พืชทำเงิน
เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กรุงเทพฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันอาหารโลก ปี 2559 (World Food Day 2016) ภายใต้ธีม “Climate is changing : food and agriculture must too” พร้อมทั้งได้พระราชทานประกาศนียบัตรและเงินรางวัลแก่เกษตรกร ซึ่งในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดเลือก คุณดิลก ภิญโญศรี เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559 สาขาอาชีพทำไร่ จากจังหวัดชัยภูมิ เข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรและเงินรางวัล คุณดิลก ภิญโญศรี เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559 สาขาอาชีพทำไร่ ปัจจุบัน อายุ 38 ปี เป็นเกษตรกรจากอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานครอบครัวทำอาชีพเกษตรกรรมมาตั้งแต่รุ่นบิดา โดยเมื่อ ปี 2532 บิดาเริ่มทำอาชีพปลูกอ้อย ในพื้นที่เช่า จำนวน 10 ไร่ ซึ่งในขณะนั้นก็ไม่มีความรู้ หรือประสบการณ์ในการทำไร่อ้อย ต่อมามีการขยายพื้นที่การปลูกอ้อยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้น และเปิดโควต้ากับโรงงานน้ำตาลมิตรผล ซึ่งในปี 2545 สามารถส่งอ้อยให้กับโรงงานได้ถึง 20,000 ตัน จากการขยายพื้นที่ปล
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรและประชาชน มีการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูบัญชีอาสาหรือ“อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี”ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรผู้ช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และครูบัญชี ได้ช่วยเสริมสร้างให้เกษตรกรได้ใช้บัญชีไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อวางแผนธุรกิจในครัวเรือนของตนได้ คุณบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรโดยผ่านสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทั่วประเทศและเครือข่ายครูบัญชีอาสา เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสม สมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำการเกษตรได้มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน โด
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นล้นพ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ขึ้น เมื่อ 32 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เปรียบเสมือนศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรทุกด้านให้กับประชาชนนำไปพัฒนาอาชีพในพื้นที่ทำกินของตนเอง ให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจังหวัดสกลนครก่อตั้งสถานศึกษาอันเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะพาประเทศชาติก้าวไปสู่ความมั่นคงในอนาคต ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของประชาชนในจังหวัดสกลนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร ประกาศจัดตั้งมหาวิทยาลัยในเดือนมกราคม พ.ศ. 2548 และมีคณะที่เปิดสอนเพียง 2 คณะ ได้แก่ คณะทรัพยากรธรรมชาติ และคณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี แม้ว่าจะมีเพียง 2 คณะ ก็ตาม แต่การจัดการศึกษาภายในคณะไม่ได้น้อยตามไปด้วย งานชิ้นหนึ่งที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของคณะทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นงานด้านเกษตรที่สามารถนำไปใช้
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณจันทร์ นาชัยดุลย์ 117 หมู่ที่ 7 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม 44130 โทรศัพท์ (086) 237-2683, (082) 836-8780 มีอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงเพราะใช้สารเคมี พร้อมทั้งได้ประกอบอาชีพเสริมเป็นช่างไม้ โดยรับเหมาก่อสร้างในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นผู้รับเหมาซึ่งต้องรับผิดชอบและดูแลลูกน้องทุกคน ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บเพราะกำไรเล็กน้อย