พืชทำเงิน
หลายวันก่อนมีโอกาสไปเยี่ยม คุณลุงพนม วงศ์ใหญ่ เกษตรกรหัวก้าวหน้า อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 10 ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ซึ่งยึดอาชีพทำการเกษตรมานาน ปัจจุบันหันมาทดลองปลูกทุเรียน คุณลุงเล่าว่าเมื่ออายุ 21 ปี ผ่านการเกณฑ์ทหาร (จับได้ใบดำ) แล้วก็มีครอบครัวจนมีลูกชาย 2 คน คนโตทำงานที่กรุงเทพฯ ส่วนคนสุดท้องบวช แล้วคงซึ้งในรสพระธรรม ไม่ยอมสึก เดิมคุณลุงพนมมีอาชีพขับรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เคยไปขายแรงงานโดยการขับรถแถบประเทศทางตะวันออกกลาง เมื่อเกษียณจากการขับรถจึงหันมาจับอาชีพการเกษตรอย่างจริงจัง หลังปล่อยให้ภรรยาเป็นผู้ดูแลเป็นส่วนใหญ่ โดยเมื่อ 8 ปีที่แล้วลูกชายที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้ไปซื้อต้นพันธุ์ทุเรียนจากระยองมาให้ปลูก ทั้งๆ ที่ไม่เคยปลูก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทุเรียนที่ปลูกไว้ก็ให้ผล ลุงจึงแบ่งให้บรรดาญาติและเพื่อนบ้านชิม เมื่อชิมแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยเนื้อกรอบแห้ง หอม หวาน คุณภาพสุดยอดไม่เป็นสองรองใคร แต่ปีที่ผ่านมาประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งผลผลิตไม่มาก แล้วยังประสบปัญหาหนอนเจาะผลอีก ทำให้ขายได้ในราคาหลักพันบาท โดยทุเรียนที่ปลูกไว้ จำนวน 35 ต้น ตอนนี้ติดผลแล้ว 17 ต้น คา
หลังจากเกษียณราชการ ได้ปลูกสับปะรด พันธุ์ MD-2 จากปี 2556 ถึงปัจจุบัน ทั้งขยายหน่อปลูกจากรุ่นแรกซึ่งเริ่มปลูกเพียง 100 ต้น ต่อมาสั่งหน่อจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาปลูกเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง เวลาผ่านไปได้เก็บผลผลิตไป 4 รุ่นแล้ว แม้จำนวนผลจะไม่มาก แต่ก็เห็นว่าสับปะรดพันธุ์นี้มีศักยภาพในเชิงการค้าหรือธุรกิจ จะต่อยอดได้หลายช่องทาง เพราะคุณลักษณะที่โดดเด่นทางพันธุกรรมที่แสดงออกมาให้เห็น (phenotype) ประสบการณ์ 4 ปี กับสับปะรด MD-2 เอาเป็นว่าผมขอแสดงตัวเลขน้ำหนักผลสับปะรดในแต่ละรุ่น ดูครับว่าสภาพที่ปลูกในถุงพลาสติกนั้นยังให้น้ำหนักผลเป็นที่น่าพอใจ ดังนี้ รุ่นที่ 1 เก็บเกี่ยวสับปะรด จำนวน 80 ผล น้ำหนักรวม 103.46 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักเฉลี่ย 1.29 กิโลกรัม/ผล รุ่นที่ 2 เก็บเกี่ยวสับปะรด จำนวน 20 ผล น้ำหนักรวม 32.32 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักเฉลี่ย 1.61 กิโลกรัม/ผล รุ่นที่ 3 เก็บเกี่ยวสับปะรด จำนวน 100 ผล น้ำหนักรวม 144.25 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักเฉลี่ย 1.44 กิโลกรัม/ผล รุ่นที่ 4 เก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่าง วันที่ 21 พฤษภาคม-15 มิถุนายน 2560 จำนวน 99 ผล น้ำหนักรวม 132.5 กิโลกรัม น้ำหนักเฉลี่ย 1.33 กิโลกรัม/ผล
หลายท่านที่ใช้ถนนสายรังสิต-นครนายก อยู่เป็นประจำ ต่างทราบกันเป็นอย่างดีว่าตลอดเส้นทาง จะพบเห็นร้านจำหน่ายต้นไม้และพันธุ์พืชตั้งอยู่เป็นระยะ แต่ที่มีจำนวนร้านมากเป็นพิเศษคือบริเวณคลองสิบห้า ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นถนนต้นไม้ หรือตลาดไม้ดอก ไม้ประดับ คลองสิบห้า หากผ่านเลยคลองสิบห้า มาอีกเล็กน้อยจะได้พบกับร้านจำหน่ายสนประดับขนาดใหญ่ ชื่อว่า “สวนนันทวัน” ที่เพาะพันธุ์สนประดับชื่อดังกว่า 10 ชนิด รวมถึงพันธุ์ไม้ประดับชนิดอื่น อย่างชวนชมหรือต้นปรง