครื่องดื่มหลายชนิด แบรนด์ “เลิศรส” ตั้งอยู่เลขที่ 22/4 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าเสา อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ความเป็นมืออาชีพที่ต้องฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคมาหลายอย่าง ปลูกฝังนิสัยคุณสนองให้เป็นคนรอบคอบ ต้องคิดทุกอย่างให้ละเอียด เขามองว่าขณะที่ผู้คนทั่วไปกำลังตื่นตัวเรื่องสุขภาพ อีกทั้งธุรกิจตัวเองก็ผลิตเครื่องดื่มอยู่แล้ว จึงคิดผลิตน้ำผลไม้ที่เน้นคุณภาพในราคาไม่แพง ออกวางขายเพื่อเจาะกลุ่มผู้รักสุขภาพ การตัดสินใจต่อยอดธุรกิจด้วยการผลิตน้ำผลไม้ของคุณสนองในครั้งนี้ มีความตั้งใจจะคัดสรรไม้ผลที่มีความหวานโดยธรรมชาติ เพื่อเลี่ยงการใช้น้ำตาล พร้อมกับสร้างความต่างของชนิดเพื่อต้องการไม่ให้ซ้ำกับตลาด จึงนำผลไม้ที่ผ่านการทดลองปลูกในพื้นที่บริเวณรอบโรงงาน อย่าง อินทผลัม ฝรั่งจากจีน ส้มพันธุ์ฝรั่งเศส และอื่นๆ จนประสบความสำเร็จ โดยลงมือปลูกเป็นจริงจัง แล้วกำลังทยอยนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้แท้ คุณสนอง เล่าว่า ขณะนี้ไม้ผลนำร่องตัวแรกที่มีเป้าหมายชัดเจนคือ อินทผลัม ที่ปลูกไว้ มีอายุได้ 1 ปี 8 เดือน มีต้นพันธุ์เนื้อเยื่อและเพาะเมล็ด โดยพัน
คุณบุญศรี แสนกล้า อยู่บ้านเลขที่ 13 บ้านแมด หมู่ที่ 4 ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เล่าให้ฟังว่า มีภรรยาชื่อ คุณสะอาด แสนกล้า มีบุตร 2 คน เป็นหญิง 1 คน จบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันรับราชการครู และอีกคนเป็นผู้ชาย กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาควิชาการเกษตร เดิมทีมีอาชีพทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาเป็นอาชีพหลัก จำนวน 18 ไร่ แต่การทำนาทุกปีมักจะประสบปัญหาในเรื่องภัยธรรมชาติ เช่น บางปีน้ำท่วมบ้าง ราคาผลผลิตตกต่ำบ้าง ฝนทิ้งช่วงบ้าง ผลผลิตเกิดความเสียหาย ทำให้เกิดการขาดทุนในการทำนา และจะต้องหาเงินส่งให้ลูกเรียน ทำให้ไม่มีรายได้พอเพียงในการส่งลูกเรียน ประกอบกับได้มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยลำบอง ซึ่งทำให้ราษฎรในพื้นที่บ้านตาดไฮ ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จำนวน 200 ครัวเรือน มีน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 12,000 ไร่ รวมทั้งลดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่บ้านตาดไฮและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ราษฎรสามารถทำการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์น้ำ ทำให้ราษฎรมีอา
