พืชทำเงิน
“ICID” เป็นองค์กรระหว่างประเทศด้านการชลประทานและการระบายน้ำ ในปีนี้ไทยรับไม้ต่อจากตุรกีจัดประชุม World Irrigation forum ครั้งที่ 2 ที่เชียงใหม่ น่าสนใจว่า หัวข้อหลักครั้งนี้จะเน้นหารือ “การบริหารจัดการน้ำภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก” นับเป็นปรากฏการณ์อันท้าทายต่อการพัฒนาทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งเเวดล้อม เพื่อลดความยากจนเเละความหิวโหยและโดยเฉพาะภาคการเกษตร น้ำกับภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ได้หารือใน 3 หัวข้อ 1.การแสวงหาแนวทางการบริหารจัดการเพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง น้ำ อาหาร พลังงานและระบบนิเวศ 2.การร่วมกำหนดวิธีการรับมือที่เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่มีผลต่อปริมาณน้ำ ทั้งอุทกภัย และภัยแล้ง และ 3.เป็นการใช้ระบบชลประทานและการระบายน้ำเพื่อลดความยากจน และความหิวโหยโดยร่วมวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานให้เพียงพอที่จะสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยใช้ทำการเกษตร ซึ่งแนวทางของไทยมีการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ ดำเนินการพื้นที่ทำกินขนาดเล็กด้วยการจัดการระ
ประเทศไทย อยู่ในบริเวณของศูนย์กลางแหล่งกำเนิดและการแพร่กระจายของพันธุ์ข้าว จึงมีความหลากหลายทางพันธุกรรม ทั้งในข้าวปลูกพันธุ์พื้นเมืองและข้าวป่า แต่ในปัจจุบันพันธุ์ข้าวจำนวนมากได้เสื่อมพันธุ์หรือสูญพันธุ์ไป เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตสูงแทนข้าวพันธุ์พื้นเมือง และจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมการสูญหายของพันธุ์ข้าวเป็นการสูญเสียแหล่งพันธุกรรมไปโดยไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการผลิตข้าวทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์ข้าวไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อรักษาทรัพยากรพันธุกรรมข้าวให้คงอยู่ และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป การรวบรวมพันธุ์ข้าวในประเทศไทยเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าวเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2450 ที่เมืองธัญบุรี ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 2453 และ 2454 ได้มีการจัดการประกวดพันธุ์ข้าวจากทั่วประเทศ ผลที่ได้จากการประกวดพันธุ์ข้าว คือ ทางราชการสามารถรวบรวมพันธุ์ข้าว แล้วนำมาปลูกคัดเลือก
เปิดตลาดข้าวกล้องพื้นเมือง “อัลฮัมดุลิลลาฮ” หลังเกษตรกรปลูก-ขายเอง จนประสบความสำเร็จมุ่งเจาะตลาดมาเลเซีย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 เกษตรจังหวัดสตูลส่งเสริมการปลูกข้าวกล้อง “อัลฮัมดุลิลลาฮ” อ่านว่า (อัน-ฮัม-ดุ-ลิน-ละ) แปลว่า ขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นข้าวพื้นเมือง มีคุณสมบัติพิเศษตอบโจทย์ ผู้ที่ชื่นชอบข้าวแข็ง ทานกับน้ำแกง ซึ่งจะเหมาะในกลุ่มพี่น้องมุสลิม ในประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย เพื่อเปิดตลาดให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันให้เกษตรกรรู้จักการพึ่งพาตนเอง ด้วยรวมกลุ่มเหมือนเช่น กลุ่มเพิ่มประสิทธ์ภาพสินค้าเกษตร ม.12 ต.ทุ่งนุ้ย บ้านโคกโดน อ.ควนกาหลง ซึ่งมีสมาชิกกลุ่ม 121 ราย พื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 570 ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตข้าวปีละ285 ตัน/ปี จากอดีตจะนำข้าวเปลือกมาขายให้กับโรงสี ในกิโลกรัมละ 8-12 บาท หลังสำนักงานเกษตร จ.