เพื่อขายให้แก่ร้านต้นไม้ย่านบางใหญ่และทั่วประเทศ คุณพงษ์เดช รักษาสกุล เจ้าของสวนที่นั่งอยู่บนรถวิลแชร์ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตพร้อมความเป็นมาของสวนแห่งนี้ว่า เป็นคนมีภูมิลำเนาอยู่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้ามาเรียนปริญญาตรีสาขาพืชไร่ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบการศึกษาเมื่อปี 2516 รุ่นที่ 29 หลังจากเรียนจบได้ไปทำงานที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดนราธิวาส ทำงานได้ประมาณ 5 เดือน เกิดเหตุการณ์ถูกคนร้ายยิง กระสุนตัดไขสันหลังระดับหน้าอก จนทำให้ร่างกายส่วนล่างพิการมาตั้งแต่ปี 2517 ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลถึงปีเศษ คุณพงษ์เด
คุณยวน สกุลวา หรือ ลุงยวน บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 9 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (063) 803-2137 ปลูกทุเรียนมานานกว่า 15 ปี ในพื้นที่อำเภอวังโป่งแห่งนี้ เป็นเกษตรกรรายแรกในพื้นที่ที่ปลูกทุเรียนและเงาะ ซึ่งถือว่าเป็นพืชต่างถิ่น เป็นพืชชนิดใหม่ในพื้นที่ที่ไม่มีใครเคยปลูกมาก่อน ลุงยวน เล่าว่า ในตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการนำทุเรียนและเงาะมาปลูกจะสามารถออกดอกติดผลหรือไม่ แต่ตนเองชอบการทำสวนจึงหาพันธุ์ทุเรียนและเงาะมาปลูก อย่างทุเรียนก็จะเน้นปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเป็นหลัก และก็มีทุเรียนพันธุ์ก้านยาว ชะนี หลงลับแลบ้าง ตามที่จะหาซื้อพันธุ์มาได้ ในตอนนั้นคนที่ทราบว่าตนเองปลูกทุเรียน แน่นอนหลายคนคิดว่าตนเองถ้าจะบ้า แต่หลังจากปลูกไว้เพียง 4-5 ปี ต้นทุเรียนก็มีการเจริญเติบโตเป็นอย่างดี เริ่มออกดอกติดผลมาให้เห็น ก็สร้างความดีใจให้กับตนเองเป็นอย่างมาก “ต้นทุเรียนเริ่มทยอยออกดอกติดผลมากขึ้นในแต่ละปี ซึ่งผลผลิตที่เก็บได้ถูกสั่งจองและขายแค่ในพื้นที่ก็หมดแล้ว ไม่ได้ออกไปขายที่ไหนเลย ซึ่งเป็นมาอย่างนี้นานนับ 10 ปี คนซื้อก็จะบอกกันปากต่อปาก ราคาขายทุเรียนก็จะอ้างอิงราคาตามท้องตลาด
ฉบับที่แล้ว เราได้ไปดูการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งเป็นดินเค็มที่จังหวัดซ็อคตรัง ฉบับนี้ผมจะพาท่านไปพบกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีการทำนาแบบลดต้นทุนการผลิตแบบง่ายๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เวียดนาม คณะของเราได้เดินทางไปดูงานการพัฒนาและผลิตพันธุ์ข้าว ของ บริษัท ล็อค เจ่ย กรุ๊ป (Loc Troi Group Jiont Stock Company) หรือ บริษัท อันยาง อารักขาพืช (An Giang Plant Protection Joint Stock Company) เดิม ที่จังหวัดอันยาง ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เยือง วัน จิ๋น (Assoc. Prof. Dr. Duong Van Chin) เพื่อนเก่าแก่กว่า 15 ปี อดีตรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขง (Cuu Long Delta Rice Research Institute) ปัจจุบันท่านเกษียณราชการแล้ว และมาปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเกษตรดิ่นห์ ถั่นห์ บริษัท ล็อค เจ่ย กรุ๊ป จังหวัดอันยาง ได้ให้การต้อนรับ บรรยายสรุปและนำคณะดูงานการวิจัย ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี และการวิจัยพัฒนารูปแบบการทำนาเพื่อลดต้นทุนการผลิต ดร. จิ๋น กล่าวว่า ปัจจุบัน ล็อค เจ่ย กรุ๊ป มีพื้นที่ผลิตขยาย และแปลงทดลองพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ของบริ