ผมติดตามผลงานของพี่ณรงค์ วิมา ปราชญ์ชาวบ้านและหมอดินอาสาแห่งจังหวัดสิงห์บุรีมานานแล้ว ผลงานเด่นๆ มีมากมาย ขึ้นบรรยายให้ความรู้มาหลายเวที และไม่ต้องถามเลยว่าที่บ้านมีคนมาหาไหม เพราะคิวรับแขกแต่ละวันยาวเหยียด ทั้งมาเรียนรู้ดูงาน มาซื้อผลผลิต กระทั่งมาหาแรงบันดาลใจในการเริ่มลงมือทำอาชีพเกษตร พี่ณรงค์เป็นมนุษย์สารพัดช่าง สารพันความสามารถ หากลองไล่เรียงจากงานประจำที่ทำอยู่ก็จะได้ประมาณนี้ – ช่างไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าในบ้าน ในสวน ทั้งไฟฟ้ากระแสตรงหรือกระทั่งไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกโซล่าร์เซลล์ – ช่างประปา ระบบน้ำใช้ ระบบน้ำในสวนเกษตร มีการออกแบบ ผลิต และพัฒนาวัสดุอุปกรณ์มากมาย – ช่างเชื่อม งานหลายๆ อย่างทั้งที่บ้านและสวน ล้วนฝีมือพี่ณรงค์ทั้งนั้น – ช่างก่อสร้าง ทั้งบ้าน กรงไก่แบบคอนโดฯ หรือกระทั่งโดมแปลงผักกางมุ้งในสวน – นักออกแบบ หลายๆ อย่างในสวน ผ่านการวางแผนและออกแบบมาอย่างสวยงามและใช้งานง่าย – หมอดิน ปุ๋ยในสวนล้วนผ่านการปรุงจากเชฟณรงค์ทั้งนั้น – ประมง ด้วยเป็นคนแม่น้ำ การหาอยู่หากินทางน้ำถือว่าไม่เป็นรองใครเลย – นักวิจัย พัฒนา จากขวดน้ำพลาสติก สามา
“ปลูกผักแลกค่าเทอม” เป็นโครงการยุทธศาสตร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ ในการนำความรู้ ภาคทฤษฎีมาทำการผลิตพืช ผัก ผลไม้ ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา/นักวิชาการทำหน้าที่พี่เลี้ยง นำเทคนิค องค์ความรู้ มาสอนแนะแก่นักศึกษา ซึ่งมาจากทุกคณะ ทุกชั้นปี ที่สนใจ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แบ่งเบาภาระให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองในค่าเล่าเรียน ปัจจุบันมีนักศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมในโครงการจำนวน 467 คน จาก 11 คณะ สำหรับโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคนิคทางการเกษตรจากการปฏิบัติงานจริงนอกห้องเรียน รวมทั้งมีรายได้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการลงทะเบียนเรียน ขณะที่ทางคณะและสำนักได้บูรณาการการเรียนการสอน เพื่อการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ ทั้งยังเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการผลิตสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ป้อนเข้าสู่กาดแม่โจ้ 2477 ผลการดำเนินงานในภาคเรียนที่ผ่านมา (ภาคเรียนที่ 2/2559) นักศึกษาสามารถจำหน่ายผลผลิตที่ผลิตจากพื้นที่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย จัดสรรให้ดำเนิน
หม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ (Mulberry) เป็นไม้ทรงพุ่มขนาดกลาง เปลือกของต้นมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลแดง ลำต้นตั้งตรงใบเรียงสลับรูปไข่ กว้าง 8-14 เซนติเมตร ยาว 12-16 เซนติเมตร ผิวใบสากปลายเรียวแหลมยาว ฐานใบออกเป็นกลมๆ หรือคล้ายรูปหัวใจ ดอกของไม้ชนิดนี้เป็นดอกช่อรูปทรงกระบอกออกที่ซอกใบและปลายยอด แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกมีลักษณะเป็นคล้ายหางกระรอก ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร เมื่อติดเป็นผลแล้วผลจะอวบน้ำ รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2 อัน ผลเป็นผลรวมรูปทรงกระบอกมีสีเขียว เมื่อผลสุกจะมีสีผลออกม่วงแดงเข้มจนเกือบดำฉ่ำน้ำ มีรสหวานอมเปรี้ยว