พืชทำเงิน
ก่อนอื่นก็ต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านที่ห่างหายไปนานพอสมควร เนื่องจากมีภารกิจที่จำเป็นต้องทำหลายเรื่องมาก ทั้งเพื่อปากท้องตัวเองและเพื่อประเทศชาติ แต่ก็ได้ส่งเรื่องของคุณพ่อผมที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องของปศุสัตว์การลี้ยงวัวมาแทน ในยุคข้าวยากหมากแพง และเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวนาต้องปากกัดตีนถีบ “ทำนาปรังมีแต่ซังกับหนี้ ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง” ทำนายิ่งทำก็ยิ่งจน ไม่ทำก็ไม่มีกิน ภาครัฐก็มีแต่นโยบายที่สร้างความอ่อนแอให้กับเกษตรกร แทนที่จะสอนให้หาปลากินเอง กลับใช้วิธีหาปลาให้กิน แถมบางคนไม่อยากกินก็ยังถูกจับยัดปากให้กิน สร้างนิสัยขี้เกียจให้เกิดกับเกษตรกรทุกสาขาอาชีพ มัวแต่รอของฟรีจากรัฐ ไม่คิดช่วยเหลือตัวเอง ไม่ได้สนใจเพื่อนบ้านรอบๆ บ้านเราว่า เขาพัฒนาก้าวหน้าไปถึงไหนกันแล้ว ไม่แก้ปัญหาที่เป็นสาเหตุของความยากจนของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ชอบที่จะแก้ที่ปลายเหตุ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดของราชการไทยมาแต่โบราณ จนฝังลึกลงใน ดีเอ็นเอ ของคนไทย ปัญหาต่างๆ ที่เกษตรกรไทยกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะพี่น้องชาวนานับวันจะยิ่งรุนแรงและทับถมทวีคูณมาก
“ว่านเพชรหึง” กล้วยไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ชูช่อออกดอกบานสะพรั่งนับ 1,000 ต้น ต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าชม มิถุนายน-สิงหาคม ของทุกปี เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม 2560 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดตรัง ลงพื้นที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ) จังหวัดตรัง ชมความสวยงามของ “ว่านเพชรหึง” กล้วยไม้ที่มีต้นและช่อดอกขนาดใหญ่ที่สุดของโลกกว่า 1,000 ต้น ภายในศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยงตรัง พร้อมใจกันออกดอกให้ชมความสวยงาม เพียงแค่ปีละ 3 เดือน โดยศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง ได้ขยายต้นกล้าว่านเพชรหึง โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สร้างความตื่นตาตื่นแก่นักท่องเที่ยวและผู้พบเห็นอย่างมาก นายบุญลือ นกแก้ว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) จังหวัดตรัง กล่าวว่า ว่านเพชรหึง หรือ ว่านหางช้าง นั้นเป็นกล้วยไม้ป่า มีลักษณะลำต้นที่ยาว และมีใบติดอยู่ที่ปลายหลายใบ คล้ายๆ กับปลายหางของช้างที่ชี้ขึ้นด้านบน โดยมีลักษณะเด่นคือ รากมีจำนวนมากเกาะแน่น และแตกเป็นแขนงที่ปลายราก โดยรากจะชี้ขึ้นบนดินไม่เหมือนกับต้นไม้ทั่วไป ถือเป็นกล้วยไม้ที
สับปะรด พืชเศรษฐกิจสำคัญอันดับต้นๆ ของโลก และของประเทศไทย คนทั่วโลกนิยมบริโภคสับปะรดกันมาก ซึ่งแต่เดิมนั้นมีสับปะรดอยู่หลายพันธุ์ ที่โดดเด่นทั้งแบบกินผลสดและแปรรูปเห็นจะเป็นกลุ่ม Smooth Cayenne หรือพันธุ์ปัตตาเวีย ที่บ้านเรารู้จักกันในชื่อสับปะรดศรีราชา หรือชื่ออื่นๆ จากการที่ใช้ประโยชน์กันมายาวนาน ผู้บริโภคเริ่มแสวงหาความแปลกใหม่ที่มีคุณลักษณะที่ต่างไปจากพันธุ์เดิมๆ โดยเฉพาะความหวาน กลิ่นหอม สีเนื้อ และคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์มากขึ้น