เงินที่ได้ก็ต้องนำมาลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนทำให้ต้องกู้เงินและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณจันทร์ได้รับชมข่าวสารจากโทรทัศน์ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งเข้ารับการอบรมกับทางอำเภอในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้เกิดแนวคิดการดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เงินที่หาได้มาก็ใช้แต่ในสิ่งจำเป็น และเหลือเก็บเป็นเงินออม ทำให้ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดเพราะอยู่บ้านก็มีข้าวกิน ปัจจุบันไม่มีหนี้สิน มีเงินออม มีความสุขอยู่กับครอบครัว และได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ครูเกษตรชุมชนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ตามแนวทางปร
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณทองดี โพธิยอง อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 ตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 เดิมคุณทองดีประกอบอาชีพปลูกข้าว ทำสวน โดยใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดแมลงมาตลอด ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตสูง และสารเคมีก็ยังมีผลต่อสุขภาพอีกด้วย ทำให้คุณทองดี หันกลับมามองวิถีชีวิตที่ผ่านมาว่าประสบปัญหาในด้านต่างๆ จึงเกิดแนวคิดที่จะทำการเกษตรตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการพึ่งพาตนเอง ปลูกพืชผักสวนครัว และปลูกลำไย โดยเน้นการทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี เน้นในเรื่องการลดต้นทุน การดูแลรักษาสุขภาพ โดยหันมาใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพแทน นอกจากนี้ ยังนำสมุนไพรมาแปรรูปเป็นผงชูรส ทำน้ำเต้าหู้ถั่วพู เป็นต้น ในเรื่องพลังงานได้เผาถ่านที่มีคุณภาพ และได้น้ำส้มควันไม้เพื่อนำมาใช้กับแปลงเกษตรของตนเอง หลังจากปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรและวิถีการดำรงชีวิตแล้ว พบว่ามีสุขภาพดีขึ้น สามารถลดต้นทุนได้มาก สภาพแวดล้อมรอบๆ ที่อยู่อาศัยกลับฟื้นคืนสู่สภาพเดิม ผลผลิตที่ได้ปลอดภัย และการนำผลผลิตที่ได้ออกไปจำหน่ายในชุมชนด้วยตนเอง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับศึกษาค้นคว้าวิจัยทดลองงานพัฒนาการเกษตรที่เหมาะสมแก่ท้องถิ่น และนำออกเผยแพร่เป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2527 “กรมปศุสัตว์” เป็นอีกหนึ่งในหลายหน่วยงานสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานศึกษาและทดลองการเลี้ยงสัตว์ การผลิตอาหารสัตว์ การจัดการด้านการเลี้ยงสัตว์ และวิธีแก้ปัญหา ทั้งนี้ผลการศึกษาวิจัยที่มีความโดดเด่นในงานรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ของศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แห่งนี้คือ สิ่งที่เรียกว่า “ดินแดนแห่ง 3 ดำ มหัศจรรย์” อันได้แก่ วัวเนื้อทาจิมะภูพาน ไก่ดำภูพาน และหมูดำภูพาน ในปัจจุบัน สัตว์ทั้ง 3 ชนิด จัดเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมกับขยายผลสร้างเครือข่ายเพื่อให้เกษตรกรทั่วประเทศนำไปเลี้ยงประกอบอาชีพกันมากมาย นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน
พืชที่นำเข้ามาใหม่ โดยมีของเดิมเป็นตัวเปรียบเทียบ มักจะมีคำว่า “เทศ”ต่อท้าย บางครั้งพืชนำเข้าทั้งสองชนิด แต่ชนิดที่นำเข้าทีหลังมักได้คำว่าเทศต่อท้าย คำว่าเทศ น่าจะมาจากต่างประเทศ คือนำเข้ามาจากต่างประเทศ เดิมในเมืองไทยมีหัวมันอยู่หลายอย่าง ชนิดหลังที่นำเข้ามาคือมันเทศ เป็นพืชที่ปลูกและบริโภคอย่างกว้างขวาง แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า มีมันอีกชนิดหนึ่งเรียกว่ามันฝรั่ง มะขามรสเปรี้ยวๆหวานๆมีถิ่นกำเหนิดในอินเดีย แต่เมื่อนำพืชชนิดใหม่ที่มีถิ่นกำเหนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เข้ามา เรียกว่ามะขามเทศ มะเขือเปราะ พืชในสกุลโซลานัม เมื่อนำญาติของเขาเข้ามา เป็นพืชสกุลเดียวกันเรียกกันว่ามะเขือเทศ วงการสัตว์ พบว่ามีเรียกม้าไทย ม้าเทศ พืชตระกูลแตง มีแตงไทย แตงเทศหรือแคนตาลูป แคนตาลูป มีถิ่นกำเหนิดในอินเดียเหมือนกับมะขามนั่นแหละ แต่การปลูกการบริโภคอาจจะไม่กว้างขวาง ฝรั่งมาอินเดีย จึงนำไปปลูกและมีชื่อเสียงอยู่ที่เมืองแคนตาลูป ใกล้ๆกับกรุงโรม ประเทศอิตาลี พืชที่นำไปจากอินเดีย จึงได้ชื่อว่า “แคนตาลูป” มีการนำแคนตาลูปมาปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2478 แต่ไม่ได้ผลเพราะวิธีการบำรุงรักษาไม่ดี ในที่สุด ต้นแคน