สตูล ส่งเสริมด้วยการจัดหาโรงสีขนาดเล็กให้ ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้ สามารถสีข้าวขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาทบรรจุถุงในแพคเกจที่สวยงาม และประสานให้มีการพบกับเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า กับ จ.พัทลุง ข้าวสังหยด ภาคอีสาน ข้าวไรเบอร์รี่ และออกบูธขายตามงานต่างๆ จนประสบความสำเร็จ น
พลิกโฉมวงการเกษตรไทยด้วยน้ำมือของคนรุ่นใหม่ คุณอ๊อบ-ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ เจ้าของฟาร์มฮอปส์ (Hops) พันธุ์ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งมีใบและดอก ซึ่งดอกฮอปส์มีคุณสมบัติเป็นเสมือนสารกันบูดจากธรรมชาติ ให้รสขมและกลิ่นที่เฉพาะตัว นิยมนำไปใส่ในคราฟเบียร์ ช่วยให้รสชาติและกลิ่นมีเสน่ห์มากขึ้น Deva Farm คือ ฟาร์มปลูกฮอปส์แห่งแรกในไทย นอกจากนั้นยังปลูกผัก ผลไม้ ไฮโดรโปนิกส์ ตั้งอยู่ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี คุณอ๊อบ ณัฐชัย ปัจจุบันอายุ 36 ปี อดีตเคยเป็นเจ้าของบริษัทผลิตซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นสำหรับโทรศัพท์มือถือนาน 13 ปี ก่อนจะหันหลังให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือน แล้วมาสวมบทบาทเกษตรกรปลูกฮอปส์ในโรงเรือน หนึ่งในวัตถุดิบสำคัญในการทำคราฟเบียร์แห่งแรกในเมืองไทยเมื่อปี 2558 “ผมเป็นคนชอบดื่มเบียร์ เคยไปเรียนทำคราฟเบียร์ เลยรู้ว่าดอกฮอปส์เป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักของการทำเบียร์ ซึ่งมี 4 อย่าง คือ มอลต์ ฮอปส์ ยีสต์ และน้ำ ซึ่งฮอปส์ปลูกได้เฉพาะในเมืองหนาว แต่ด้วยความอยากท้าทาย เลยลองสั่งเหง้าฮอปส์จากสหรัฐอเมริกา 10 เหง้า เป็นเงิน 10,000 กว่าบาท นับเป็นครั้งแรกที่ลองปลูก ฮอปส์ในประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อนชื้น” โดยปกติ
เขาคนนี้ มีแรงบันดาลใจต่อการปลูกและศึกษาเกี่ยวกับต้นยางนาจากในหลวง คุณณรงค์เล่าว่า การที่มีความรู้เรื่องยางนามาทุกวันนี้ เพราะได้ศึกษาตามแนวทางของพ่อหลวง เมื่อ ปี 2504 ที่ทรงรับสั่งว่ามีแต่คนตัด ควรมีการศึกษาเพื่อให้มีการปลูกเพิ่มขึ้น จากนั้นเขาเลยเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง แล้วลงมือปลูกทันที ทว่าการปลูกยางนาของคุณณรงค์มีความตั้งใจเพื่อศึกษาและทดลองวิจัย จนกระทั่งสามารถสรุปถึงความเป็นไปได้ คุณณรงค์มีงานประจำอยู่ที่ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาเนินขาม มานานถึง 30 ปี และต้องคลุกคลีอยู่กับลูกค้าที่เป็นชาวบ้าน จึงมองว่ามีหลายรายประสบปัญหาด้านการเงินไม่รู้จบ อันเป็นเพราะพวกเขาขาดความเข้มแข็ง หรือพึ่งตัวเองไม่ได้ ในพื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่ ของบ้านเลขที่ 300 หมู่ที่ 10 ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ที่คุณณรงค์จัดวางเป็นห้องเรียนตามธรรมชาติ เพื่อใช้ศึกษา วิจัย ด้วยการปลูกต้นยางนา จำนวน 20,000 ต้น ปลูกไว้เป็นกลุ่มๆ เพื่อใช้ศึกษาวิจัยในแต่ละด้าน แต่ละประเด็น ตัวอย่างงานวิจัยที่ สรุปแล้วจับต้องได้คือ ศึกษาพื้นที่ปลูกในดินลูกรัง โดยเพื่อหวังให้ชาวบ้านปลูกบริเวณรอบภูเขา หรือสูตร