ปัจจุบัน ได้มีการปลูกหม่อนเป็นจำนวนมาก เพราะผลของหม่อนถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ ส่วนใบก็นำมาทำเป็นชาใบหม่อนหรือใช้เป็นอาหารให้กับหนอนไหมอีกด้วย นอกจากนี้ ผลหม่อนยังนิยมนำมาแปรรูปมากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลหม่อนในการจำหน่าย เช่น น้ำหม่อนพร้อมดื่ม แยม หรือจะนำมาเป็นส่วนผสมรับประทานคู่กับโยเกิร์ตก็เข้ากันได้อย่างลงตัวทีเดียว ไม่เพียงแต่ได้ความอร่อย ยังได้คุณค่าทางอาหารอีกด้วย คุณเมจิรา สงวนชม เจ้าของสวนชนาภัทร ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 16 ตำบลบ้านพ
ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ที่รักสุขภาพจำนวนไม่น้อยสนใจอยากที่จะปลูกผักเพื่อสุขภาพไว้ทานเองที่บ้าน แต่ต้องประสบปัญหาในเรื่องของพื้นที่ ที่มีอย่างจำกัด ครั้งนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณเขมจิรา เกษตรกรโครงการสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ได้แนะนำวิธีการเพาะเห็ดที่แสนง่าย มีเงินลงทุนเพียงหลักร้อย ใช้พื้นที่ประมาณ 1 เมตร ก็สามารถเพาะเห็ดได้ ส่วนวิธีการเพาะ การดูแล ก็ทำได้ไม่ยาก งานนี้ได้ทั้งสุขภาพและราคาที่ดีต่อใจ คุณเขมจิรา กิตติสิทธิการ อยู่บ้านเลขที่ 60 ม.10 ต.ธวัชบุรี อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด โทรศัพท์ 085-7514837 บ้านสวนเห็ดคุณยาย แนะนำถึงอุปกรณ์และขั้นตอนการเพาะเห็ดในท่อซีเมนต์ว่า อุปกรณ์เพาะเห็ดในท่อซีเมนต์ 1.ท่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ราคา 60 บาท ผ้าสแลน หรือผ้ากระสอบป่าน ไว้คลุมก้อนเห็ด 3.ก้อนเห็ด 11 ก้อน ก้อนละ 9 บาท 4.ไม้ไผ่ ทำเป็นที่วางก้อนเห็ด ขั้นตอนการเพาะเห็ดในท่อซีเมนต์ 1.วางท่อซีเมนต์พิงกำแพง ผนัง ในลักษณะตะแคง เพื่อเก็บความชื้นได้ดี 2.วางไม้กระดานที่ด้านในท่อซีเมนต์ 3.นำก้อนเชื้อเห็ดวางเรียงในวงบ่อเป็น
ดิน ในภาคการเกษตรของไทยกว่า 70% เป็นดินที่มีปัญหาต่อการเพาะปลูก และมีสภาพเป็นดินเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องด้วยปัจจัยหลายด้าน เช่น การใช้ดินผิดประเภท การใช้สารเคมี การขาดการปรับปรุงบำรุงดิน เนื่องจากใช้ประโยชน์มานาน อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดทั้งโอกาส แหล่งความรู้ และเทคโนโลยี ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถแก้ไขปัญหาในที่ดินเพาะปลูกได้อย่างถูกต้อง ได้ผล ตรงจุด ประหยัด และสะดวก ต้องยอมรับว่า การแก้ปัญหาดินของหน่วยงานราชการเดินมาตรงจุด แต่ยังกระจายได้ไม่ถึงระดับรากหญ้า โดยเฉพาะการนำดินส่งตรวจหาความสมบูรณ์ของแร่ธาตุในดิน และการทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้เห็นความสำคัญของการส่งดินตรวจวิเคราะห์หาแร่ธาตุที่มีอยู่ หากมองในแง่ธุรกิจ บริษัทในกลุ่มภาคภูมิกรุ๊ป มีแนวคิดริเริ่มตั้งคลีนิคดินขึ้น โดยขายในรูปแบบแฟรนไชส์ แต่กำหนดเป้าหมายให้มีคลีนิคดินเพียงอำเภอละ 1 แห่ง รวม 888 แห่ง ทั่วประเทศ ภายในปี 2562 ถึงแม้จะรู้ว่า เป็นเรื่องของการดำเนินธุรกิจ แต่เมื่อวิเคราะห์ในภาพรวมของธุรกิจนี้ ก็ยังเชื่อได้ว่า เกษตรกรที่เข้ามาปรึกษาคลีนิคดินจะได้ประโยชน์จากการเปิดคลีนิคดินในทุกอำเภอตามที่บริษัทตั้งเป้าไว้ คุณกฤษชนก ตัณฑเศร