ทุกวันนี้ สินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมีมูลค่ารวม 3 ล้านล้านบาท มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงปีละ 20% อันเป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จูงใจให้เกษตรกรทั่วโลกหันมาปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์กว่า 318 ล้านไร่ ใน 183 ประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 3 แสนไร่ ตัวเลขพื้นที่ปลูกมากเป็น อันดับที่ 8 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 60 ของโลก สินค้าเกษตรอินทรีย์สำคัญของไทย ได้แก่ กะทิ เครื่องแกง ซอส มูลค่า 1,201 ล้านบาท ข้าว 552 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น มะพร้าวน้ำหอม ชา กาแฟ และสมุนไพร 558 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 2,310 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 10% ดังนั้น “ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์” จึงเป็นโอกาสและความหวังของเกษตรกรและรัฐบาลไทย ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคต รัฐบาลจึงกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อผลักดันปร
แต่เดิมคนไทยมีโอกาสชิมรสส้มโอได้เพียงไม่กี่แห่ง และส้มโอที่มีชื่อเสียงเป็นที่คุ้นมักมาจากอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พอถึงตอนนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ภาคใดของประเทศ สามารถชิมรสส้มโอคุณภาพของแต่ละพื้นที่ได้อย่างไม่ยาก อย่างถ้าเป็นทางภาคใต้ มีพันธุ์ “ส้มโอหอมควนลัง” ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ชาวจังหวัดสงขลามานานหลายสิบปี กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองควนลัง ให้ข้อมูลว่าด้วยความเป็นห่วงว่าส้มโอพันธุ์หอมควนลังจะสูญหายไปจากท้องถิ่น ดังนั้น จึงร่วมมือกับชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ส้มโอพันธุ์นี้ให้ยังคงมีและสร้างชื่อเสียง จึงได้ส่งเสริมทั้งการปลูกและการตลาดเพื่อให้มีคุณภาพได้มาตรฐานตามเดิมอย่างสมัยโบราณ “ส้มโอหอมควนลัง” เป็นไม้ผลพื้นเมืองดั้งเดิมที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในพื้นที่เมืองควนลัง จากข้อมูลของผู้สูงอายุบอกต่อกันมาว่า เดิมส้มโอพันธุ์นี้มีถิ่นอยู่ที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา กระทั่งมีการติดต่อค้าขายกัน จึงมีการนำพันธุ์มาปลูกในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และอำเภอใกล้เคียงแพร่ขยายมายังหลายตำบลรวมถึงที่ควนลัง ปรากฏว่าส้มโอที่นำมาปลูกกลับมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม เนื้อแน่นและล่อนออกจา
ปลูกมะเขือเทศสีดา พันธุ์เทพประทาน 2 ไร่ สร้างรายได้งาม มะเขือเทศสีดา พันธุ์เทพประทาน มีจุดเด่นคือทนทานต่อโรคไวรัสใบหงิกเหลือง ต้นแข็งแรง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน ทรงผลยาวรี สีชมพูสวย น้ำหนักดี ผลมีเนื้อแน่นแข็งไม่แตกง่าย เมื่อปลูกในฤดูฝน ทนทานต่อการขนส่งทางไกล อายุเก็บเกี่ยวเพียง 65-70 วัน หลังย้ายกล้า มะเขือเทศสามารถปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ปลูกครั้งนึงสามารถเก็บผลผลิตได้นานถึง 6 เดือน ในการเก็บแต่ละครั้งสามารถสร้างมีรายได้เข้ามาประมาณ 30,000-40,000 บาท แล้วแต่ช่วงถ้าช่วงไหนราคาดีก็ได้เงินเยอะ บางครั้งมะเขือเทศราคาขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 