ประเทศไทย กับนา หรือข้าวนั้นเป็นของคู่กันมาแต่โบราณกาล ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ปกครองบ้านเมือง ทรงสนับสนุนการปลูกข้าวทำนาของพสกนิกร จนทำให้อยู่เย็นเป็นสุขมาโดยตลอด มีการบันทึกไว้ว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประสบภาวะข้าวยากหมากแพงจากความแห้งแล้ง มีการกักตุนข้าวเกิดขึ้น พระองค์จึงทรงตรากฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการเฆี่ยน 3 ครา แล้วนำออกประจานทางน้ำ 3 วัน และทางบก 3 วัน ในรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง พระองค์ต้องนำข้าวจากฉางหลวงออกมาจำหน่ายให้พสกนิกรในราคาถูก เพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนของพสกนิกร ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เกิดภาวะฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพงอีกครา พระองค์ต้องส่งเสริมให้พสกนิกรปลูกข้าวไร่ที่ใช้น้ำน้อย เพื่อเร่งนำมาชดเชยปริมาณข้าวที่ขาดหายไป อีกทั้งรณรงค์ให้พสกนิกรที่เป็นชาวนา หันมาสีข้าวด้วยเครื่องมือที่เคยใช้กันมา แทนที่จะหันไปซื้อข้าวสารจากร้านค้า ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกัน แสดงให้เห็นว่าในช่วงนี้เครื่องสีข้าวสมัยใ
พริก จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง และกลุ่มของพริกที่เกษตรกรไทยนิยมปลูกในเชิงพาณิชย์นั้นจะแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูผลใหญ่ พริกขี้หนูผลเล็ก และ พริกหวาน เป็นต้น แหล่งปลูกพริกที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ เชียงใหม่ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครปฐม และราชบุรี เป็นต้น สำหรับสายพันธุ์พริกขี้หนูผลใหญ่ที่มีพื้นที่ปลูกมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ “พริกหัวเรือ” ซึ่งเป็นพริกขี้หนูที่มีขนาดผลใหญ่ ความยาวประมาณ 7-8 เซนติเมตร มีความเผ็ดปานกลาง กลิ่นหอม เมื่อผลแก่มีสีแดงสด ใช้รับประทานสดและแปรรูปเป็นพริกแห้งได้เป็นอย่างดี จังหวัดที่ปลูกพริกหัวเรือมากที่สุดคือ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ พริกหัวเรือเป็นที่นิยมอย่างมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกพริกรวมกันมากกว่า 300,000 ไร่ แต่ปัจจุบันพบว่าการปลูกพริกหัวเรือของเกษตรกรได้ผลผลิตลดลง คุณภาพของผลผลิตด้อยลง เนื่องจากเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เองหรือซื้อจากเพื่อนบ้าน ไม่ได้มีการปรับปรุงพันธุ์หรือคัดเลือกพันธุ์ที่ถูกต้อง เหตุผลสำคัญที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษมีความจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาพันธุ์พริกขี้หน
พื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งประเทศของไทย มีจำนวน 1,299,799 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 419,833 ไร่ (ร้อยละ 32) จังหวัดชุมพร 205,764 ไร่ (ร้อยละ 15) จังหวัดสุราษฎร์ธานี 198,714 ไร่ (ร้อยละ 15) จังหวัดนครศรีธรรมราช 97,137 ไร่ (ร้อยละ 7) จังหวัดปัตตานี 78,529 ไร่ (ร้อยละ 6) จังหวัดชลบุรี 62,336 ไร่ (ร้อยละ 5) จังหวัดนราธิวาส 50,637 ไร่ (ร้อยละ 4) จังหวัดสมุทรสงคราม 47,639 ไร่ (ร้อยละ 3) เป็นต้น ช่วงปี 2553-2557 เนื้อที่ให้ผลและผลผลิตมะพร้าวลดลงจาก 1.446 ล้านไร่ และ 1.249 ล้านตัน ในปี 2553 เป็น 1.295 ล้านไร่ และ 1.000 ล้านตัน ในปี 2557 หรือลดลง ร้อยละ 2.53 ต่อปี และ 4.76 ต่อปี ตามลำดับ สำหรับ ปี 2558 มีเนื้อที่ให้ผล 1.268 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2557 ร้อยละ 2.08 และผลผลิต 1.012 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ 1.12 สภาพภูมิอากาศมีอิทธิพลสำคัญต่อผลผลิตต่อไร่ โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น ภาวะฝนทิ้งช่วง รวมทั้งการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง จาก 863 กิโลกรัม ต่อไร่ ในปี 2553 เป็น 773 กิโลกรัม ต่อไร่ ในปี 2557 หรือลดลง ร้อยละ 2.27 ต่อปี อย่างไรก็ตาม ค