เกษตรจังหวัดพังงา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ หมู่ที่ 3 ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา พบปะสมาชิกเครือข่ายไม้ผล อำเภอกะปง และลงดูพื้นที่เยี่ยมชมสวนทุเรียนสาลิกาของ คุณธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดพังงา ซึ่งพื้นที่สวนดังกล่าวเป็นสวนทุเรียนพันธุ์สาลิกา ในพื้นที่เนินเขาตามสไตล์สวนของชาวพังงาทั่วไป ที่มีอายุต้นประมาณ 20 ปีเศษ กำลังติดผลเต็มต้น ใกล้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวเข้ามาทุกที นักบริโภคทุเรียนสาลิกาทั้งใกล้ไกล ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม เริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาด แต่ผลผลิตออกเยอะจริงๆ ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน และจะกระจายไปถึงเดือนกรกฎาคม 2561 ปีนี้คาดว่าทุเรียนสาลิกาจะมีผลผลิตมากกว่าปีที่ผ่านมา และมีคุณภาพที่ดี อร่อย สมการรอคอยอย่างแน่นอน คุณนิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดพังงา เล่าว่า จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว และเป็นเมืองเกษตรที่ผลิตสินค้าสำคัญๆ หลายชนิด ทั้งไม้ผลจำพวกมังคุด ทุเรียน เงาะ ลองกอง สินค้าปศุสัตว์ ประมง และโดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์สาลิกา ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง จังหวัดพังงามีพื้นที่ปลูกทุเรียนสาลิกา ประมาณ 500 ไร่ ซึ่งขณะนี้ชื่อเสียงของทุ
“ไร่ตะวันยิ้ม” เป็นอีกหนึ่งโครงการสร้างสรรค์ภายใต้การดูแลโดย บริษัท แอ๊ดว้านซ์ซีดส์ เมล็ดพันธุ์ ตราตะวันต้นกล้า มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร สอนเทคนิคการปลูกเมล่อนคุณภาพ ปลูกอย่างไร ให้มีความหวานอย่างต่ำต้องไม่น้อยกว่า 13 บริกซ์ พร้อมทั้งยังแนะแนวทางแก้ปัญหาสินค้าราคาถูก สร้างจุดเด่นให้ผลผลิต ด้วยวิธีการเขียนลวดลายบนผลเมล่อนให้แก่เกษตรกรที่สนใจ ขายผลผลิตได้ราคาโดยที่ไม่ง้อพ่อค้าคนกลาง คุณวีรศักดิ์ โพธิ์ศรี ผู้จัดการฝ่ายไร่ตะวันยิ้ม ให้ความรู้ถึงเทคนิคการปลูกเมล่อนอย่างไรให้หวาน พันธุ์ที่แนะนำคือเลดี้กรีน และเลดี้โกลด์ ซึ่งเมล่อนทั้งสองสายพันธุ์นี้มีข้อดีต่างกัน แต่เหมาะสำหรับนำมาเขียนลวดลายเพื่อสร้างรายได้ทั้ง 2 พันธุ์ พันธุ์ที่ 1 เลดี้กรีน จุดเด่นของเลดี้กรีน เนื้อสีเขียว เนื้อนุ่ม ทำหวานง่าย ตาข่ายผลละเอียด พันธุ์ที่ 2 เลดี้โกลด์ จุดเด่นเลดี้โกลด์ เนื้อสีเหลืองทอง หวาน กรอบ ตาข่ายผลละเอียด เทคนิคปลูกเมล่อน ให้ได้ความหวาน 13-15 บริกซ์ คุณวีรศักดิ์ บอกว่า ที่ไร่ตะวันยิ้ม มีเทคนิคการปลูกเมล่อนให้หวาน อย่างต่ำต้องหวานให้ได้ 13 บริกซ์ ซึ่งเคยทำได้สูงถึง 18 บริกซ์ แต่ไม่เคยต่ำกว่า 13