40-50 บาท แต่คุณกิ๊ฟบอกว่าเมื่อมีราคาสูงก็มีราคาต่ำลงมาเหลือแค่กิโลกรัมละ 8-10 บาท อยู่ที่เราวางแผนการปลูกอย่าให้ชนกับป่าใหญ่ วิธีการปลูก การเตรียมดิน เริ่มแรกไถตากดินแปรดิน ยกร่องห่างประมาณ 1.20 เมตร แล้วแต่บางคนชอบห่าง ชอบถี่ แต่ถ้ายกร่องห่างไว้จะดีกว่า เพื่อที่ระบายอากาศได้ง่าย โอกาสของการเกิดเชื้อราก็จะน้อยลง ความห่างระยะต้นลงหลุม 30 เซนติเมตร ต่อต้นต่อหลุม วางท่อสายน้ำหยด วางเสร็จคลุมผ้ายาง ก่อนปลูกเปิดน้ำใส่เพื่อให้ดินอ่อน แล้วใช่ไม้ในการเจาะหลุม ก่
ปีนี้ เมืองไทยเจอภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับภาวะต้นทุนค่าครองชีพ ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย ค่ายาที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิม “ลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำสุด ” คือทางออกของชาวนาจังหวัดชัยนาท เพื่อให้มีผลกำไรเหลือติดกระเป๋าได้มากที่สุด ตำบลนางลือ อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท นับเป็นอีกหนึ่งทำเลทองของการปลูกข้าวในพื้นที่ภาคกลาง ตำบลบางลือมีพื้นที่ปลูกข้าวหลายร้อยไร่ เกษตรกรนิยมปลูกข้าวปีละ 3 ครั้ง หมดฤดูทำนา จะปลูกถั่วเขียวเพื่อเป็นรายได้เสริมและเพิ่มธาตุอาหารในดิน เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าว พันธุ์ กข41 และ พันธุ์ กข 47 แบบใช้น้ำน้อย และใช้แหนแดงแทนปุ๋ยยูเรีย ปลูกข้าวกี่ครั้งกี่หนก็ได้ผลกำไรงาม เพราะใช้เงินลงทุนน้อยนั่นเอง ทำนาเปียกสลับแห้ง การปลูกข้าวนาดำในระบบเปียกสลับแห้ง เริ่มจากใช้แหนแดงหว่าน ลงในแปลงนาข้าวก่อน เพื่อไป ปิดหน้าดินไม่ให้วัชพืชขึ้น แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับนาหว่าน เพราะทำแล้วไม่ค่อยได้ผลผลิตเท่าที่ควร การหว่านแหนแดง ในนาข้าว สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากขึ้นกว่าเดิม เก็บเกี่ยวแต่ละครั้งจะได้ผลผลิตมากกว่า90 ถังขึ้นไป แม้จะปลูกข้าวทำนาตลอดทั้งปี โดยไม่พั
“ม่อฮ่อม หรือ หม้อห้อม” มาจากภาษาถิ่นล้านนา หมายถึง สีของผ้าฝ้ายย้อมสีครามอมดำ จาก “ต้นฮ่อม” ซึ่งพืชชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น คนน่านเรียกพืชชนิดนี้ว่า “ฮ่อมเมือง” แม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ครามหลอย” ขณะที่คนอีสาน เรียกว่า “ต้นคราม” โดยทั่วไป ต้นฮ่อมมีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 50-80 เซนติเมตร ลำต้นเป็นข้อปล้องคล้ายขาไก่ แตกกิ่งก้านตามข้อ ลำต้นกลม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม หัวใบเรียว ท้ายใบแหลม ขอบใบหยัก ใบด้านบนสีเขียวมัน ใบแก่หรืออ่อนเมื่อถูกกดหรือทุบทิ้งไว้กลายเป็นสีดำ ดอกเป็นช่อออกตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคล้ายระฆัง ดอกสีม่วง เมล็ดอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล แตกง่าย บ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ นับเป็นแหล่งผลิตผ้าหม้อห้อมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ชาวบ้านทุ่งโฮ้งยังคงรักษากรรมวิธีการย้อมผ้าฝ้ายแบบแบบโบราณ โดยใช้กิ่งและใบของ “ห้อม” มาหมักในหม้อตามกรรมวิธี แล้วนำมาย้อมผ้าดิบให้เป็นสีน้ำเงินหรือสีกรมท่า ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “หม้อห้อม” นั่นเอง เสื้อหม้อห้อม เป็นสินค้าผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดแพร่ คนเหนือนิยมสวมใส่ผ้าหม้อห้อมกันมาก