ต่อมาเมื่อนักปรับปรุงพันธุ์พืชของสถาบันวิจัยสับปะรดแห่งฮาวาย (Pineapple Research Institute of Hawaii : PRI) ได้พัฒนาสับปะรดพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมา และหนึ่งในนั้นใช้ชื่อทางการค้าว่า MD-2 ที่สุดฮิตติดตลาดทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ภายในเวลาแค่ 10 ปีกว่าๆ ที่นำเข้าสู่ตลาด ซึ่งปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาด (market share) มากถึงร้อยละ 95 โดยมีแหล่งผลิตหลักที่อยู่ในเขตอเมริกากลาง โดยเฉพาะประเทศคอสตาริกา ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และครองตลาดโลกด้านสับปะรดผลสดไปเรียบร้อย สำหรับประเทศไทยมีการนำสับปะรด พันธุ์ MD-2 เข้ามาราวๆ สิบกว่าปีก่อน แต่ไม่ค่อยมีการแพร่ขยายพันธุ์ออกไป ส
“ปลูกเอง ดูแลเอง ขายเอง นักเลงพอ” เป็นประโยคสั้นๆ แต่กระตุ้นให้ผมต้องเดินทางมาที่สวนทุเรียนแห่งนี้ อยากเจอนักเลงผู้องอาจคนนี้ยิ่งนัก มีคำถามมากมายที่จะต้องพูดคุยกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องมีทุเรียนมาชิมแกล้มการสนทนาด้วยนะ คุณศราวุฒิ โพธิ์เพชร แห่งสวน “หมอนทองอุดม ไร่แม่กัญญา” หมู่ที่ 3 ตำบลเขาตอก อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชายหนุ่มอารมณ์ดีเปิดยิ้มพร้อมเล่าให้ฟังว่า “ผมเป็นรุ่นลูกที่มาดูแลต่อจากพ่อแม่ครับ ตั้งใจว่าจะดูแลสวนให้ดีเหมือนกับที่พ่อแม่ได้ทำมาก่อนหน้านี้” “พื้นที่กี่ไร่ครับ เดินเสียเหนื่อยเลย” “13 ไร่ครับ ปลูกทุเรียนทั้งหมด เน้นหมอนทอง ที่สวนเรามีจำนวน 220 ต้น ก้านยาว 20 ต้นและชะนีไข่ 10 ต้น” “ปลูกมานานหรือยังครับ” “17 ปีครับ กำลังเป็นสาวเต็มที่เลย ต้นสมบูรณ์ ผลก็สวยงามมาก” “เห็นมีแปลงต้นเล็กๆ ด้วย” “ครับ แปลงใหม่ปลูกได้ 2 ปีกับอีก 5 เดือนแล้ว แปลงนี้ผมจะรวบรวมสายพันธุ์ทุเรียนโบราณของไทยมาปลูกเพื่ออนุรักษ์ให้มากที่สุดครับ” “โห! เยี่ยมเลย ยกตัวอย่างสักสองสามชื่อหน่อยครับ” “พานพระศรี ก้านยาวนนท์ สาลิกา พวงมณี ทองตำตัว” “แล้วจะจำหน่ายหรือให้ชิมครับ” “ตั้งใจว่าจะให้สมาชิกมาช
“ต้นยางพาราหมดอายุ ราคายางพาราตกต่ำ” นายประสงค์ นิชลานนท์ อายุ 56 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพารา หมู่ 4 บ้านห้วยขันธ์ ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ได้โค่นต้นยางพาราในพื้นที่ 4 ไร่ทิ้ง แปรสภาพทำสวนมะลิแทน โดยปลูกมะลิกว่า 3,000 ต้น ในเนื้อที่ 3 ไร่ มา 3 ปี ใช้เวลาปลูก 45-60 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ส่วนอีก 1 ไร่ปลูกพืชผักแบบผสมผสาน ดอกมะลิสามารถเก็บขายได้ทุกวัน วันละ 2-3 กก. ราคา กก.ละ 300 บาท ในช่วงเทศกาลสำคัญโดยเฉพาะวันแม่แห่งชาติที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 12 ส.ค. ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์วันแม่ตลาดต้องการสูงมาก ต้องสั่งจองล่วงหน้า ลูกค้าได้สั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนเก็บส่งให้ลูกค้าไม่ทัน แต่ยังคงราคาเดิมที่ กก.ละ 300 บาท เนื่องจากมีข้อตกลงกับลูกค้าว่าไม่ว่าจะช่วงไหนจะถูกหรือแพงก็ยืนพื้นที่ กก.ละ 300 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่ต้องเสี่ยงและอยู่ได้ นายประสงค์บอกว่า คิดแค่จะปลูกมะลิเป็นอาชีพเสริม แต่ปรากฏว่าหลังจากที่ราคายางพาราตกต่ำและน่าจะหมดยุคทองของยางพารา ตนจึงปลูกมะลิกลายเป็นรายได้หลักและเป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัวในปัจจุบัน มีรายได้ต่อเนื่องทุกวัน ต่างจากยางพาราที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