บ้านดอยปู่หมื่น เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการปลูกต้นชามานานแล้ว ทั้งนี้ บ้านดอยปู่หมื่น อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก ที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น อุทยานแห่งชาติฟ้าห่มปก บ้านดอยปู่หมื่น ตั้งอยู่ หมู่ที่ 15 ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าลาหู่ จำนวน 110 หลังคาเรือน ประชากรประมาณ 550 คน เป็นหมู่บ้านติดชายแดนไทย-เมียนมา เป็นชุมชนใหญ่ที่อพยพมาจากทิเบตผ่านจีนและเมียนมา มาตั้งเป็นชุมชนใหญ่มากกว่า 120 ปีแล้ว เริ่มต้นจากผู้นำชื่อ ปู่หมื่น พร้อมด้วยลูกบ้านจำนวนหนึ่ง ผู้นำรุ่นที่สองเป็นรุ่นของลูก ที่ชื่อ นายจะฟะ ไชยกอ มีลูกชายและลูกสาว 11 คน ครอบครัวไชยกอเป็นครอบครัวที่จัดเป็นประเภทหัวไวใจสู้ มีโอกาสเข้ารับเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แทบทุกครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ทรงงานที่บ้านดอยปู่หมื่น อ่างขาง ห้วยลึก และหมู่บ้านใกล้เคียง แล้วนำพระราชดำริของพระองค์ท่านมาปฏิบัติเป็นแบบอย่างในหมู่บ้านอย่างสม่ำเสมอ จากอดีตสมัยก่อนที่เคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ด้านติดชายแดน อาชีพของเกษตรกรจะทำไร่เล
หนุ่มพนักงานบริษัทเอกชนชาวโคราช นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปทำเกษตรแบบผสมผสาน 1 ไร่ มีกินมีใช้ทั้งปีจนประสบความสำเร็จ เผยเป็นศาสตร์ของพระราชา ทำเท่าที่กำลังมี และจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน นายปา ไชยปัญหา อายุ 44 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่หันไปศึกษาเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และการทำเกษตรแบบผสมผสานจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต จนทำให้ทุกวันนี้ครอบครัวของนายปามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นายปา ไชยปัญหา เปิดเผยว่า ตนได้แบ่งใช้พื้นที่ 1 ไร่ จากที่ดินของตนที่มีทั้งหมด 7 ไร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่บ้านกุดปลาเข็ง ตำบลโนนค่า อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาใช้ในการทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยตนได้ลองลงมือทำเป็นระยะเวลานานถึง 8 ปีจนประสบความสำเร็จ ซึ่งตนเรียกการเกษตรแบบผสมผสานนี้ว่า 1 ไร่ มีใช้ทั้งปี โดยเป็นการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์มากกว่า 20 ชนิด ภายในพื้นที่ 1 ไร่ ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตหมุนเวียนกันได้ตลอดทั้งปี สร้างรายได้ให้กับครอบครัวปีละมากกว่า 2 แสนบาท ทำใ
สวง โฮสูงเนิน รายงาน นายวรกุล บุตรดาจักร หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า เมื่อหมดฤดูการทำนาปีแล้ว จำเป็นต้องแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อยแทนการทำนาปรังในส่วนที่ทำได้ ซึ่งพืชที่แนะนำได้แก่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฟักสด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ทานตะวัน และพืชผักอื่นๆ ซึ่งพืชไร่อายุสั้นเหล่านี้ใช้น้ำน้อยเพียง 300-400 ลูกบาศ์กเมตรต่อไร่ แต่ถ้าทำนาปรังข้าวจะใช้น้ำถึง 5 เท่าคือ 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ แต่การปลูกพืชอายุสั้นนั้นการเตรียมดินจะยุ่งยากเนื่องจากดินนาส่วนใหญ่เป็นดินเหนียว การระบายน้ำค่อนข้างเลว จึงต้องเตรียมดินให้ร่วนแล้ว ทำร่องช่วยระบายน้ำและเป็นการเพิ่มความลึกของหน้าดิน หากการะบายน้ำออกไม่ได้หรือน้ำยังท่วมขังไม่ควรปลูกพืชอายุสั้นใดๆ ขอแนะนำการปลูกพืชอายุสั้น ควรปฏิบัติดังนี้ 1.ระยะเวลาปลูก ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน,ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ควรปลูกในช่วง 15 ธันวาคม- 15 มกราคม เพราะช่วงนี้ดินมีความชื้นสูง และพืชเหล่านี้ยังทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ดี ข้าวโพดฝักอ่อนสามารถปลูกได้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถั่วเขียวควรปลูกใ