หนอนชอนใบ เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กชนิดหนึ่ง เมื่อขยายปีกออกเต็มที่วัดได้ 6.0-6.8 มิลลิเมตร ลำตัวสีนวล ปีกคู่หน้าเล็กกว่าปีคู่หลัง เมื่อผสมพันธุ์แล้ว เพศเมียจะวางไข่คราวละ 1 ฟอง มีขนาดเล็กมากเท่าหัวเข็มหมุดสีเหลืองอ่อนไว้ที่ใบอ่อน แล้วฟักออกเป็นตัวภายในเวลา 3 วัน ตัวหนอนเจาะเข้าระหว่างผิวใบไปดูดกินน้ำเลี้ยงภายใน ทิ้งซากเป็นรอยคดเคี้ยวไปมา มีระยะเป็นตัวหนอน 7-10 วัน จากนั้นจะเข้าดักแด้ วิธีป้องกันกำจัด ให้เด็ดใบที่มีหนอนชอนใบเข้าทำลายเผาทิ้งไป ถ้าปลูกใกล้บ้านน้อยต้นแนะนำให้ใช้น้ำยาฉุน เตรียมยาฉุน หรือยาเส้น มีขายตามร้านของชำทั่วไปครึ่งถุงแช่ในน้ำสะอาด 1 ลิตร ทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง คั้นแล้วกรองเอาน้ำสีชา ใส่กระบอกฉีด เติมเหล้าขาว 40 ดีกรี อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากัน ฉีดพ่นทั้งทรงพุ่ม ตั้งแต่มะนาวผลิใบตั้งแต่วันแรก แล้วฉีดตามอีก 2 ครั้ง ห่างกันทุก 3 วัน เมื่อใบมะนาวมีอายุครบ 9-10 วัน ใบมะนาวจะปลอดภัยจากการเข้าทำลายจากหนอนชอนใบ กรณีที่ปลูกหลายต้น และห่างจากตัวบ้าน ให้ฉีดพ่นด้วยพลูเพนนอกซาซอน (แคสเคส) 5 เปอร์เซ็นต์ อี.ซี. อัตรา 6 ซีซี ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อมะนาวผล
พลู เป็นพืชไม้เลื้อยที่นิยมนำมากินคู่กับหมาก ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือนถึงเรือนชาน ก็จะนำหมากพลูและของต่างๆ มาตอนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนถึงบ้าน นอกจากพลูจะเป็นที่นิยมกินแล้ว ยังได้มีการนำมาใช้ในพิธีมงคล เช่น เป็นเครื่องเซ่นไหว้ หรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่สำคัญ จึงนับได้ว่าพลูเป็นพืชที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนานเลยทีเดียว จึงทำให้พลูยังมีความต้องการของตลาดค่อนข้างมาก จนถึงเรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ไม่น้อย คุณสมควร แซ่โง้ว อยู่บ้านเลขที่ 123/8 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเกษตรกรที่มองเห็นถึงความต้องการพลูของแม่ค้าที่รับซื้อ จึงใช้พื้นที่สวนมาปลูกพลูเพื่อเป็นงานสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ที่ทำมากว่า 3 ปีกันเลยทีเดียว เปลี่ยนจากขายต้นไม้ มาเป็นเกษตรสวนพลูกินใบ คุณสมควร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพเกี่ยวกับขายต้นพันธุ์ไม้ทั่วไป ต่อมาจึงได้เปลี่ยนจากอาชีพนั้นมาทำสวนฝรั่ง เมื่อปลูกไปได้ระยะเวลานาน การทำสวนฝรั่งไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมีปัญหาเรื่องยืนต้นตายทำให้อายุของไม้สั้น จึงได้ปรับเปลี่ยน
สวนสมรม หรือเกษตรผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่สอดคล้องกับการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ในการประกอบอาชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งคนนครศรีธรรมราชได้นำมาใช้ในการประกอบอาชีพจนประสบผลสำเร็จในหลากหลายพื้นที่ ทั้งบนภูเขาสูง พื้นที่ราบ พื้นที่ลุ่ม และพรุ มีตัวแบบที่ดี มีตัวอย่างที่ดี สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้หยิบยกมาจัดทำโครงการ เสวนา “สวนสมรม” ทางเลือกทางรอด และการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของคนนครศรีธรรมราช โดยผนึกกำลังกับเกษตรกรเจ้าของภูมิปัญญา องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กองทุน สสส. นักวิชาการอิสระ ในการระดมสมอง จัดเวทีถอดองค์ความรู้ โดยกำหนดจัด 3 เวที เพื่อหาองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละโซนพื้นที่ไปขยายผลต่อไป คุณชลินทร์ ประพฤติตรง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า ตามที่กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เสนอโครงการเพื่อจัดทำโครงการเสวนา “สวนสมรม” ทางเลือกทางรอด และการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของคนนครศรีธรรมราช เพื่อระดมความคิดและประสบ
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน แฟนนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ติดตามอ่านบทความของลุงยศคนเกษตร ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านสาระดีๆ ที่ได้จากประสบการณ์ตรงของเกษตรกร ในครั้งนี้ผู้เขียนได้เดินทางไปทำธุระที่จังหวัดสิงห์บุรี และได้ใช้เส้นทางสายอินทร์บุรี-ตากฟ้า-หนองบัว-บึงสามพัน (สี่แยกราหุล)-ภักดีชุมพล-หนองบัวระเหว-เทพสถิต-ซับใหญ่-ชัยภูมิ-ขอนแก่น เพื่อเดินทางกลับจังหวัดสกลนคร การเดินทางสะดวก และมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ในระหว่างเส้นทางก็มีจุดสนใจมากมาย เช่น ทุ่งดอกกระเจียว ป่าหินงาม แต่สถานที่เหล่านี้ผู้เขียนได้เดินทางไปชมแล้วหลายครั้ง ในครั้งนี้ได้เพิ่มความตื่นตามากขึ้น เพราะตั้งใจที่จะเข้าชมทุ่งกังหันลมที่มีมากที่สุดในประเทศไทย และสามารถแทรกอยู่บนพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรได้อย่างลงตัว ลงตัวอย่างไรติดตามครับ บ้านบุฉนวน ตำบลซับใหญ่ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ตั้งอยู่ห่างจากองค์การบริหารส่วนตำบลซับใหญ่ ประมาณ 5 กิโลเมตร การเดินทางสะดวกสบาย บนถนนไร้ฝุ่น ที่ทางบริษัทกังหันลมได้สร้างไว้บนเส้นทางที่ชาวบ้านใช้กันเป็นประจำ สภาพโดยทั่วไปเป็นพื้นที่การเกษตร ช่วงที่ผู้เขียนเดินทางไปคือหน้าฝนเดือนกรกฎาคม ดังนั้น ควา
“ไผ่เป๊าะหวาน” เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบางเหนือหนา มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ดจึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกไผ่เป๊าะหวานเป็นอาชีพเสริม มีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้แล้ว และการปลูกไผ่ยังใช้เงินในการลงทุนน้อยกิ่งไผ่ตอนราคาเพียง 40 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ 30-36 ต้น ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 1200- 1500 บาท เท่านั้น ถือว่าปลูกแล้วคุ้มในระยะยาว แต่หากท่านใดอยากปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และในระหว่างที่รอไผ่โต 1-2 ปี แรกเราสามารถปลูกพืชแซมในสวนไผ่ได้อีกด้วย ส่วนพืชที่เหมาะในการปลูเป็นพืชแซมสวนไผ่คือ มะละกอ ถั่ว หรือจะปล