เรื่องและรูป/องอาจ ตัณฑวณิช แก้วมังกร เป็นพืชอยู่ในวงศ์ Cactaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับตะบองเพชร มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศแถบอเมริกากลาง เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน มีบาทหลวงจากประเทศฝรั่งเศสนำเข้ามาปลูกในประเทศแถบเอเชียแห่งแรกคือเวียดนามก่อน มีการปลูกแพร่หลายตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออกจากเมืองญาตรังไปจนถึงไซ่ง่อน แล้วจึงแพร่หลายมาในประเทศไทย ในสมัย 10 กว่าปีก่อน แก้วมังกรมีราคาซื้อขายกันในตลาด กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งถือว่าแพงมาก แต่คนมีกะตังค์ก็ยังนิยมซื้อกิน เนื่องจากเป็นของโก้เก๋ แต่จริงแล้วรสชาติของแก้วมังกรไม่ได้มีอะไรวิเศษวิโสสมกับราคา และอีกประการหนึ่งแก้วมังกรขยายพันธุ์ได้ง่าย มีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย จึงทำให้ราคาของแก้วมังกรในเวลาต่อมามีราคาตกต่ำลง แต่เหมือนมีอัศวินม้าขาวมาช่วย เนื่องจากสังคมไทยเริ่มจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย หรือ ชช. ผู้เชี่ยวชาญชีวิต โรคถาวรต่างๆ ที่ต้องติดตัวเราจนตาย เช่น ความดัน ไขมัน และเบาหวาน เป็นโรคฮิตสำหรับท่านเหล่านี้ เผอิญคนไทยนิยมบริโภคอาหารรสจัดจ้าน รวมถึงผลไม้ด้วย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ ลองกอง เป็นต้น ผลไม้รสจัดเหล่านี้เป็นผลไม้ต้องห้ามสำหรับโรค
ในการทำเกษตรปัจจุบันนั้น หากจะให้มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ ประการแรกต้องเลือกพืชผักผลไม้ที่ได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาด มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสากล พร้อมกันนั้นต้องมีปัจจัยเรื่องการตลาดมารองรับด้วย ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการผลิตเลย จะเห็นว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกษตรกรกลุ่มหนึ่งในหลายจังหวัดหันมาปลูกเมล่อน อย่างสุโขทัย กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ เพราะได้ราคาดีมีตลาดรองรับ สามารถส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ควบคุมผลผลิตได้ด้วยเทคโนโลยี เรียกว่าเป็นผลไม้ที่มาแรงในเวลานี้จริงๆ ซึ่งแม้การลงทุนจะสูงในช่วงเริ่มต้น แต่ผลตอบแทนที่ได้นับว่าคุ้มค่าทีเดียว 2 ปี ปลูกได้ 7 รอบ อย่างเกษตรกรที่อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีแม่น้ำหรือแหล่งน้ำทางธรรมชาติไหลผ่าน แต่ก็สามารถปลูกเมล่อนในโรงเรือนได้ โดยมีการขุดแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเอง ทางบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พาไปดูแปลงปลูกเมล่อนของ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง” ภายใต้การนำของ “คุณอำนาจ แตงโสภา” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแจงงาม ที่ส่งขายในแม็คโคร เพื่อให้เห็นว่าที่นี่ปลูกเมล่อนกันอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ประเ
